100 ข้อคิด จาก เฟิร์น นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้ง สุกี้ตี๋น้อย
จากร้านเล็ก ๆ หน้าบ้านบางเขน สู่ร้านบุฟเฟ่ต์ระดับประเทศ ของ คุณนัทธมน พิศาลกิจวนิช หรือ คุณเฟิร์น ผู้ก่อตั้ง “สุกี้ตี๋น้อย” เจ้าของอาณาจักรร้านอาหารที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และนี่คือ 100 ข้อคิด 100 บทเรียน ที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเธอ
- “ถ้ายังไม่เริ่มทำอะไรมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นจริง” – ช่วงที่คุณเฟิร์นได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำตอนอายุ 25 ปี เนื่องจากรู้สึกว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่ค่อยมีความท้าทาย และจึงคิดได้ว่าหากปล่อยเวลาผ่านไปจนถึงอายุ 30 ปี โดยที่ไม่ลงมือทำตามความฝัน สิ่งที่ฝันเอาไว้ก็คงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
- ฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่เด็ก – คุณเฟิร์นมีความฝันที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่เด็ก เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจร้านอาหาร ที่แม้ตอนเรียนจบใหม่ ๆ จะยังไม่แน่ใจว่าจะทำงานอะไร แต่ความฝันที่จะมีธุรกิจของตัวเองยังคงอยู่ในใจอยู่เสมอและเป็นแรงผลักดันให้เธอมุ่งมั่นหาหนทางทำฝันนั้นให้เป็นจริงให้ได้
- เรียนรู้จากร้านอาหารของครอบครัวตั้งแต่เด็ก – คุณเฟิร์นเติบโตมาในครอบครัวที่ทำร้านอาหารมาก่อน เธอเล่าว่าเคยช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในร้าน เช่น ล้างจาน เช็ดโต๊ะ หรือยืนมองพ่อบริหารร้าน ทำให้ซึมซับวิธีคิด การบริหารต้นทุน และการจัดการพนักงานตั้งแต่ยังเด็ก เธอบอกว่า “มันเป็นเหมือนโรงเรียนธุรกิจจริง ๆ ที่เราอยู่กับมันทุกวันแบบไม่รู้ตัว”
- ปฏิเสธที่จะทำธุรกิจเล็ก ๆ ภายใต้ร่มเงาคนอื่น – ตอนที่คุณพ่อชวนคุณเฟิร์นให้มาทำธุรกิจด้วยกัน คุณเฟิร์นตัดสินใจที่จะปฏิเสธข้อเสนอ เพราะเธอไม่อยากแค่บริหารร้านเล็ก ๆ ภายใต้ธุรกิจของคนอื่น แม้จะเป็นของครอบครัวก็ตามที เพราะเธออยากสร้างกิจการในแบบของตัวเองที่ได้ลงมือทำทุกอย่างและสามารถเติบโตได้อย่างที่ตั้งใจ
- ใช้พื้นที่ว่างของครอบครัวให้เกิดประโยชน์ตอนเริ่มต้นธุรกิจ – โอกาสในการเปิดร้านของคุณเฟิร์นมาถึงเมื่อมีห้องว่างประกาศให้เช่าที่หน้าบ้านบางเขน (ซึ่งเป็นพื้นที่เช่าของคุณพ่อของเธอ) เธอจึงตัดสินใจใช้พื้นที่นั้นเพื่อเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับค่าเช่าสถานที่แพง ๆ ด้วยความที่ค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ไม่สูงนัก เธอจึงกล้าลองเปิดร้านอาหารของตัวเองเพื่อทดสอบไอเดียธุรกิจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก
- บทเรียนจากคุณพ่อ: ต้องรักษามาตรฐานรสชาติให้คงที่ – คุณพ่อของคุณเฟิร์นได้ถ่ายทอดให้ฟังว่าปัญหาใหญ่ของธุรกิจอาหารนี้คือการรักษาคุณภาพรสชาติอาหารให้คงที่เมื่อขยายสาขา หากมาตรฐานไม่สม่ำเสมอลูกค้าจะไม่กลับมา เธอจึงยึดถือบทเรียนนี้อย่างเคร่งครัด และวางแผนควบคุมคุณภาพอาหารในร้านตัวเองตั้งแต่แรกเริ่ม
- เลือกรูปแบบธุรกิจที่ขยายสาขาได้ง่าย – คุณเฟิร์นเลือกทำร้านสุกี้ชาบูบุฟเฟ่ต์ ส่วนหนึ่งเพราะมองว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายสาขาได้ไม่ยากนัก สามารถเตรียมวัตถุดิบจากครัวกลางแล้วกระจายไปแต่ละสาขาได้ ทำให้ควบคุมมาตรฐานรสชาติอาหารได้ง่ายแม้มีหลายสาขา ซึ่งตอบโจทย์เป้าหมายของเธอที่อยากให้ธุรกิจเติบโตไปได้ไกล มีหลายสาขาทั่วประเทศ
- วางวิสัยทัศน์การเติบโตตั้งแต่แรก – คุณเฟิร์นไม่ได้คิดแค่เปิดร้านเดียวแล้วก็จบ แต่เธอตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะต้องขยายสาขาให้ได้หลายแห่งตั้งแต่เริ่มวางแผนธุรกิจ กล่าวคือเธออยากเป็น “นักธุรกิจ” ซึ่งหมายถึงต้องมีหลายสาขา ไม่ใช่เปิดแค่ร้านเดียวแล้วทำไปเรื่อย ๆ แบบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้ทุกอย่างที่เธอลงมือทำถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
- ตั้งชื่อแบรนด์ให้น่ารักจำง่าย – คุณเฟิร์นให้ความสำคัญกับการตั้งชื่อร้าน โดยเลือกชื่อ “สุกี้ตี๋น้อย” เพราะฟังดูน่ารัก เป็นกันเอง และลูกค้าจำได้ง่าย ชื่อที่ติดหูและเข้าถึงง่ายนี้มีส่วนช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากได้ยินครั้งเดียวก็ติดปากและเกิดความรู้สึกว่าเป็นร้านที่เป็นมิตรน่าลอง
- ใส่ตัวตนของคุณพ่อเป็นแรงบันดาลใจในชื่อร้าน – คุณเฟิร์นบอกว่า ชื่อ “ตี๋น้อย” ยังแฝงความหมายพิเศษ โดยมาจากฉายาของคุณพ่อซึ่งเป็นลูกคนเล็กสุดของครอบครัว (แม้ว่าคุณพ่อจะไม่ได้ชื่อเล่นว่าตี๋จริง ๆ ก็ตามที) ซึ่งการนำเอาเอกลักษณ์ของคุณพ่อมาใช้ตั้งชื่อร้านสะท้อนถึงบทบาทของคุณพ่อที่เป็น Role Model ทางธุรกิจของเธอ และยังเป็นการให้เกียรติรวมถึงสร้างแรงผลักดันให้เธอมุ่งมั่นทำร้านนี้ให้ประสบความสำเร็จ
- เห็นช่องว่างในตลาดบุฟเฟ่ต์ราคาประหยัด – คุณเฟิร์นสังเกตว่าตลาดร้านสุกี้ชาบูในห้างมีผู้เล่นหลักแค่ไม่กี่ราย ส่วนร้านชาบูบุฟเฟ่ต์นอกห้างที่ตั้งราคาราว ๆ ในช่วง 199 บาทนั้น มักเป็นร้านขนาดเล็ก มีคุณภาพอาหารที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีที่จอดรถ และบรรยากาศธรรมดาทั่วไปตามราคา คุณเฟิร์นจึงมองว่านี่เป็นโอกาสที่เธอจะเข้ามายกระดับตลาดนี้ ด้วยการนำเสนอร้านบุฟเฟ่ต์ในราคาย่อมเยาแต่มีคุณภาพและบริการดีกว่าที่มีอยู่ในท้องตลาด
- ยกระดับบุฟเฟ่ต์ถูกให้มีคุณภาพเหมือนร้านในห้าง – เป้าหมายของคุณเฟิร์นคือจับกลุ่มลูกค้าทั่วไปและพนักงานออฟฟิศที่อยากทานบุฟเฟ่ต์ในราคาถูกแต่ได้อาหารที่มีคุณภาพและบรรยากาศดีเหมือนร้านในห้าง ดังนั้น สุกี้ตี๋น้อยจึงวางจุดขายที่ราคาเข้าถึงง่ายในราคาเริ่มแรกที่ 199 บาท และในปัจจุบันขยับราคาเป็น 219 บาท โดยทำให้คุณภาพอาหาร บรรยากาศ และการบริการที่เกินราคา ลูกค้าจะได้รู้สึกเหมือนได้ทานที่ร้านแบรนด์ชั้นนำแบบในห้าง แต่จ่ายในราคาสบายกระเป๋า
- ไม่ต้องศึกษาเยอะ แต่ให้ลงมือทำเลย – คุณเฟิร์นยอมรับว่าเธอนั้นใช้เวลาศึกษาตลาดและวางแผนไม่นานก่อนที่จะตัดสินใจเปิดร้านสาขาแรก โดยเธอไม่รอให้ทุกอย่างสมบูรณ์พร้อมหรือรอโอกาสที่ “เหมาะสมที่สุด” แต่เลือกที่จะลงมือทำทันทีเมื่อมีไอเดียและความตั้งใจ แล้วค่อยเรียนรู้ปรับปรุงไปพร้อม ๆ กับการดำเนินธุรกิจจริง
- ร้านเวอร์ชันแรกไม่ต้องสมบูรณ์แบบ – ภาพลักษณ์และการจัดร้านของ “สุกี้ตี๋น้อย” ในช่วงเปิดใหม่ ๆ นั้นแตกต่างจากปัจจุบันมาก หลาย ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปเยอะตามประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น โดยคุณเฟิร์นเล่าว่าแรกเริ่มเธอ “ลองไปชิมหลาย ๆ ร้าน เพื่อดูว่าแต่ละร้านมีอะไรดีและอะไรไม่ดี” แล้วจากนั้นก็นำมาปรับใช้กับร้านของตัวเอง ซึ่งในช่วงเปิดใหม่ ๆ สุกี้ตี๋น้อยพยายามแก้ไขหลายอย่าง เช่น เพิ่มเมนูบ้าง ลดเมนูบ้าง โดยฟัง Feedback ของลูกค้าแล้วนำมาปรับปรุงตลอด ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การทำธุรกิจสามารถเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบได้ ขอเพียงพร้อมที่จะแก้ไขและพัฒนา ธุรกิจก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
