Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

How to

ก่อนฟองสบู่แตก โดย Robert Kiyosaki

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “เงินปลอม” ครองระบบ Robert Kiyosaki เผยวิธีเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่วิกฤตครั้งใหญ่จะมาถึง

Chapter 1 — เศรษฐกิจฟองสบู่ ต้นกำเนิดของปัญหาเศรษฐกิจ

Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Rich Dad Poor Dad (พ่อรวยสอนลูก) เขาได้พูดถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกปัจจุบันว่า เรากำลังอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “เศรษฐกิจฟองสบู่” หรือ bubble-nomics ไม่ใช่ economics ซึ่ง bubble-nomics มันได้ถูกสูบลมให้พองโตด้วยพิมพ์เงินหรือเพิ่มจำนวนหนี้สินอย่างมหาศาล แทนที่จะเติบโตด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงนั่นคือการสร้างผลผลิตที่มีความมั่งคั่งที่ยั่งยืนมากกว่าการพิมพ์เงิน

โดยเขาเปรียบเทียบว่าเศรษฐกิจโลกทุกวันนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับลูกโป่งขนาดยักษ์ที่พองโตขึ้นเรื่อย ๆ จากการอัดฉีดเงินที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันอยู่จริง ซึ่งคนทั่วไปที่ไม่ต้องจบดอกเตอร์หรือมีใบปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์ก็มองออกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เมื่อฟองสบู่ลูกนี้ขยายจนถึงขีดสุด ระบบเศรษฐกิจฟองสบู่นี้มันเปราะบางมากในปัจจุบัน และกำลังรอวันที่ฟองสบู่ลูกนี้จะแตกลง

Robert Kiyosaki อธิบายว่าแนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจฟองสบู่” นี้ เป็นผลพวงมาจากการที่ทางรัฐบาลและทางธนาคารกลางทั่วโลกใช้นโยบายการพิมพ์เงินและสร้างหนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อพยุงระบบไม่ให้มันล้ม แทนที่จะปล่อยให้กลไกของตลาดปรับสมดุลด้วยตัวมันเองตามธรรมชาติ

โดยเขาชี้ให้เห็นว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ต่างแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการพิมพ์เงินเพื่ออัดฉีดเข้าสู่ระบบมาโดยตลอด ซึ่งผลที่ได้ก็คือมันส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์ ราคาหุ้น รวมถึงค่าครองชีพสิ่งของทั่ว ๆ ไปก็พากันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกเหมือนตนเองรวยขึ้นเมื่อเห็นมูลค่าบ้านหรือพอร์ตหุ้นเพิ่มสูงขึ้น

แต่ในสายตาของ Robert Kiyosaki นั้นเขากลับมองว่านั่นเป็น ความมั่งคั่งภาพลวงตา เพราะมันเกิดจากการปั๊มเงินเข้าไปในระบบมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งเขาเตือนว่าภาวะเช่นนี้ไม่ยั่งยืน และฟองสบู่ที่พองโตขึ้นทุกวันย่อมมีวันแตกสลาย

โดยทาง Robert Kiyosaki เขาได้เล่าย้อนกลับไปถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเขียนหนังสือที่ชื่อว่า Fake: Fake Money, Fake Teachers, Fake Assets (แปลตรงตัวว่า “ของปลอม: เงินปลอม ครูปลอม ทรัพย์สินปลอม”) ซึ่งเปรียบเสมือนภาคต่อของหนังสือ Rich Dad Poor Dad

โดยเขาเล่าว่าเมื่อกว่า 40 ปีก่อน เขาได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ของ Dr. R. Buckminster Fuller บุคคลผู้มีชื่อเสียงจากการสร้างโดมทรง geodesic และเป็นนักคิดนักเขียนที่เขานับถืออย่างยิ่ง ในปี ค.ศ.1983 หลังจากที่ Dr. Fuller เสียชีวิต ดอกเตอร์ได้ทิ้งหนังสือเล่มหนึ่งเอาไว้ให้โลกที่ชื่อว่า Grunch of Giants ซึ่งได้บัญญัติคำว่า “Grunch” ขึ้นมาเป็นตัวย่อของ Gross Universal Cash Heist หรือแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า “การปล้นเงินสดครั้งมโหฬารระดับสากล” โดยเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นเปิดโปงให้เห็นวิธีที่บรรดาอภิมหาเศรษฐีและบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้จัดการ “ขโมย” ความมั่งคั่งไปจากคนทั่วไปอย่างแนบเนียนผ่านระบบเศรษฐกิจและการเงิน

