Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Money

เข้าใจ ‘เงิน’ ให้เหมือนเศรษฐี โดย Marko Zlatic | Money 101 Podcast EP. 1

“เราใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตเพื่อหาเงิน เก็บเงิน ใช้เงิน หรือแม้แต่ให้เงินคนอื่น จริง ๆ แล้ว เงินมันคืออะไรกันแน่?”

ในยุคที่เงินดูเหมือนจะเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างในชีวิตของเรา คำถามที่หลายคนมักมองข้ามไปก็คือ “เงินคืออะไร?” ซึ่งมันไม่ใช่แค่กระดาษที่พิมพ์ตัวเลขลงไป หรือเป็นเหรียญที่ใส่อยู่ในกระปุกออมสิน แต่เงินมันมีบทบาทที่ลึกซึ้งกว่านั้น ทั้งในเชิงเศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และความไว้วางใจในระบบของมนุษย์

โดย Marko Zlatic จากช่อง Whiteboard Finance เขาได้เปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า MONEY หรือ “เงิน” นั้น คือสิ่งที่เราใช้แทบทุกวัน แต่กลับไม่ค่อยมีใครเข้าใจแก่นของมันจริง ๆ ซึ่งการเข้าใจโครงสร้างของเงิน จะช่วยให้เรา สามารถรับมือกับโลกการเงินได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

เราทุกคนต่างก็ใช้เงินเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ซึ่งกันและกัน เราเก็บเงินเอาไว้เพื่ออนาคต เราลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย และใช้จ่ายเงินเพื่อเติมเต็มความต้องการในชีวิต แต่เบื้องหลังการทำงานของเงินนั้น มีหลักการที่ซับซ้อนและน่าสนใจมากกว่าที่คิด ซึ่งการเข้าใจว่าเงินนั้นมันทำงานอย่างไร จะช่วยให้เรา ตัดสินใจในด้านการเงินได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวันและการวางแผนในระยะยาว

3 หน้าที่หลักของเงิน (The Three Functions of Money)

Marko เขาอธิบายเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เงินที่ดีนั้นจะต้องสามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้:

  1. Store of Value – สามารถเก็บรักษามูลค่าได้
    โดยเงินที่ดีจะทำหน้าที่เป็น “แหล่งกักเก็บมูลค่า” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมายความว่า เราสามารถทำงานวันนี้ แล้วเก็บเงินไว้ใช้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หรือแม้แต่ปีหน้า โดยที่มูลค่าของมันจะยังคงอยู่ ไม่เน่าเสียเหมือนปลา หรือข้าวโพด กล่าวคือ เงินที่ดีนั้น มันจะสามารถรักษาความมั่งคั่งไว้ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการออม การวางแผนเกษียณ และการสร้างความมั่นคงทางการเงิน
  2. Unit of Account – สามารถเป็นหน่วยวัดมูลค่าได้
    Marko เขาได้เปรียบเทียบว่า ถ้าไม่มีเงินใช้ในการแลกเปลี่ยนมูลค่าซึ่งกันและกัน การประเมินค่าสินค้าอาจต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของ เช่น “iPhone 20 เครื่อง สามารถใช้ แลกรถ 1 คัน” ซึ่งมันจะไม่มีมาตรฐานกลางในการวัดมูลค่า ซึ่งเงินจะช่วยให้เราสามารถ “ประเมินมูลค่า” ของสินค้าและบริการได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น รถยนต์คันหนึ่งอาจมีมูลค่า 700,000 บาท โดยเราไม่จำเป็นที่จะต้องตีราคาเอาไปเปรียบเทียบกับของชิ้นอื่น ๆ เพราะเงินเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขาย สามารถพูดภาษาเดียวกันได้ ทำให้ตลาดและการค้าขายดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. Medium of Exchange – สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้
    โดย Marko เขาได้ยกตัวอย่างในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น การไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านขายของชำทั่วไป เราไม่จำเป็นต้องใช้ปลา เกลือ หรือวัว เพื่อเอาไปแลกสินค้าอีกต่อไป เพราะเงินคือสิ่งที่ทุกคนยอมรับที่สามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อข้าวสาร ผ้า น้ำมัน หรือบริการต่าง ๆ ซึ่งนี่คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด เพราะมันทำให้เศรษฐกิจสามารภหมุนเวียนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

วิวัฒนาการของเงิน (The Evolution of Money)

จากนั้น Marko เขาก็ได้พาเราย้อนกลับไปดูในอดีตว่าเงินนั้น มันมีพัฒนาการขึ้นมาอย่างไรบ้าง:

  • Commodity Money (เงินสินค้า): โดยในอดีตผู้คนได้ใช้สิ่งของที่มีคุณค่าในตัวมันเอง อย่างเช่น เกลือ, วัว หรือเปลือกหอย ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่สังคมในเวลานั้นได้ให้คุณค่าสิ่ง ๆ นั้นและยอมรับร่วมกันว่ามันมีมูลค่าและสามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้
  • Representative Money (เงินที่มีสิ่งรองรับ): ต่อมาทาง Marko เขาได้เล่าถึงยุคที่เงิน สามารถนำไปแลกกลับเป็นทองคำแท่งหรือแร่เงินแท่งได้ เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เคยผูกมูลค่าติดอยู่กับทองคำ ซึ่งช่วยให้การพกพาเงินนั้นทำได้ง่ายขึ้นและเงินมีความมั่นคงขึ้น เพราะเงินจะไม่สามารถผลิตไปมากกว่าจำนวนทองคำที่รองรับเอาไว้ได้
  • Fiat Money (เงินตราที่รัฐรับรอง): ทาง Marko อธิบายว่า ยุคหลังปี ค.ศ. 1971 ที่เมื่อสหรัฐอเมริกาได้ประกาศยกเลิกการใช้มาตรฐานทองคำ (The Gold Standard) โดยไม่ต้องผูกติดเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ กับทองคำจริงอีกต่อไป ซึ่งทำให้เงินในปัจจุบันจึงกลายเป็นมีมูลค่าเพราะมาจาก “คำสั่งของรัฐ” บอกให้มันมีมูลค่า ซึ่งเป็นหลักการของระบบการเงินในปัจจุบันที่เรายังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ หรือที่เราเรียกกันว่า ยุคของ The Fiat Standard

6 ลักษณะของเงินที่ดี (The Six Characteristics of Good Money)

Marko ชี้ให้เห็นว่า หากจะใช้สิ่งใดเป็นเงิน มันต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้:

  1. Durability – มีความคงทน
    เงินควรอยู่ได้นาน ไม่เน่าเสีย ไม่พังง่าย ต่างจากสิ่งของที่เคยใช้แลกเปลี่ยน เช่น ปลา หรือพืชผลที่เน่าเสียได้ง่าย สิ่งนี้ทำให้เงินสามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้งโดยไม่สูญเสียคุณภาพ
  2. Portability – พกพาได้สะดวก
    Marko หยอกล้อว่า ลองจินตนาการว่าคุณกำลังจูงวัวเพื่อไปใช้แลกซื้ออาหารซีเรียลในร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต — มันคงไม่สะดวกเท่าเงินสดหรือบัตรเครดิต อย่างแน่นอน ดังนั้นเงินจึงควรมีน้ำหนักเบา พกพาได้ง่าย และสามารถใช้ได้ทั้งในกระเป๋าสตางค์หรือผ่านมือถือในยุคดิจิทัลนี้ได้
  3. Divisibility – แบ่งแยกย่อยได้
    Marko ย้ำว่า เงินที่ดีนั้น ต้องสามารถแบ่งออกเป็นหน่วยเล็ก ๆ ได้ เช่น เหรียญหรือหน่วยเงินดิจิทัล ที่แตกต่างจากวัวทั้งตัว ที่คุณไม่สามารถ “แบ่งเอาเฉพาะหูของวัว” เพื่อนำไปแลกซื้อขนมได้!
  4. Uniformity – มีมาตรฐานเดียวกัน
    ธนบัตรหรือเหรียญแต่ละใบต้องเหมือนกันทั้งในด้านขนาด สี น้ำหนัก และมูลค่า เพื่อให้ผู้ใช้เงินนั้นมีความเชื่อมั่นและสามารถตรวจสอบได้ง่ายว่าเงินที่ได้รับนั้นคือของแท้
  5. Limited Supply – มีจำนวนจำกัด
    Marko เตือนว่า ถ้าพิมพ์เงินได้ไม่จำกัด จะทำให้เงินนั้น ๆ เสื่อมมูลค่าลงและเกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ดังนั้น เงินที่ดีควรมี “ความขาดแคลน” (Scarcity) หรือมีระบบที่ควบคุมปริมาณเงินให้มีจำนวนจำกัดได้ อย่างเช่น Bitcoin ที่มีจำนวนสูงสุดแน่นอนอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น
  6. Acceptability – ได้รับการยอมรับ
    Marko เขาสรุปว่า เงินจะมีค่าได้ก็ต่อเมื่อผู้คนต่างยอมรับมัน ต่อให้คุณมีวัวอยู่ 100 ตัว แต่ต้องการนำไปแลกซื้อรถ Ferrari ที่โชว์รูม แต่ทางโชว์รูมปฏิเสธที่จะรับแลกด้วยวัว นั่นจึงทำให้วัวที่คุณพยายามใช้มันทำหน้าที่เป็นเงินนั้น กลายเป็นสิ่งไม่มีค่าในทันที — และนี่คือความหมายของ “กาารยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นเงินที่สามารถใช้ร่วมกันได้”

และเมื่อเรารู้ว่าเงินคืออะไร มันทำงานอย่างไร และเงินนั้นมันพัฒนามาจากอะไร ทีนี้เราก็จะสามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างมีหลักคิด ไม่ใช่แค่ใช้เงินไปวัน ๆ แต่เราจะสามารถเข้าใจเกมของเงิน และวางกลยุทธ์ให้ตัวเองเป็นผู้ชนะในระยะยาว

“Money is a game. Learn the rules — and learn how to win.” – Marko Zlatic, Whiteboard Finance

Rsources