- รับฟังเสียงของลูกค้าและแก้ไขทันที – คุณเฟิร์นให้ความสำคัญกับคำติชมของลูกค้ามาก โดยในช่วงแรกของกิจการหากลูกค้าติติงหรือต้องการอะไร เธอจะรีบปรับปรุงแก้ไขในทันทีโดยไม่ลังเล เช่น เพิ่มเมนูที่ลูกค้าเรียกร้อง นำเมนูที่ลูกค้าที่ไม่ชอบออก ปรับรสชาติอาหารให้ถูกปากลูกค้ามากขึ้น หรือปรับวิธีบริการให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งการใส่ใจฟังเสียงของลูกค้าเช่นนี้ ทำให้ร้านสุกี้ตี๋น้อยพัฒนาได้ตรงใจผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
-
ทดลองเมนูใหม่ในร้านแบบไม่ต้องประชุมเยอะ – คุณเฟิร์นเล่าว่าช่วงแรกของร้าน เธอสามารถตัดสินใจลองเพิ่มหรือลดเมนูได้ทันที โดยไม่ต้องประชุมผ่านหลายขั้นตอนเหมือนธุรกิจใหญ่ ๆ โดยเธอบอกว่า “ตอนร้านเล็ก ๆ อยู่นั้น ข้อดีคือความคล่องตัว เช่นลองทำวันนี้ พรุ่งนี้รู้เลยว่าลูกค้าชอบหรือไม่” ซึ่งแนวทางนี้ทำให้ร้านพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เพราะกล้าลองผิดลองถูกโดยไม่ต้องรออนุมัติ
- ช่วงแรกยังไม่ได้เปิดร้านถึงเช้า – หลายคนอาจไม่ทราบว่าแรกเริ่มนั้น “สุกี้ตี๋น้อย” ยังไม่ได้เปิดให้บริการถึงตี 5 เลยตั้งแต่วันแรก แต่เปิดให้บริการตั้งแต่ประมาณเที่ยงวันจนถึงเวลาประมาณ 4-5 ทุ่มเท่านั้นในช่วงแรก ๆ กล่าวคือ ตอนที่เพิ่งเปิดกิจการใหม่ ๆ ร้านยังไม่ได้ทดลองขยายเวลาให้บริการออกไปจนดึกดื่นมากนัก
- ขยายเวลาเปิดร้านทีละขั้นตามความต้องการของลูกค้า – พอร้านเริ่มมีชื่อเสียงและมีลูกค้าประจำมากขึ้น ก็ค่อย ๆ ขยายเวลาเปิดร้านให้ดึกขึ้นทีละขั้น โดยเริ่มจากขยายเวลาปิดเป็นตี 3 เฉพาะคืนวันศุกร์-เสาร์ก่อน ที่จากเดิมเคยปิดประมาณห้าทุ่ม จากนั้นเมื่อเห็นว่ามีกลุ่มลูกค้าที่มาตอนดึกเพิ่มขึ้นและได้รับผลตอบรับที่ดี สุกี้ตี๋น้อยจึงขยายเวลาเปิดทุกวันจนถึงตี 5 ในที่สุด
- เจาะกลุ่มลูกค้าคนทำงานกะดึกที่ไม่มีที่ไป – หนึ่งในเหตุผลที่สุกี้ตี๋น้อยตัดสินใจขยายเวลาเปิดร้านจนถึงเช้ามืด ก็เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าคนทำงานกะดึกที่มักไม่มีร้านอาหารเปิดตอนเลิกงาน เช่น พนักงานห้างที่เลิกงานหลัง 4-5 ทุ่ม, พนักงานร้านสะดวกซื้อกะกลางคืน, คนขับแท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพราะปกติลูกค้ากลุ่มนี้พอเลิกงานก็มักจะหาร้านนั่งกินข้าวหรือสังสรรค์ไม่ได้ เพราะร้านอื่น ๆ ปิดกันหมดแล้ว คุณเฟิร์นจึงอยากให้พวกเขามีช่วงเวลา “ปกติ” ที่ได้กินข้าวสังสรรค์กับเพื่อนฝูงหรือครอบครัวหลังเลิกงานดึกเหมือนคนที่ทำงานเวลากลางวันบ้าง
- ถูกใจวัยรุ่นนักศึกษาที่หาที่สังสรรค์ดึก ๆ – นอกจากกลุ่มคนทำงานแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งที่สุกี้ตี๋น้อยได้ใจไปเต็ม ๆ ก็คือกลุ่มของนักเรียนนักศึกษาที่มองหาที่นั่งรวมตัวกินเลี้ยงยามดึก ร้านของเธอที่เปิดถึงตี 5 ช่วยตอบโจทย์กลุ่มนี้ได้ดีมาก เพราะทำให้น้อง ๆ มีที่นั่งกินข้าวและแฮงเอาต์กับเพื่อน ๆ หลังเวลาเลิกเรียนแบบไม่ต้องรีบเร่งจนเกินไป ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่าย ๆ จากร้านอาหารทั่ว ๆ ไป
- ช่วงแรกกำไรน้อยก็ยอมเพื่อดึงลูกค้า – ในระยะเริ่มต้น คุณเฟิร์นทราบดีว่าการตั้งราคาบุฟเฟ่ต์หัวละ 199 บาท อาจทำให้กำไรต่อหัวต่ำมาก แต่เธอยอมแลกเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาลองใช้บริการที่ร้านก่อนและสร้างฐานลูกค้าให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น ต้นทุนวัตถุดิบบางอย่างค่อนข้างสูง และเมื่อมีสาขาเดียวก็ยังไม่มีอำนาจต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ที่คอยส่งวัตถุดิบให้ แต่คุณเฟิร์นก็ยังเลือกที่จะใส่วัตถุดิบนั้นลงไปในไลน์บุฟเฟ่ต์เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า แม้กำไรจะน้อยหรืออาจแทบจะไม่เหลือในช่วงแรกก็ตามที
- ลูกค้าจะไม่อยู่กับเราตลอด ถ้าเราไม่รักษาคุณภาพและพัฒนาได้ – คุณเฟิร์นย้ำว่า “สิ่งที่ยากที่สุดคือทำให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเราแล้วให้ลูกค้า…กลับมาอีก” เธอจึงโฟกัสที่ด้านหน้าร้านก่อน เช่น ความรู้สึกคุ้มค่า การบริการที่ประทับใจ แล้วจึงค่อยปรับระบบหลังบ้านเพื่อรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ
- มองคนอื่นเป็นแรงบันดาลใจให้สู้ราคา 199 บาท ในช่วงแรก – คุณเฟิร์นมีความมั่นใจในโมเดลธุรกิจของสุกี้ตี๋น้อย โดยได้แรงกระตุ้นจากการเห็นหลายร้านหลายเจ้าที่เปิดบุฟเฟ่ต์ในราคา 199 บาท แล้วสามารถอยู่รอดได้ ซึ่งทำให้เธอคิดว่า “ถ้าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน” ทัศนคติแบบนี้ช่วยผลักดันให้เธอกล้าตั้งราคาถูก แล้วค่อยไปหาทางบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพตามมาในภายหลังจนได้
- มอง “ลูกค้า 1% ที่พิเศษ” คือกุญแจสร้างยอดขายก้าวกระโดด – คุณเฟิร์นเปิดเผยว่าเคล็ดลับสำคัญในการเติบโตของสุกี้ตี๋น้อยไม่ใช่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “กลุ่มลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นแฟนตัวยง” (ประมาณ 1 – 2 %) ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มักจะติดตามโปรโมชัน, แชร์รีวิว และแนะนำร้านต่อในสื่อโซเชียลมีเดีย “ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้นี่แหละ คือแรงขับเคลื่อนให้ยอดขายกระเตื้อง และเชิญชวนคนอื่นมาใช้บริการ” ซึ่งแนวคิดนี้ช่วยให้นึกถึงพลังของการตลาดแบบปากต่อปาก และส่งผลให้แบรนด์สุกี้ตี๋น้อยเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน
- พลิกวิกฤตด้วยการคิดโมเดลใหม่ ๆ – ช่วงที่ร้านต้องงดให้บริการนั่งทานที่ร้าน คุณเฟิร์นเริ่มพัฒนาช่องทางขายใหม่ ๆ ทันที เช่น จัดทำเมนูอาหารแบบใส่กล่องให้ลูกค้าซื้อกลับบ้าน หรือทำเดลิเวอรีมากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ทดแทน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นสุกี้ตี๋น้อยไม่เคยขายแบบกลับบ้านเลย การคิดค้นเมนูและรูปแบบบริการใหม่ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ช่วยให้ธุรกิจยังพอไปต่อได้ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย
- ลองขายเมนูตามสั่งทั่วไปแต่ไม่เปรี้ยง – ระหว่างที่ต้องปรับตัวช่วงวิกฤตโควิด คุณเฟิร์นเคยทดลองเพิ่มเมนูอาหารทั่วไปที่ไม่ใช่เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน เช่น ข้าวหมกไก่, ข้าวผัดกะเพรา หรืออาหารกล่องต่าง ๆ เพื่อหวังรายได้ชดเชย ซึ่งแม้พอขายได้บ้าง แต่เธอยอมรับว่ามันไม่ได้สร้างความแตกต่างหรือดึงดูดลูกค้าเท่าที่ควร เพราะเมนูเหล่านั้นร้านอื่นก็มีขายอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรพิเศษสำหรับลูกค้า
- กลับมาโฟกัสจุดแข็งของแบรนด์ตัวเอง – เมื่อคุณเฟิร์นเห็นว่าเมนูตามสั่งทั่วไปได้ผลไม่ค่อยดีนัก เธอจึงหันมาเน้นสิ่งที่เป็นจุดขายของสุกี้ตี๋น้อย นั่นก็คือการขาย ชุดสุกี้แบบกลับบ้าน ให้ลูกค้าซื้อไปทำรับประทานเอง ซึ่งปรากฏว่าได้ผลตอบรับดีกว่ามาก ซึ่งการเลือกนำเสนอสิ่งที่ร้านตัวเองถนัดและมีชื่อเสียงอยู่แล้วในรูปแบบใหม่ ๆ ทำให้สุกี้ตี๋น้อยสามารถประคับประคองธุรกิจผ่านช่วงวิกฤตไปได้ดีกว่าเดิม
- ยังคงโฟกัสที่แบรนด์หลักก่อนเสมอ – แม้จะมีไอเดียและโอกาสธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามา แต่คุณเฟิร์นก็เลือกที่จะทุ่มทรัพยากรและพลังให้กับ “สุกี้ตี๋น้อย” ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเธอก่อนเป็นอันดับแรก และหลังดำเนินธุรกิจไปประมาณ 3-4 ปี สังเกตว่าลูกค้าต่างจังหวัดจำนวนมากเรียกร้องให้ไปเปิดสาขาในพื้นที่ของพวกเขา ดังนั้นคุณเฟิร์นจึงตั้งเป้าขยายสาขาสุกี้ตี๋น้อยออกสู่ต่างจังหวัดให้มากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณความต้องการในส่วนนี้ ก่อนที่จะคิดทำธุรกิจอื่นเพิ่มเติม