ซึ่งหนังสือ Grunch of Giants มีผลกระทบต่อแนวคิดของ Robert Kiyosaki อย่างมหาศาล โดยเขาเล่าว่าหลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้น เขาทำการตัดสินใจลาออกจากงานและขายธุรกิจที่ทำอยู่ในขณะนั้นทิ้งไป เพื่ออุทิศตนเองให้กับการค้นคว้าหาคำตอบว่าเหล่ายักษ์ใหญ่ทางการเงิน ทำการ “ปล้น” คนส่วนใหญ่อย่างไรบ้าง ซึ่งผลจากการค้นคว้าและสังเกตการณ์ในชีวิตจริงหลายสิบปีของเขาก็กลายมาเป็นหนังสือที่ชื่อ Fake เล่มนี้นั่นเอง โดยเนื้อหาใจความสำคัญของหนังสือ Fake นั้น คือการชี้ให้เห็นว่าเหล่าบรรดาผู้ที่ร่ำรวยอย่างมหาศาลนั้น พวกเขาได้เอาเปรียบคนทั้งโลกผ่านสามช่องทางหลัก ได้แก่ “เงิน” “การศึกษา” และ “ทรัพย์สิน” หรือที่เขาเรียกว่า “เงินปลอม ครูปลอม และทรัพย์สินปลอม” ซึ่งสามสิ่งนี้เชื่อมโยงกันและเป็นรากฐานของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเงินที่เราเผชิญอยู่กันทุกวันนี้

Robert Kiyosaki กล่าวย้ำว่าในปัจจุบัน ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนทั่วไปนั้นกำลังกว้างขึ้นเรื่อย ๆ สัดส่วนของคนที่อยู่ในชนชั้นกลางที่เคยเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไป คนชั้นกลางบางส่วนหลุดลงไปเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะยากลำบากทางการเงินเป็นจำนวนมากขึ้น คนชั้นกลางกำลังจนลง เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในสังคม และนั่นคือภาพสะท้อนของระบบที่เอื้อประโยชน์ให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น ในขณะที่คนทั่วไปกลับสูญเสียอำนาจทางการเงินไปทีละน้อย

ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำนี้เพิ่มขึ้นทาง Robert Kiyosaki เขาระบุว่าเป็นเพราะสามปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น คือ เงินปลอม ครูปลอม และทรัพย์สินปลอม ที่แทรกซึมอยู่ในระบบสังคมของเรา โดยเขาไม่ได้กล่าวโทษตัวของ “คุณครู” หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการส่วนตัว แต่เขาวิจารณ์ถึง “ระบบการศึกษา” โดยรวมซึ่งถูกควบคุมทิศทางโดยกลุ่มคนชนชั้นนำที่ร่ำรวย

โดย Robert Kiyosaki เขาได้ตั้งคำถามสำคัญที่ชวนให้ทุกคนคิดตามว่า “ทำไมโรงเรียนถึงไม่สอนเรื่องการเงินให้พวกเรากันล่ะ? ทำไมเราไม่เคยได้เรียนรู้วิธีจัดการกับการเงินส่วนบุคคลที่ถูกต้องเลย?” ซึ่งคำถามนี้สะท้อนมุมมองว่า หลักสูตรการศึกษาดั้งเดิมตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันไม่ได้เตรียมความพร้อมให้ผู้คนเข้าใจเรื่องการเงินเลย เราอาจได้รับความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์บางอย่าง เช่น การบวกลบคูณหาร การคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ หรือวิธีจดบัญชีรายรับรายจ่าย แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกของความรู้ทางการเงินเท่านั้น แต่ โรงเรียนไม่เคยสอนให้เรารู้วิธีทำงานของเงินในโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่เคยสอนว่า ‘เงิน’ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ระบบธนาคารทำงานแบบไหน ภาษีมีผลต่อความมั่งคั่งอย่างไร หรือแม้แต่ความแตกต่างระหว่างทรัพย์สินกับหนี้สินอย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

ซึ่งทาง Robert Kiyosaki เขาได้ให้เหตุผลว่า การที่ความรู้ทางการเงินไม่เคยถูกสอนในโรงเรียน “มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” แต่เป็นความจงใจที่มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยเขาได้กล่าวถึงข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ว่า เมื่อประมาณปี ค.ศ.1903 มีการก่อตั้งสมาคมด้านการศึกษาขึ้นโดยผู้ที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในยุคนั้น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกำหนดทิศทางของระบบการศึกษาให้ผลิตคนที่เป็นแรงงานและกำลังทหารที่เชื่อฟังทำตามคำสั่ง มากกว่าจะสร้างประชากรที่สามารถคิดวิเคราะห์เป็นหรือสร้างคนที่มีความรู้ทางการเงินติดตัว