- ยังไม่ปล่อยแฟรนไชส์ รีบโตด้วยตัวเองก่อน – หลังจากเปิดได้ไม่กี่สาขาก็มีหลายคนสนใจอยากซื้อแฟรนไชส์สุกี้ตี๋น้อย แต่คุณเฟิร์นใช้เวลาคิดอย่างรอบคอบและตัดสินใจว่าจะ “ยังไม่ขายแฟรนไชส์” ในตอนนี้ โดยเธอเลือกที่จะลงทุนขยายสาขาด้วยเงินและทีมงานของตัวเองไปก่อน ซึ่งวิธีนี้ทำให้สุกี้ตี๋น้อยสามารถควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการบริการของทุกสาขาได้อย่างทั่วถึง และเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างมั่นคง ซึ่งเธอมองว่า นี่จะสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์สุกี้ตี๋น้อยในระยะยาวได้มากกว่า
- ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้มากกว่าที่จ่าย – หนึ่งในหลักคิดเรื่องการให้บริการของสุกี้ตี๋น้อยก็คือ ต้องการให้ลูกค้าทุกคนที่มากินรู้สึกว่า “คุ้มเกินราคา” หรือเหมือนได้กำไรจากเงินที่จ่ายไป ยกตัวอย่างเช่น คุณภาพและปริมาณอาหารที่เสิร์ฟต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าจ่าย 199 บาทแต่ได้กินเต็มที่และได้ของดีเกินราคา ความรู้สึกอิ่มคุ้มนี้เองที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาซ้ำและบอกต่อ จนร้านมีฐานลูกค้าที่แน่นหนา
- ไม่เอากำไรเป็นที่ตั้งในการตัดสินใจ – คุณเฟิร์นเล่าว่าหลายครั้งเวลาที่จะตัดสินใจทำอะไรเพื่อปรับปรุงร้าน เธอจะคิดถึง ลูกค้าเป็นหลักก่อน โดยไม่ได้มองที่เรื่องของกำไรขาดทุนเป็นตัวตั้ง เพราะถ้าคิดแต่ว่า “ทำแบบนี้ต้นทุนจะเพิ่ม กำไรจะลด” มันก็จะทำให้ไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ เลย และธุรกิจก็จะไม่พัฒนาไปไหน ซึ่งการโฟกัสที่ลูกค้าก่อน ทำให้เธอกล้าลงทุนในสิ่งที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้า แม้ในระยะสั้นกำไรจะน้อยลงแต่ในระยะยาวจะทำให้ลูกค้าเกิดความพอใจและอยู่กับเราไปนาน ๆ
- ธุรกิจโตแค่ไหนก็ยังต้องหาจุดปรับปรุงได้เสมอ – แม้ว่าสุกี้ตี๋น้อยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่คุณเฟิร์นก็ไม่เคยหยุดมองหาสิ่งที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมอยู่ตลอด โดยในช่วงที่ขยายสาขาหนัก ๆ เธอก็ลงรายละเอียดในการปรับปรุงระบบหลังบ้านมากขึ้น เช่น ระบบบริหารสต็อกสินค้า, ระบบครัวกลาง, การจัดการของเสีย ฯลฯ เพื่อรองรับการเติบโตให้มีประสิทธิภาพ ทำให้ร้านสุกี้ตี๋น้อยของเธอเติบโตควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานในการบริหารจัดการในทุก ๆ ด้าน
- สร้างรากฐานระบบให้แข็งแรงควบคู่ไปกับการขยาย – คุณเฟิร์นมองว่าการขยายสาขาต้องไปพร้อมกับการสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กร ที่ ณ ตอนนี้แม้แบรนด์สุกี้ตี๋น้อยจะเริ่มดังและมีลูกค้าเรียกร้องอยากให้ไปเปิดหลายพื้นที่ แต่เธอก็ยังย้ำเสมอว่าต้องกลับมาดูว่า “เราแข็งแรงหรือยัง” ในเรื่องระบบต่าง ๆ หลังบ้าน เพราะหากระบบหลังบ้านยังไม่แน่นหนา การเติบโตอาจไปต่อไม่ได้ไกลอย่างที่คิดเอาไว้
- ไม่เคยคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จเต็มร้อย – แม้สุกี้ตี๋น้อยจะเติบโตจนมีมากกว่า 80 สาขาและรายได้เกือบ 7,000 ล้านบาทต่อปี แต่คุณเฟิร์นกลับมองว่าตัวเองยังประสบความสำเร็จแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะเธอเชื่อว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ยังต้องพัฒนา ทั้งในแง่ระบบการบริหารและในเรื่องของประสบการณ์ที่เธอต้องสั่งสมต่อไป ซึ่งการมีทัศนคติที่ไม่เหลิงหลงระเริงไปกับความสำเร็จนี้นี่เอง ที่ทำให้เธอไม่หยุดความพยายามและยังคงมองหาช่องทางในการเติบโตใหม่ ๆ อยู่เสมอ
- คิดว่าตัวเองสำเร็จแล้วคือจุดที่หยุดพัฒนา – คุณเฟิร์นเตือนว่าถ้าเมื่อไหร่ที่เราคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อนั้นเราจะหยุดเรียนรู้ทันที ซึ่งสำหรับตัวของเธอเอง เธอกลับมองว่าตัวเธอนั้นยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย เพราะเธอเพิ่งจะอายุ 31 ปี ยังถือว่ายังผ่านอะไรมาไม่มากพอเมื่อเทียบกับผู้บริหารรุ่นใหญ่ ๆ ที่เธอมีโอกาสได้พบเจอ ดังนั้นเธอจึงยังต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองและธุรกิจให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
- ทุ่มเวลาให้ธุรกิจเป็นอันดับหนึ่ง – คุณเฟิร์นกล่าวว่าเธอยกให้ “สุกี้ตี๋น้อย” เป็น Priority ที่สำคัญสูงสุดในชีวิตของเธอมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำธุรกิจ โดยในช่วงเริ่มต้นนั้นเธอใช้เวลาถึง 90% ของแต่ละวัน ทุ่มเทอยู่กับงานที่ร้าน ลงแรงลงเวลาทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าธุรกิจมาก่อนเรื่องส่วนตัวอื่น ๆ เกือบทั้งหมดในช่วงบุกเบิกกิจการ
- เจ้าของที่ลงมือทำเองทุกอย่าง – ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ คุณเฟิร์นไม่ได้ทำตัวเป็น “เถ้าแก่” ที่สั่งงานลูกน้องอยู่ห่าง ๆ แต่เธอได้ลงไปทำงานทุกหน้าที่เหมือนพนักงานคนหนึ่งจริง ๆ ตั้งแต่ยืนเสิร์ฟต้อนรับลูกค้า, จัดเตรียมวัตถุดิบในครัว, ล้างจาน, ไปจนถึงขับรถไปซื้อวัตถุดิบสดจากตลาดเองทุกเช้า การลงไปคลุกคลีกับงานทุกด้านทำให้เธอเข้าใจปัญหาและขั้นตอนการทำงานอย่างลึกซึ้ง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงาน แสดงให้พนักงานเห็นว่าเจ้าของร้านก็ทุ่มเทไม่แพ้พวกเขาเช่นกัน
- ประสบความสำเร็จแล้วก็ยังทำงานหนักเหมือนเดิม – แม้ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยจะเติบโตจนมีทีมงานและผู้จัดการสาขามากมาย แต่ตัวของคุณเฟิร์นเองก็ยังคงทำงานวันละ 12-16 ชั่วโมง แทบทุกวัน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการมีวินัยในการทำงานของเธอที่ยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ได้หยุดพักหรือทำงานน้อยลงเพียงเพราะกิจการประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งความทุ่มเทนี้เองที่ส่งต่อมายังทีมงานและเป็นแบบอย่างให้กับคนในองค์กรได้เห็น
- ไม่มีปาฏิหาริย์ มีแต่ความทุ่มเท – หลายคนมักยกให้คุณเฟิร์นเป็น “สาวน้อยมหัศจรรย์” แห่งวงการธุรกิจ แต่คุณเฟิร์นยืนยันว่า ความสำเร็จที่ได้มาไม่ได้มาจากความมหัศจรรย์ใด ๆ เลย เพราะทุกอย่างเกิดจากการทุ่มเททำงานอย่างหนักล้วน ๆ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มลงมือทำธุรกิจจนถึงวันนี้เธอยังคงทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่ โดยใช้ความพยายามและความอุตสาหะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จในที่สุด
- มองความสำเร็จที่ความยั่งยืนระยะยาว – สำหรับคุณเฟิร์นแล้ว การจะถือว่าธุรกิจ “ประสบความสำเร็จจริง ๆ” ได้นั้น ธุรกิจจะต้องสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ใช่แค่ประสบความสำเร็จชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็หยุดอยู่กับที่ ดังนั้นแม้ในวันนี้สุกี้ตี๋น้อยจะมีชื่อเสียงและเติบโตเร็วมากก็ตาม แต่โจทย์ที่เธอให้ความสำคัญคือจะสามารถรักษาความสำเร็จนี้ให้เดินหน้าต่อไปได้ในอีกหลาย ๆ ปีข้างหน้าอย่างไรได้บ้าง ซึ่งนั่นคือความท้าทายที่แท้จริงในมุมมองของเธอ
- นิยามความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน – คุณเฟิร์นแนะนำคนรุ่นใหม่ว่าความสำเร็จของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จของคนอื่น บางคนอาจอยากประสบความสำเร็จด้วยการเติบโตในสายงานประจำ ซึ่งทุกงานก็เติบโตก้าวหน้าได้อยู่แล้วหากตั้งใจทำ หรือในขณะที่บางคนอาจมองว่าการสร้างธุรกิจของตัวเองคือความสำเร็จที่ต้องการก็ได้เช่นกัน ซึ่งทั้งสองแบบไม่มีถูกไม่มีผิด เพราะสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้ว่าเป้าหมายของตัวเองนั้นคืออะไรและให้มุ่งมั่นในเส้นทางของเราเอง
- หาตัวเองให้เจอก่อนลงมือทำตามฝัน – คำแนะนำข้อแรกของคุณเฟิร์นถึงคนรุ่นใหม่ก็คือ “ต้องค้นหาตัวเองให้เจอ” ว่าชอบอะไรและมีเป้าหมายชีวิตอย่างไร ตัวอย่างเช่น ตัวของคุณเฟิร์นเองที่เธอรู้ตั้งแต่เด็กว่า เธอชอบการบริหารจัดการและไม่เหมาะกับงานประจำเลยเพราะมันไม่ท้าทายสำหรับเธอ ดังนั้นเมื่อรู้ใจตัวเองชัดเจน เธอจึงกล้าตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจที่ตัวเองรัก แทนที่จะฝืนทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองต่อไป
-
บริหารทีมด้วย “ใจ” สร้างโอกาสให้ทุกคนเติบโต – คุณเฟิร์นกล่าวว่าเพื่อสร้างทีมงานที่มั่นคงและพร้อมเติบโต สุกี้ตี๋น้อยจึงใช้แนวทาง “ให้ใจ” กับพนักงานทุกคน เช่น “พนักงานล้างจานก็มีสิทธิ์เงินเดือนสูงได้” เพื่อให้เค้าเห็นทางเติบโตที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องจบปริญญา ถึงจะได้เป็นผู้จัดการร้าน” ซึ่งแนวคิดนี้สะท้อนว่าการมอบความเชื่อใจและโอกาสอย่างเท่าเทียมเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง
- เมื่อคู่แข่งเลียนแบบ เราต้อง ‘แก้เกม’ ให้เร็วกว่า – คุณเฟิร์นกล่าวว่าเมื่อร้านบุฟเฟ่ต์หลายเจ้าเริ่มเลียนแบบโมเดลราคาและคอนเซ็ปต์ของสุกี้ตี๋น้อย ตัวของเธอนั้นไม่ตกใจ แต่เธอกลับใช้เวลานั้นเป็นโอกาสในการ “แก้เกม” โดยทันที ทั้งการพัฒนาสูตรน้ำจิ้มใหม่ ปรับเมนูให้หลากหลายขึ้น และกระจายคอนเทนต์ออนไลน์เพื่อสื่อสารถึงจุดเด่นที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย ๆ ซึ่งนี่คือการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์ยังคงแตกต่างและเติบโตได้อย่างโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง
- ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ต้องลงแรงถึงจะได้มันมา – คุณเฟิร์นเธอได้รับการสอนจากคุณพ่อคุณแม่มาว่า “มันไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ” และ “ไม่มีทางที่เราจะอยู่เฉย ๆ แล้วได้สิ่งที่ต้องการมาได้” ซึ่งบทเรียนนี้ได้หล่อหลอมให้คุณเฟิร์นเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในความพยายามของตัวเอง หากอยากได้อะไรก็ต้องลงมือทำด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ จะมานั่งรอคอยโชคหรือความช่วยเหลือภายนอกไม่ได้ ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้เธอเป็นคนที่ขยันขันแข็งและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในการทำธุรกิจเลย
- ลองทำในสิ่งที่ชอบ ถ้าพลาดก็เป็นบทเรียน – คุณเฟิร์นเล่าว่าสมัยเรียนเธอได้ค้นหาตัวเองเจอว่าเมื่อชอบวิชาไหน เธออก็จะทุ่มเทกับวิชานั้นอย่างเต็มที่ อยากลองเรียนวิชาไหนก็ลองเลย ลองให้รู้ ถ้าพลาดก็นำมาเป็นบทเรียน ซึ่งแนวคิดนี้เธอก็ได้นำมาใช้กับการทำงานเช่นกัน เมื่อเธออยากลองทำธุรกิจ เธอก็ลงมือทำเลย ถ้าทำแล้วมันล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้รู้ว่าจะไม่ทำแบบเดิมอีก และเอาความผิดพลาดนั้นมาแก้ไขปรับปรุงในธุรกิจต่อไป
- ก้าวออกจาก Comfort Zone เพื่อขยายธุรกิจ – คุณเฟิร์นเล่าว่า การตัดสินใจเปิดสาขาที่ 5 ที่ The Paseo กาญจนาภิเษก นั้น ถือเป็นการออกจากพื้นที่ปลอดภัยของเธออย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอได้ทำการลงทุนเช่าพื้นที่ในคอมมูนิตี้มอลล์นอกเหนือจากที่ดินของครอบครัวที่เคยใช้เปิดสาขาก่อน ๆ ซึ่งถ้าถามว่ามีความเสี่ยงไหม คำตอบก็ต้องเป็นมีความเสี่ยงแน่นอน แต่คุณเฟิร์นเธอมองว่านี่เป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เธอจึงตัดสินใจก้าวข้ามความกลัวและลุยเปิดสาขาในทำเลใหม่นี้ในที่สุดนั่นเอง
- ทุกธุรกิจมีความเสี่ยง อย่ารอจนสมบูรณ์แบบแล้วค่อยเริ่ม – คุณเฟิร์นชี้ว่าการทำธุรกิจนั้นความเสี่ยงเป็นเรื่องปกติ หากยังมัวกลัวและรอให้ “หน้าบ้านและหลังบ้านพร้อม” 100% ก่อนแล้วค่อยลงมือทำ สุกี้ตี๋น้อยอาจจะขยายกิจการได้ช้ามาก (ซึ่งอาจเปิดได้ปีละ 1 สาขาเท่านั้น) แต่ในทางกลับกัน เมื่อเธอกล้าที่จะเสี่ยงอย่างเหมาะสม เธอจึงขยายสาขาสุกี้ตี๋น้อยได้เร็ว บางปีเปิดได้ถึงสิบสาขา ซึ่งต้องบอกว่าช่วงที่ขยายสาขาเร็วก็มีความเสี่ยงมาก แต่ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนกลับคืนมามากเช่นกัน
- ทำเต็มที่เข้าไว้ จะช่วยลดโอกาสความล้มเหลว – แม้รู้ว่าการขยายสาขาเร็วมีความเสี่ยงมาก แต่คุณเฟิร์นก็ลดความเสี่ยงนั้นด้วยการ “ใส่ใจลงในรายละเอียดโดยไม่ปล่อยปละละเลย” และทุ่มเททำงานหนักที่สุดในทุกด้านของธุรกิจ ด้วยความเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมและลงแรงทำงานอย่างเต็มที่ย่อมเพิ่มโอกาสสำเร็จมากกว่าการไม่ทำอะไรเลย โดยเธอบอกว่าถ้าเราใส่ใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว “ถ้าเกิดล้มเหลวจริง ๆ เราก็จะรู้ว่าต่อไปว่าควรจะทำอะไรต่อ” อย่างน้อยสุดเราก็จะได้บทเรียนเอาไว้แก้ตัวในอนาคตนั่นเอง
- ความล้มเหลวคือบทเรียนให้ลุกขึ้นใหม่ – คุณเฟิร์นเธอเล่าตรง ๆ ว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่เปิดร้านแล้ว “ไม่ประสบความสำเร็จ” (ไปต่อไม่ได้) แต่เธอก็ไม่ได้เสียใจอะไรมาก นอกจากเรียนรู้ว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก ซึ่งในมุมมองของเธอ เรื่องของความล้มเหลวนั้นเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่มีคู่แข่งอยู่เต็มตลาด แต่แทนที่จะกลัวความล้มเหลว เธอมองว่าควรนำมันมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองต้องทำงานหนักขึ้นและคิดหาอะไรใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดนิ่ง มีการพัฒนาอยู่ตลอด
- เลือกทำเลที่ “เห็นง่าย และจอดรถสะดวก” คือกุญแจสำคัญที่เรียกลูกค้าให้กลับมา – คุณเฟิร์นยกให้ทำเลร้านเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้า เธอกล่าวว่าเธอมีหลักการเลือกที่ตั้งสาขาว่า ถ้าจะอยู่ในชุมชนหรือในห้าง “ต้องให้มองเห็นได้ชัดจากด้านนอก และที่จอดต้องพอ” เพราะทำเลแบบนี้ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่าย และสะดวก ทำให้ลูกค้าเลือกกลับมาใช้บริการอีกครั้ง
- ถ้าผิดพลาดต้องรีบเรียนรู้และแก้ไข – คุณเฟิร์นเชื่อว่าหากธุรกิจเกิดความผิดพลาดหรือล้มเหลวขึ้นมา สิ่งสำคัญคือต้องวิเคราะห์ให้เร็วที่สุดว่าปัญหาเกิดจากอะไร และรีบหาทางแก้ไขปรับปรุงโดยไว ซึ่งการตอบสนองต่อความล้มเหลวอย่างฉับไวจะช่วยให้เราไม่ทำพลาดซ้ำสอง และสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ทันก่อนที่จะสายเกินไป เช่น หากสาขาไหนการบริการตกลงหรืออาหารมีปัญหา จะต้องรีบแก้ไขทันทีในวันรุ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เสียความเชื่อมั่นของลูกค้า
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ “พร้อมเปลี่ยนเพื่อแก้เกม” ในทีมงาน – วัฒนธรรมการทำงานของสุกี้ตี๋น้อยเป็นแบบพร้อม “แก้เกม” ตลอดเวลา กล่าวคือ ทีมงานต้องพร้อมเปลี่ยนแผนหรือวิธีทำงานโดยไม่ยึดติดกับวิธีการแบบเดิม ๆ หากสถานการณ์ ณ ขณะนั้นเปลี่ยนไป โดยทุกคนในองค์กรจะต้องมี Growth Mindset คือ การพร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ ซึ่งเรื่องนี้คุณเฟิร์นได้เน้นย้ำกับพนักงานทุกระดับ ไม่ใช่แค่ตัวเธอหรือทีมบริหารเท่านั้น ทำให้เวลาเธอเสนอไอเดียหรือการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆ ทางทีมงานก็จะสามารถปรับตัวตามได้ในทันที มากกว่าที่จะตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องเปลี่ยนอีกแล้ว”