โดยคนกลุ่มนี้เห็นว่าการให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจเรื่องการเงินมากเกินไปไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกของตน ดังนั้น “การศึกษาเรื่องเงิน” จึงถูกถอดออกไปจากหลักสูตร โดยสิ้นเชิงนับตั้งแต่นั้นมา ทำให้ผู้คนถูกปลูกฝังให้เดินตามเส้นทางชีวิตแบบเดิม ๆ คือ “ไปโรงเรียน ตั้งใจเรียนให้ได้เกรดดี ๆ เพื่อที่จะได้หางานทำที่มั่นคง ได้เงินเดือนสูง ๆ จะได้ส่งเสียตัวเองและครอบครัวได้” แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น เส้นทางดังกล่าวมาพร้อมกับกับดักที่คนส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกต นั่นก็คือ เมื่อทำงานได้เงินเดือนมา เราก็ต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูง เงินที่เหลือจากนั้นก็นำไปเก็บออมในธนาคารหรือไม่ก็เอาไปลงทุนในกองทุนและหุ้นต่าง ๆ ซึ่งท้ายที่สุดเงินเหล่านั้นก็ไหลกลับไปอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อยอยู่ดี นั่นคือระบบทั้งหมดถูกวางเอาไว้เช่นนี้อย่างแนบเนียนมาอย่างยาวนานแล้ว

ต่อมาทาง Robert Kiyosaki เขาได้ขยายความของคำว่า “ครูปลอม” ในมุมมองของเขา ที่เขามองว่ามันไม่เพียงแต่ตัวระบบการศึกษาที่ไม่สอนเรื่องของการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ผู้รู้” หรือ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” ตามสื่อต่าง ๆ ที่ให้คำแนะนำผิด ๆ กับประชาชนทั่วไปอีกด้วย โดยเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “คนพวกนี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับเงินไม่ได้เลย” แต่กลับแนะนำให้เราเอาเงินไปลงทุนในที่ที่ให้ผลประโยชน์กับพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นนายหน้าค้าที่ดิน นายหน้าค้าหุ้น ตัวแทนขายกองทุนหรือนายหน้าประกันชีวิต

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำที่บอกว่าให้ “ตั้งใจเรียนให้เก่ง จะได้หางานดี ๆ ทำ” หรือ “ทำงานแล้วเก็บออมเงินให้มาก ๆ” ไม่ก็ “ให้ลงทุนระยะยาวในหุ้นหรือกองทุนเพื่ออนาคต” ล้วนเป็นคำแนะนำที่ไม่ได้เรื่องสำหรับการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวเลย เพราะแท้ที่จริงแล้วมันคือคำแนะนำของระบบ “ครูปลอม” ที่คอยชี้นำให้คนส่วนใหญ่เดินไปในเส้นทางการเงินที่ไม่ทำให้รวยขึ้นจริง มันเป็นเพียงการส่งต่อเงินจากแรงงานของเราไปสู่มือของคนรวยผ่านกลไกตลาดทุนและธนาคารต่างหาก

ต่อมาเมื่อพูดถึง “เงินปลอม” Robert Kiyosaki เขาได้ปูพื้นฐานให้เห็นภาพตั้งแต่ต้นเหตุทางประวัติศาสตร์ในอดีต ที่ตัวของเขาบอกว่าจุดพลิกผันสำคัญมันได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1971 เมื่อสหรัฐอเมริกาได้ทำการยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำ (The Gold Standard) ที่เคยผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เอาไว้กับทองคำ ความหมายคือจำนวนเงินดอลล่าร์ที่พิมพ์ออกมานั้นจะต้องเท่ากับจำนวนทองคำที่สำรองคงคลังเอาไว้

ซึ่งการตัดขาดเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ออกจากทองคำ นั่นหมายความว่านับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 เป็นต้นมา เงินกระดาษ (fiat money) ก็สามารถพิมพ์เพิ่มขึ้นได้อย่างอิสระโดยที่ไม่ต้องมีทองคำหนุนหลังอีกต่อไป ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ และธนาคารกลาง (Federal Reserve) สามารถสร้างเงินใหม่ขึ้นมาในระบบเท่าไรก็ได้ตามที่ต้องการ