- ใช้ “ลูกค้าลับ” – คุณเฟิร์นได้เปิดเผยว่าเธอได้จัดตั้งกลุ่ม Mystery Shopper หรือลูกค้าลับ ซึ่งเป็นพนักงานที่ปลอมตัวมาเป็นลูกค้าของสุกี้ตี๋น้อยเพื่อเข้ามาประเมินคุณภาพและการบริการในสาขาต่าง ๆ โดยเธออธิบายว่า วิธีนี้ช่วยให้มองเห็นปัญหาที่แท้จริงในหน้างาน เช่น พนักงานเสิร์ฟเติมน้ำซุปไม่ทัน หรือบริการไม่สม่ำเสมอ และเมื่อเจอปัญหาก็สามารถแก้ไขในทันที ซึ่งการใช้ “ลูกค้าลับ” ถือเป็นกลไกที่ทำให้สุกี้ตี๋น้อยสามารถรักษามาตรฐานได้เสมอต้นเสมอปลายในทุก ๆ สาขา
- ช่วงแรกแทบไม่มีลูกค้า ต้องชวนคนมากินฟรี – ความยากลำบากในช่วงตั้งไข่ของธุรกิจคือการทำให้คนรู้จักร้าน ตอนเปิดใหม่ ๆ สุกี้ตี๋น้อยยังไม่มีฐานลูกค้าเลย คุณเฟิร์นเล่าว่าช่วงแรก ๆ ถึงกับต้องเชิญเพื่อนฝูงและคนรู้จักให้มาลองกินที่ร้าน ฟรี เพื่อโปรโมตร้านและบอกต่อแบบปากต่อปาก เพื่อให้มีลูกค้ากลุ่มแรกเข้ามา ก่อนที่ร้านจะเริ่มอยู่ตัวและเริ่มมีรายได้หมุนเวียน
- เริ่มต้นด้วยทีมเล็กสุด ๆ – ในช่วงเปิดร้านใหม่ ๆ ทีมงานของสุกี้ตี๋น้อยมีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น คือคุณเฟิร์น กับ “พี่หมวย” ซึ่งเป็นแม่ครัวอีกคนหนึ่ง โดยคุณเฟิร์นต้องตื่นแต่เช้าไปซื้อผักซื้อหมูซื้อวัตถุดิบสดจากตลาดเองทุกวัน จากนั้นพี่หมวยก็จะช่วยจัดเตรียมน้ำซุป น้ำจิ้ม และอาหารต่าง ๆ เอาไว้ในครัว ในขณะที่คุณเฟิร์นก็รับหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่งานบริการหน้าร้าน เก็บจาน ล้างจาน ไปจนถึงงานบริหารจัดการ ซึ่งคุณเฟิร์นกับพี่หมวยช่วยกันทำทุกอย่างจนร้านค่อย ๆ มีลูกค้ามากขึ้นและสามารถจ้างพนักงานเพิ่มได้
- ลงทุนโฆษณาบ้างในช่วงแรกเพื่อสร้างการรับรู้ – ในช่วง 3 เดือนแรกของการเปิดร้าน คุณเฟิร์นได้แบ่งงบประมาณส่วนหนึ่งไปลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ร้าน เพื่อให้คนรู้จักสุกี้ตี๋น้อยมากยิ่งขึ้นในระยะตั้งต้นของธุรกิจ (เพราะต่อให้ควบคุมต้นทุนได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลยมันก็ไม่มีรายได้อยู่ดี) ดังนั้น ทางคุณเฟิร์นเธอมองว่าการตลาดในช่วงแรกเป็นสิ่งจำเป็นในการเรียกลูกค้ากลุ่มแรกเข้ามาลองทานที่ร้านให้ได้ก่อน และเมื่อมีลูกค้าประจำแล้วจึงค่อย ๆ อาศัยการบอกต่อแบบปากต่อปากแทนการโฆษณา
- สร้างชื่อจนไม่ต้องพึ่งโฆษณามาก – หลังจากกิจการเดินหน้าไปได้ 3-4 ปี สุกี้ตี๋น้อยก็พิสูจน์ให้เห็นว่าแทบไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อโฆษณามากมายเหมือนในช่วงแรกอีกแล้ว เพราะฐานลูกค้าเริ่มแน่นและเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก ลูกค้าต่อคิวแน่นทุกสาขาจนกลายเป็นการตลาดที่ดีที่สุดด้วยตัวมันเอง นั่นคือ “ลูกค้าช่วยโฆษณาให้” ผ่านความประทับใจที่ได้รับ
- พฤติกรรมลูกค้า New Normal – คุณเฟิร์นสังเกตว่าหลังยุคโควิด-19 ลูกค้าให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น และชอบรูปแบบการกินที่รู้ค่าใช้จ่ายที่แน่นอนล่วงหน้าโดยไม่ต้องลุ้น (ซึ่งบุฟเฟ่ต์ตอบโจทย์นี้ได้ดี) และด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่าย ร้านบุฟเฟ่ต์แบบราคาคงที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจที่จะเข้าใช้บริการ เพราะสามารถทานได้เต็มที่โดยที่ไม่ต้องกังวลว่ามื้อนี้จะต้องจ่ายเงินเท่าไร
- บุฟเฟ่ต์ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่ผูกพันกับวัฒนธรรมการกินของคนไทย – คุณเฟิร์นมองว่าร้านอาหารบุฟเฟ่ต์จะยังคงอยู่ได้อีกนาน ไม่ใช่ร้านอาหารแฟชั่นที่ฮิตแค่เพียงชั่วครู่แล้วหายไป เพราะการทานอาหารนอกบ้านถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยที่ชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูงและครอบครัวเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ต่างจากบางวัฒนธรรมฝั่งตะวันตกที่ผู้คนอาจทานอาหารที่บ้านกันมากกว่า เธอจึงเชื่อว่าตลาดบุฟเฟ่ต์ในบ้านเรายังไม่อิ่มตัวง่าย ๆ และจะยังคงได้รับความนิยมต่อไปอีกยาว
-
จัดการวัตถุดิบและพนักงานด้วย Excel ให้ระบบชัดเจนตั้งแต่วันแรก – คุณเฟิร์นเผยว่าในช่วงเริ่มต้นการทำงานเธอได้ใช้ทักษะที่ได้จากการเป็นพนักงานออฟฟิศ ได้นำโปรแกรม Excel มาช่วยจัดการในร้านสุกี้ตี๋น้อย ใช้ตั้งแต่เรื่องการสต็อกวัตถุดิบ พนักงาน และบัญชี ซึ่งตอนนั้นสุกี้ตี๋น้อยยังมีแค่ 2 สาขา แต่คุณเฟิร์นก็ใช้ Excel ทั้ง จัดสต๊อก คำนวณรายจ่าย วางระบบบัญชี เลยไม่ต้องงงว่าจะต้องใช้ของในสต็อคเท่าไหร่ และปรับสต็อคเมื่อไหร่” ซึ่งแนวคิดนี้ช่วยให้ร้านของสุกี้ตี๋น้อยมีระบบตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ทำให้รู้ต้นทุนที่ชัดเจน และพร้อมรับการเติบโตเมื่อเพิ่มสาขาในอนาคต
- เข้าใจลูกค้าของตัวเองและวางกลยุทธ์ให้เฉียบขาด – ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในธุรกิจ คุณเฟิร์นเชื่อว่าหัวใจสำคัญคือเราต้องเข้าใจ ลูกค้าของเราเอง ให้ลึกซึ้ง และปรับตัวตามความต้องการของลูกค้าให้ได้ เธอกล่าวว่าถ้าเราสามารถแทรกตัวเข้าไปในความต้องการของลูกค้าได้ เข้าใจว่าลูกค้าของเราคือใคร ต้องการอะไร และเราให้อะไรลูกค้าได้บ้าง เราก็จะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในสนามแข่งขันที่รุนแรงนี้
- บริหารจัดการวัตถุดิบให้ดีเป็นสิ่งจำเป็นมาก – คุณเฟิร์นเน้นย้ำว่าการจัดการกับวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ทุกแห่งต้องให้ความสำคัญสูงสุด เพราะต่อให้ซื้อของมาสดใหม่แค่ไหน แต่ถ้าร้านเก็บรักษาไม่ดีหรือพนักงานไม่เข้าใจหลักการในการจัดการกับสต็อก ต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นและวัตถุดิบที่ซื้อมาก็จะสูญเปล่า เธอจึงอบรมให้พนักงานเข้าใจเรื่องการหมุนเวียนสต็อก และการเก็บรักษาของสดอย่างถูกวิธี เพื่อรักษาคุณภาพวัตถุดิบและควบคุมต้นทุนไม่ให้บานปลาย
- ลด Food Waste ให้เหลือน้อยที่สุด – อีกเรื่องหนึ่งที่คุณเฟิร์นเน้นย้ำกับทีมงานคือการลด ของเสียจากอาหาร (Food Waste) ให้เหลือน้อยที่สุด เพราะของที่ต้องทิ้งทุกชิ้นหมายถึงต้นทุนที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เธอจึงตั้งมาตรการคำนวณปริมาณการเตรียมอาหารให้พอดีกับความต้องการ การเก็บรักษาวัตถุดิบอย่างถูกต้อง และการตรวจเช็กตู้แช่สต็อกวัตถุดิบทุกวัน เพื่อไม่ให้มีวัตถุดิบหมดอายุหรือเน่าเสียจนต้องทิ้งแม้แต่นิดเดียว
- จำนวนพนักงานต้องเหมาะสมกับงาน – ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ต้องบริหารจำนวนพนักงานให้พอดี ถ้ามีพนักงานมากเกินไป ต้นทุนค่าแรงก็จะสูงโดยใช่เหตุ แต่ถ้าน้อยไปงานบริการจะล่าช้าและลูกค้าจะไม่ประทับใจ คุณเฟิร์นจึงให้ความสำคัญกับการคำนวณ อัตรากำลังคน ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา เช่น ที่ร้านสุกี้ตี๋น้อยจะจัดพนักงานให้พอเหมาะกับจำนวนลูกค้า โดยพิจารณาว่าบุฟเฟ่ต์ของร้านให้เวลาทาน 2 ชั่วโมงต่อรอบ การมีพนักงานที่เพียงพอจะช่วยให้บริการลูกค้า (เช่น เสิร์ฟและเก็บโต๊ะ) ได้รวดเร็วทันใจ ลูกค้าทานเสร็จไวขึ้นและทำรอบต่อโต๊ะได้เร็วขึ้น และขณะเดียวกันก็ไม่จ้างพนักงานมากเกินจนยืนว่างงานเฉย ๆ
- บริการรวดเร็ว = หมุนโต๊ะได้ไว = รายได้เพิ่มขึ้น – ด้วยระบบบุฟเฟ่ต์จำกัดเวลาต่อโต๊ะประมาณ 2 ชั่วโมง ความเร็วในการบริการจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก คุณเฟิร์นได้อบรมให้พนักงานเสิร์ฟอาหาร เติมของ และเก็บจานบนโต๊ะลูกค้าอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว เพราะหากพนักงานบริการได้ไว ลูกค้าจะทานเสร็จเร็วขึ้น โต๊ะก็ว่างเร็วขึ้น และสามารถรับลูกค้าชุดใหม่ได้เร็วขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหมายถึงจำนวนลูกค้าที่ร้านรับได้ต่อวันก็มากขึ้น ส่งผลให้รายได้ก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนรอบการหมุนโต๊ะที่มากขึ้นด้วยนั่นเอง
-
ใช้ทดลอง “Food Truck” ก่อนเปิดสาขาจริง เพื่อลดความเสี่ยงและเรียนรู้ตลาดก่อน – คุณเฟิร์นเล่าถึงแนวคิดช่วงวิกฤตโควิดว่า สุกี้ตี๋น้อยได้ทดลองโมเดล “Food Truck” ขับเคลื่อนไปตามจุดต่างจังหวัด เพื่อสำรวจตลาดและสร้างแบรนด์โดยไม่ต้องลงทุนหนักกับการสร้างสาขาแบบถาวร สุกี้ตี๋น้อย ฟู้ดทรัค ถือเป็นโมเดลช่วยทดลองตลาดก่อน เมื่อขายดีจะทำให้รู้ว่าทำเลนั้นมีความต้องการ และแบรนด์ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย
- เติมสิ่งใหม่ตามเทรนด์เพื่อไม่ให้ลูกค้าเบื่อ – คุณเฟิร์นมักหาไอเดียเพิ่มเมนูใหม่หรือของแปลกใหม่ที่กำลังเป็นกระแสเข้ามาในร้านอยู่เสมอ เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้า ยกตัวอย่างเช่นช่วงที่ ชานมไข่มุกบราวน์ชูการ์ โด่งดัง เธอก็นำมาใส่ในเมนูบุฟเฟ่ต์ของ Teenoi BBQ ให้ลูกค้าได้ดื่มแบบไม่อั้นในร้านด้วย ซึ่งการปรับตัวตามเทรนด์และนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านไม่หยุดนิ่ง ไม่น่าเบื่อ และตั้งตารอว่ารอบหน้าจะมีอะไรมาใหม่ให้ลองอีก
-
เน้น “สร้างคุณค่า” ไม่ใช่ลดราคา – สุกี้ตี๋น้อยเลือกจับกลุ่มลูกค้าผ่าน คุณภาพอาหารและประสบการณ์ที่เกินราคา เพื่อดึงลูกค้า โดยใช้ เนื้อวัวออสเตรเลีย และวัตถุดิบคุณภาพดี ในราคาบุฟเฟต์ที่จับต้องได้ เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ว่า “ได้มากเกินกว่าเงินที่จ่ายไป”
- ขยายสาขาเพื่อเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด – ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คุณเฟิร์นได้เร่งการขยายสาขาของสุกี้ตี๋น้อยออกไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ สามารถมาทานได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองใหญ่ ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยมีทั้งหมดกว่า 80 สาขา ซึ่งการมีหลายสาขาครอบคลุมพื้นที่สำคัญช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงธุรกิจเราได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะอยู่เขตไหนก็มีโอกาสได้ลองทาน ช่วยสร้างฐานลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมและทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ
-
เป็นแอดมินเพจเอง เพื่อฟังเสียงลูกค้าจริง ๆ – คุณเฟิร์นเคยเล่าว่า แม้สุกี้ตี๋น้อยจะมีหลายสิบสาขา ในช่วงแรกเธอก็ยังแอดมินเพจที่เป็นคนตอบแชท ตอบรีวิว และคอมเมนต์ด้วยตัวเอง เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง โดยเธอมองว่า “เสียงจากลูกค้าจริง” คือข้อมูลสำคัญที่สุดในการพัฒนาธุรกิจอย่างตรงจุด ไม่ใช่แค่ฟังผ่านรายงานหรือทีมงานเท่านั้น และต่อมาเมื่อธุรกิจขยายตัวมากยิ่งขึ้น เธอจึงเริ่มให้ทีมแอดมินเข้ามาช่วยดูแลอย่างเป็นระบบ แต่ก็ยังคงสอดส่องด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ขาดการรับรู้ถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการจากแบรนด์จริง ๆ
- ขับเคลื่อนด้วยความฝันที่จะดูแลครอบครัว – เป้าหมายในตอนเริ่มต้นทำสุกี้ตี๋น้อยของคุณเฟิร์นนั้นนอกจากความสำเร็จส่วนตัวแล้ว เธอยังรวมถึงการสร้างความมั่นคงในชีวิตเพื่อที่จะได้ดูแลครอบครัวในอนาคตด้วย เพราะเธอได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานและเรียนไปด้วยอย่างหนักมาตั้งแต่เด็ก ความฝันของเธอจึงรวมถึงการตอบแทนบุญคุณและทำให้ครอบครัวภูมิใจ ด้วยการสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จให้ได้
-
จาก Product ไปสู่ People – คุณเฟิร์นเคยกล่าวว่า จุดเริ่มต้นของสุกี้ตี๋น้อยคือการเน้นที่คุณภาพสินค้า (Product) แต่เมื่อธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับกลายเป็น “คน” (People) ในองค์กร เพราะต่อให้เมนูจะดีแค่ไหน ถ้าทีมไม่มีคุณภาพ ก็ไม่สามารถส่งต่อประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าได้ การใส่ใจคนในองค์กรทั้งในแง่ของการดูแลเรื่องของสวัสดิการ และโอกาสในการเติบโต จึงเป็นหัวใจของการสร้างธุรกิจที่มั่นคงในระยะยาว
-
“พนักงานคือฟันเฟืองสำคัญของธุรกิจ” – คุณเฟิร์นเคยกล่าวว่า “พนักงานทุกคนคือฟันเฟืองที่สำคัญของสุกี้ตี๋น้อย ทุกตำแหน่งสำคัญหมด” นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เธอยอมลงทุนสูง โดยการใช้งบประมาณ 110 ล้านบาท เพื่อจ่ายโบนัส 2.5 เดือนให้กับพนักงานกว่า 2,500 คน แม้ธุรกิจจะเพิ่งตั้งไข่และอยู่ในช่วงขยายตัวก็ตาม การให้คุณค่ากับทีมงานเช่นนี้ ไม่เพียงช่วยเติมกำลังใจในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง วัฒนธรรมที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ และพร้อมเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
-
ให้ใจเต็มร้อย พร้อมทำงาน 24/7 – คุณเฟิร์นเคยพูดถึงความทุ่มเทตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจว่า ถ้าจะมีธุรกิจร้านอาหาร เราต้องมีความพร้อมก่อน ต้องให้ใจ ให้พลัง ให้แรง ให้ทุกอย่างกับธุรกิจที่เรากำลังจะเริ่ม คือต้องเป็นทุกอย่างจริง ๆ ต้องใช้พลังงาน 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์
-
กล้าเปิดรับพาร์ทเนอร์เพื่อร่วมโต – คุณเฟิร์นไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องถือหุ้นธุรกิจเอาไว้คนเดียว เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเร่งการเติบโต เธอยินดีต้อนรับการลงทุนจากพาร์ทเนอร์ภายนอกอย่าง JMART ที่เข้ามาถือหุ้น 30% ในบริษัท ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ส่งผลให้กิจการสุกี้ตี๋น้อยมีมูลค่ารวมถึง 4,000 ล้านบาท ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพในการขยายสาขาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงการช่วยเหลือในด้านระบบต่าง ๆ ซึ่งการรู้จักจับมือกับพันธมิตรที่เหมาะสมจะสามารถช่วยให้ธุรกิจเติบใหญ่เกินกว่าที่เราจะทำได้เพียงลำพัง
-
คิดใหญ่และวางแผนระยะยาว – เป้าหมายของคุณเฟิร์นไม่ได้หยุดแค่การมีสาขามากมาย แต่เป้าหมายของเธอยังรวมไปถึงการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ด้วย แต่อย่างไรก็ดี เธอก็ไม่รีบเร่งแบบไม่ดูสถานการณ์ ซึ่งล่าสุดได้ตัดสินใจเลื่อนแผนการทำ IPO จากเดิมที่คาดว่าจะยื่นไฟลิ่ง(Filing) หรือการยื่นเอกสารแสดงข้อมูลของบริษัทที่จะเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ภายในปี 2568 ออกไปก่อน โดยคาดว่าจะเข้าตลาดหุ้นได้ในช่วงปี 2569-2570 แทน เนื่องจากสภาวะตลาดหุ้นในช่วงนี้ไม่อำนวยต่อการระดมทุน ซึ่งการปรับแผนครั้งนี้สอนให้รู้ว่าการมี “ความยืดหยุ่น” ก็สำคัญไม่แพ้กับความมุ่งมั่น การรอคอยจังหวะที่เหมาะสมย่อมดีกว่าฝืนเดินหน้าทั้งที่ปัจจัยแวดล้อมยังไม่เอื้ออำนวย
-
อาหารอร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องบริการให้ประทับใจด้วย – คุณเฟิร์นเน้นย้ำว่าร้านอาหารไม่ได้ขายแค่อาหาร แต่ขาย “บริการ” ควบคู่ไปด้วย ลูกค้าจะไม่ประทับใจเลยถ้าอาหารดีแต่บริการแย่ ดังนั้นเธอจึงใส่ใจในการอบรมพนักงานให้บริการรวดเร็ว สุภาพ และเป็นมิตรอยู่เสมอ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า นอกจากนั้นยังจัดระบบการเติมของและเก็บจานให้มีประสิทธิภาพ ลูกค้าจะได้ไม่รู้สึกขาดตอนขณะรับประทาน ซึ่งหลักคิดนี้สามารถปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจว่า คุณภาพสินค้าและคุณภาพการบริการต้องควบคู่กันไป
-
วางเป้าหมายไกล ระดับโกอินเตอร์ – หลังสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในไทย คุณเฟิร์นยังมองการณ์ไกลไปถึงการขยายธุรกิจสุกี้ตี๋น้อยสู่ตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดยมีพาร์ทเนอร์อย่าง JMART คอยหนุนให้การขยายสาขาไปต่างแดนมีโอกาสเป็นไปได้ในอนาคต วิสัยทัศน์ของคุณเฟิร์นนี้แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและการคิดการใหญ่ ที่นอกจากจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กล้าฝันไกล แล้ว ยังสื่อถึงการเตรียมความพร้อมของเธอที่จะยกระดับธุรกิจไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับสากลในวันข้างหน้าอีกด้วย
-
ผู้นำที่ดีต้องแก้ที่ตัวเองก่อน – เมื่อเกิดปัญหาในการทำงาน คุณเฟิร์นเลือกจะไม่โทษทีมงานทันที แต่จะย้อนดูบทบาทของตนเองก่อนว่าได้สนับสนุนทีมดีพอหรือยัง แนวคิดนี้สะท้อนถึงการเป็นผู้นำที่ดีจะต้องสร้างระบบและมีเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น หากลูกน้องทำพลาดอาจหมายถึงผู้บริหารนั้นอาจจะยังจัดการได้ไม่ดีพอนั่นเอง
-
ปรับเปลี่ยนและกล้าลองสิ่งใหม่ – คุณเฟิร์นเชื่อว่ากลยุทธ์ที่เคยได้ผลในอดีต อาจใช้ไม่ได้ตลอดไป เพราะธุรกิจต้องพร้อมทดลองและปรับตัวตามสถานการณ์อยู่เสมอ ต้องมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่เวิร์ค เพื่อหาวิธีการใหม่ที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมตลอดเวลา
-
คิดถึงลูกค้าก่อนผลกำไร – ความสำเร็จของสุกี้ตี๋น้อยมาจากมุมมองแบบ “Customer First” คือยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางตั้งแต่วันแรก คุณเฟิร์นเผยว่าก่อนคิดเรื่องกำไร เธอคิดเสมอว่า “ทำยังไงลูกค้าถึงจะอยากกลับมาทานร้านเราอีก” โดยมุ่งเน้นให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าที่สุด รู้สึกไม่ถูกเอาเปรียบ ทำให้ลูกค้าที่มาทานสุกี้ตี๋น้อยแล้วรู้สึกว่าเขาได้กำไร จากเงินที่จ่ายไป เมื่อใส่ใจลูกค้าจนเกิดความประทับใจและลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า ธุรกิจก็ย่อมมีลูกค้าประจำและบอกต่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
-
ไม่มีสูตรวิเศษ นอกจากขยันลุย – เมื่อถูกถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ คุณเฟิร์นยืนยันว่าไม่มีเคล็ดลับหรือโชคช่วยใด ๆ ในการสร้างธุรกิจนี้ ทุกอย่างเกิดจากความมุ่งมั่นทุ่มเทและการทำงานหนักล้วน ๆ การลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อและการให้ธุรกิจมาเป็นอันดับแรกในชีวิตของเธอต่างหากที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้
-
อย่าวัดความสำเร็จของตัวเองกับคนอื่น – “ความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน” ให้กำหนดเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจนแล้วลงมือเดินตามแผนของเราด้วยความสม่ำเสมอ สุดท้ายก็จะไปถึงเป้าหมายได้ตามแบบฉบับของตัวเอง
- เปิดรับคำแนะนำจากคนเก่ง ๆ รอบตัว – โดยทุกครั้งที่คุณเฟิร์นมีโอกาสได้เจอกับผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจที่มีประสบการณ์สูงกว่า เธอจะตั้งใจรับฟังคำแนะนำและเรื่องราวที่พวกเขาแบ่งปันอย่างเต็มที่ เพราะเธอรู้สึกว่าผู้บริหารเหล่านั้นมี “อะไรมาแชร์มากมาย” ในขณะที่ตัวเธอเองยังแชร์อะไรได้ไม่มากนักเมื่อเทียบกับพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งคำแนะนำดี ๆ หลายอย่างจากผู้อื่นก็ได้ถูกนำมาปรับใช้ในธุรกิจของเธอด้วย อย่างแนวทางการบริหารคนหรือไอเดียการตลาดใหม่ ๆ ซึ่งช่วยให้เธอไม่ต้องลองผิดลองถูกเองทั้งหมด
- เมนูหลากหลาย ไม่น่าเบื่อสำหรับลูกค้า – คุณเฟิร์นเชื่อว่าความหลากหลายของเมนูเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อและอยากกลับมาทานซ้ำเรื่อย ๆ ที่สุกี้ตี๋น้อย เธอจึงพยายามจัดเต็มตัวเลือกอาหารในไลน์บุฟเฟ่ต์ให้ครอบคลุมทุกความชอบของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว อาหารทะเล ผักสดชนิดต่าง ๆ ของทานเล่น ของหวาน และเครื่องดื่มครบถ้วน การหมุนเวียนเมนูใหม่ ๆ ตามเทศกาลหรือฤดูกาลก็มีเช่นกัน เพื่อสร้างความตื่นเต้นและดึงดูดลูกค้าให้แวะมาได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกจำเจ
- การเติบโตต้องไม่แลกกับคุณภาพที่ลดลง – ในการขยายสาขาทุกครั้ง คุณเฟิร์นจะย้ำกับทีมผู้จัดการร้านว่า “ขยายได้แต่อย่าให้คุณภาพตก” โดยเธอจะคอยตรวจมาตรฐานของแต่ละสาขาอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าสาขาไหนรสชาติหรือการบริการเริ่มตกลง เธอจะรีบเข้าไปช่วยแก้ไขทันที เธอบอกว่าความท้าทายคือการขยายไปพร้อม ๆ กับการรักษามาตรฐานให้ดีเท่าเดิมทุกสาขา ซึ่งเธอถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นความสำเร็จระยะยาวจะไม่เกิดขึ้น
- ทีมงานคือหัวใจของการขยายสาขา – เธอให้เครดิตความสำเร็จส่วนหนึ่งกับทีมงานที่แข็งแกร่ง โดยเมื่อจะเปิดสาขาใหม่แต่ละครั้ง เธอมักจะคัดเลือกหรือดึงพนักงานที่ทำงานกับเธอมานานและเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรดีอยู่แล้วไปเป็นหัวหน้าทีมหรือผู้จัดการประจำสาขาใหม่ การดึงคนในที่รู้ระบบงานไปขยายงานช่วยให้สาขาใหม่ราบรื่นและได้คุณภาพ เพราะพนักงานเหล่านั้นจะถ่ายทอดแนวทางการทำงานแบบตี๋น้อยไปยังทีมงานใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเธอมองว่าการลงทุนสร้างคนจากภายในเช่นนี้ดีกว่าการไปจ้างคนข้างนอกที่ไม่เข้าใจแบรนด์
- ปลูกจิตสำนึกให้พนักงานคิดแบบเจ้าของร่วม – คุณเฟิร์นพยายามสร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจให้กับทีมงาน ด้วยการสื่อสารเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และความก้าวหน้าของบริษัทให้พนักงานรับรู้อย่างโปร่งใสสม่ำเสมอ พนักงานจะได้รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ลูกจ้างที่มาทำงานไปวัน ๆ เมื่อพนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมและภูมิใจในองค์กร พวกเขาก็จะทำงานอย่างเต็มที่ ดูแลลูกค้าและร้านเหมือนเป็นธุรกิจของตัวเอง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มาตรฐานบริการของสุกี้ตี๋น้อยดีเยี่ยมและเสมอต้นเสมอปลายในทุกสาขา
- รับฟังเสียงของพนักงานด่านหน้าด้วย – นอกจากฟังลูกค้าแล้ว คุณเฟิร์นเธอยังใส่ใจความคิดเห็นของพนักงานระดับปฏิบัติการที่อยู่หน้างานด้วย เพราะพนักงานเหล่านี้จะเห็นปัญหาหน้างานจริง ๆ และอาจมีไอเดียดี ๆ ในการแก้ไขปรับปรุงงานจากมุมมองของคนทำงานโดยตรง โดยคุณเฟิร์นได้เปิดช่องทางให้พนักงานสามารถสื่อสารข้อเสนอแนะหรือปัญหาที่พบในการทำงานเข้ามาถึงผู้บริหารได้ และเธอจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ปรับปรุงระบบงานหรือกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น สิ่งนี้ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและองค์กรก็ได้รับประโยชน์จากการปรับปรุงที่มาจากข้อมูลจริง
- นวัตกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่องในร้าน – แม้ดูผิวเผินธุรกิจบุฟเฟ่ต์จะไม่มีอะไรใหม่มาก แต่คุณเฟิร์นก็จะกระตุ้นให้ทีมงานลองปรับปรุงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในร้านอยู่เสมอ เช่น ปรับสูตรน้ำจิ้ม, เปลี่ยนวิธีหมักเนื้อให้รสชาติดีขึ้น, ทดลองระบบสั่งอาหารด้วย QR code หรือเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางไลน์อาหารให้ลูกค้าตักสะดวกขึ้น ซึ่งการพัฒนาเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไม่หยุดนิ่งเช่นนี้เมื่อสะสมเข้าด้วยกันก็จะช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและประสิทธิภาพการทำงานของร้านได้มาก และคู่แข่งก็ตามได้ยากขึ้นเพราะร้านสุกี้ตี๋น้อยไม่เคยหยุดนิ่ง
- ปรับตัวตามฤดูกาลและเทศกาลเพื่อสร้างสีสัน – อีกกลยุทธ์ที่คุณเฟิร์นใช้คือการนำเสนอเมนูหรือโปรโมชั่นพิเศษตามช่วงเทศกาลหรือฤดูกาลต่าง ๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้า เช่น จัดเมนูของหวานพิเศษช่วงปีใหม่, เพิ่มเมนูหม้อไฟสมุนไพรจีนต้อนรับช่วงตรุษจีน, หรือแจกขนมไหว้พระจันทร์ฟรีช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นต้น การทำเช่นนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านมีอะไรใหม่ ๆ และเข้ากับบรรยากาศช่วงนั้น ๆ อยู่เสมอ เป็นการสร้างสีสันและแรงจูงใจให้ลูกค้าแวะมาทานในช่วงเทศกาลต่าง ๆ
- เมนูครอบคลุมทุกความชอบ – ความหลากหลายของเมนูบุฟเฟ่ต์สุกี้ตี๋น้อยถือเป็นจุดขายหนึ่งที่ทำให้ลูกค้า “มากันเป็นกลุ่มใหญ่ก็ไม่มีใครถูกทิ้ง” เพราะร้านมีตัวเลือกให้ทุกคนในกลุ่ม ไม่ว่าจะชอบเนื้อวัว, เนื้อหมู, ไก่, ซีฟู้ด หรือเป็นสายผักก็มีครบ นอกจากนี้ยังมีของทานเล่น ของหวาน และเครื่องดื่มให้เลือกมากมาย ลูกค้าสูงวัยอาจชอบทานผัก ลูกค้าหนุ่มสาวอาจชอบของทอดไอศกรีม ที่นี่ก็มีให้ทุกกลุ่ม ซึ่งความครอบคลุมนี้นี่เองที่ทำให้หลายครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนเลือกมาทานที่นี่ เพราะตอบโจทย์ทุกคนได้ในร้านเดียว
- ความกล้าพร้อมการวางแผน – คุณเฟิร์นลงมืออย่างกล้าหาญแต่ก็ไม่ใช่การเสี่ยงแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง เธอศึกษา Pain Point ของธุรกิจร้านอาหารจากกรณีของครอบครัวและตลาดรอบตัวมาก่อน จนเห็นช่องว่างและโอกาส จากนั้นจึงตัดสินใจลงมือทำทันที ความสำเร็จของเธอเกิดจากความกล้าที่จะเสี่ยง พร้อมกับ การทำการบ้านและเตรียมการล่วงหน้า กล่าวคือเป็น “ความเสี่ยงที่ผ่านการคำนวณมาแล้ว” นั่นเอง
- เรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น – ก่อนจะเริ่ม “สุกี้ตี๋น้อย” คุณเฟิร์นได้วิเคราะห์บทเรียนจากร้านอาหารของครอบครัวที่เคยทำมาก่อน และธุรกิจร้านอาหารอื่น ๆ รอบตัว เพื่อดูว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้บางร้านไปไม่รอด เช่น ร้านของครอบครัวที่มีเมนูหลากหลายเกินไปทำให้ควบคุมคุณภาพยาก ต้นทุนสูง หรือร้านบุฟเฟ่ต์บางแห่งที่บริการไม่ดี เธอนำข้อผิดพลาดเหล่านั้นมาปรับใช้กับร้านของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่เดินซ้ำรอยปัญหาเดียวกัน
- ไม่กลัวคู่แข่งรายใหญ่ – แม้ตลาดสุกี้บุฟเฟ่ต์จะมีแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอยู่ก่อน แต่คุณเฟิร์นก็ไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นจนล้มเลิกความตั้งใจ แต่เธอกลับมุ่งโฟกัสสร้างแนวทางของตัวเอง โดยเชื่อว่า ถ้าโมเดลธุรกิจของเราดี มีจุดต่างที่ลูกค้าต้องการ เราก็สามารถยืนหยัดเคียงข้างยักษ์ใหญ่เหล่านั้นได้เช่นกัน ซึ่งทัศนคติ แบบ “ลูกวัวไม่กลัวเสือ” นี้ช่วยให้เธอกล้าลุยในตลาด แม้ต้องแข่งขันกับเจ้าตลาดเดิมก็ตามที
- เริ่มจากเล็กแล้วค่อยขยายใหญ่ – สุกี้ตี๋น้อยไม่ได้เปิดทีเดียวสิบสาขาตั้งแต่แรก แต่เริ่มทดลองตลาดด้วยสาขาเล็ก ๆ ก่อน (สาขาแรกและสาขาที่สองในปีแรก) เพื่อเรียนรู้และปรับตัว เมื่อแน่ใจว่าโมเดลเวิร์คและระบบต่าง ๆ เริ่มลงตัว คุณเฟิร์นจึงค่อย ๆ เร่งเครื่องขยายสาขาอย่างรวดเร็วในภายหลัง กล่าวได้ว่าในช่วงแรกของธุรกิจเธอให้ความสำคัญกับการ “พิสูจน์แนวคิด” ก่อน แล้วจึงค่อยเร่งขยายสาขาเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ซึ่งวิธีนี้ส่งผลให้ใเติบโตอย่างมั่นคงและแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันก่อนที่ปัญหาจะลุกลามในวงกว้าง
- สร้างองค์กรสนับสนุนที่แข็งแรง – จากจุดเริ่มต้นที่ไม่มีทีมออฟฟิศเลย ทุกอย่างบริหารกันเองหน้าร้าน ปัจจุบันคุณเฟิร์นได้ลงทุนสร้างทีมสนับสนุนธุรกิจที่แข็งแกร่งเบื้องหลังสาขาต่าง ๆ มีพนักงานออฟฟิศกว่าร้อยชีวิตที่สำนักงานใหญ่คอยดูแลด้านจัดซื้อ ฝ่ายบุคคล ฝ่ายบัญชี และระบบไอทีต่าง ๆ การสร้าง “แบ็กเอนด์” ที่เป็นมืออาชีพนี้เป็นสิ่งจำเป็นเมื่อธุรกิจขยายใหญ่ เพราะระบบหลังบ้านที่แข็งแรงจะช่วยให้หน้าบ้าน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเจ้าของไม่ต้องวิ่งแก้ปัญหาจุกจิกเองทุกจุดเหมือนในช่วงแรก ๆ
- แตกช่องทางรายได้ผ่านสินค้าขายปลีก – นอกจากรายได้จากการให้บริการในร้านแล้ว คุณเฟิร์นยังมองหาช่องทางใหม่ ๆ ในการเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มรายได้ให้บริษัท โดยล่าสุดได้นำสินค้าเข้าไปขายในช่องทางค้าปลีกอย่างแม็คโครและโลตัส (เช่น ชุดผักและน้ำซุปสุกี้พร้อมปรุง) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากนำสุกี้ไปทำทานเองที่บ้าน การขยายช่องทางสู่ค้าปลีกเช่นนี้ทำให้แบรนด์ตี๋น้อยเข้าถึงผู้บริโภควงกว้างขึ้น อยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้าแม้ในวันที่ไม่ได้มาทานที่ร้าน และยังเป็นรายได้อีกทางที่ช่วยต่อยอดจากธุรกิจร้านอาหารเดิม
- สร้างแบรนด์ผ่านตัวตนผู้ก่อตั้ง – คุณเฟิร์นใช้เรื่องราวและตัวตนของเธอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมูลค่าให้แบรนด์ โดยเธอออกสื่อและแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเองในการทำธุรกิจอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ผ่านเรื่องราวของคนรุ่นใหม่ที่กล้าทำตามฝัน แบรนด์ “สุกี้ตี๋น้อย” จึงไม่ใช่แค่ชื่อร้านทั่ว ๆ ไป แต่มีภาพลักษณ์ความเป็นกันเองและแรงบันดาลใจของหญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์นี้มีตัวตนที่จริงใจจับต้องได้ ซึ่งช่วยสร้างความจงรักภักดีและความไว้วางใจในหมู่ผู้บริโภคได้มาก
และนี่คือ 100 ข้อคิด 100 บทเรียน ที่เราสามารถเรียนรู้ได้จาก คุณเฟิร์น นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้ง “สุกี้ตี๋น้อย”
Resources
-
https://www.th-hellomagazine.com/celebrity/exclusive-interviews/young-acheivers-k-fern/
- https://www.facebook.com/todaybizview/
- https://www.marketingoops.com/news/biz-news/how-to-adapt-to-the-food-delivery-of-suki-tee-noi/?utm_source=chatgpt.com
- https://blog.skooldio.com/branding-teenoi-karunthaitea/
- https://www.youtube.com/watch?v=Snvxb9xBjDU
- https://www.longtunman.com/49119
- https://www.dek-d.com/teentrends/62845/
- https://www.bangkokbiznews.com/business/956886
- https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122139944456783223&id=61573496695225
- https://www.blockdit.com/posts/62cc4686ee0cefd2f367b3e5
- https://www.facebook.com/longtunman/posts/953781959452143
- https://www.prachachat.net/marketing/news-1506726
- https://smeone.info/posts/view/4847
- https://isaninsight.kku.ac.th/archives/3574
- https://smeone.info/posts/view/4847
- https://techsauce.co/news/jmart-invest-food-suki-teenoi
- https://www.tumtook.com/
- https://www.thepeople.co/business/leadership/52863