Robert Kiyosaki อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า หลังจากปี 1971 เป็นต้นมา เงินที่เราใช้ทุกวันนี้ไม่ได้มีทองคำค้ำประกันอีกต่อไปแล้ว มันเป็นแค่กระดาษที่รัฐบาลบอกว่ามีค่า เพราะก่อนที่จะพิมพ์เงินออกมาได้ รัฐบาลต้องกู้ยืมก่อน นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่มีการสร้างเงินเพิ่ม ก็เท่ากับว่ามีการสร้างหนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นมาด้วยเสมอ พูดง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งมีเงินในระบบมากเท่าไร หนี้ของประเทศที่พิมพ์ออกมาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

โดย Robert Kiyosaki เขาเสริมว่าผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มมักพร่ำสอนคนทั่วไปว่า “อย่าเป็นหนี้ ให้รีบใช้หนี้ให้หมด” แต่กลับไม่ได้บอกความจริงอีกด้านหนึ่งว่า หากทุกคนปลอดหนี้กันหมด ระบบเศรษฐกิจโลกจะพังทลายลงทันที เพราะโลกสมัยใหม่นั้นมันได้ถูกขับเคลื่อนด้วยหนี้ มูลค่าเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบทั้งหมดก็คือหนี้ดี ๆ นี่เอง ดังนั้นคนที่มีอำนาจจะไม่มีวันบอกเคล็ดลับข้อนี้กับเรา เพราะระบบทุนนิยมทุกวันนี้ต้องการให้ประชาชนเป็นหนี้ (เช่น กู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือเงินกู้เรียน) เพื่อที่เงินจะได้ถูกสร้างเพิ่มและไหลเวียนต่อไปในระบบไม่จบไม่สิ้น

นอกจากนั้น Robert Kiyosaki เขายังได้พูดถึงองค์ประกอบอีกอย่างที่แยกกันไม่ออกจากระบบเงินตราที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้ก็คือ เรื่องของ “ภาษี” โดย Robert Kiyosaki ได้อธิบายว่า เงินจะทำงานในระบบหนี้ได้ก็จำเป็นต้องมีภาษีมารองรับ กล่าวคือ รัฐบาลก่อหนี้ พิมพ์เงินออกมาใช้จ่าย ทำการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แล้วก็เก็บภาษีจากประชาชนในระยะยาวเพื่อนำเงินไปชดใช้หนี้เหล่านั้นอีกที วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ดังนั้นการศึกษาทางการเงินที่แท้จริง ต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ “หนี้และภาษี” อย่างลึกซึ้ง เพราะสองสิ่งนี้คือกลไกหลักที่กำหนดชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ทางการเงินของผู้คนในสังคม แต่แน่นอนว่า เรื่องเหล่านี้ไม่มีสอนในโรงเรียน เราจบการศึกษาออกมาโดยแทบไม่รู้เลยว่าภาษีส่งผลอย่างไรต่อรายได้และความมั่งคั่งของเรา และเราก็ยังไม่เข้าใจว่าหนี้สามารถเป็นดาบสองคม ที่ถ้าใช้อย่างชาญฉลาดก็จะช่วยให้คนนั้น ๆ สามารถสร้างความร่ำรวยขึ้นมาได้ แต่ถ้าใช้อย่างไม่รู้เท่าทันก็มันจะผูกมัดเราไว้กับความยากลำบากไปตลอดชีวิต

และเพื่อย้ำภาพให้ชัดเจนขึ้นทาง Robert Kiyosaki เขาได้หยิบยกตัวอย่างใกล้ตัวเกี่ยวกับ “ครู” และ “ระบบบำนาญ” ว่าคนรุ่นพ่อแม่ของเขา (หรือก็คือ “พ่อจน” ในหนังสือพ่อรวยสอนลูก) นั้น พวกเขาได้ถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานว่าการเป็นข้าราชการหรือครูในโรงเรียนนั้นเป็นอาชีพที่มั่นคงที่สุด เพราะมีเงินเดือนประจำและมีบำนาญหลังเกษียณดูแลตลอดชีวิต แต่ ความจริงทุกวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป โดยเขาชี้ว่าเดี๋ยวนี้กองทุนบำนาญครูจำนวนมากอยู่ในภาวะล้มละลายหรือขาดทุนย่อยยับ ครูรุ่นใหม่ไม่สามารถคาดหวังจะพึ่งเงินบำนาญหลังเกษียณได้อย่างมั่นใจเหมือนอดีต ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ทาง Robert Kiyosaki ระบุชัดว่า ก็เพราะพวกบริษัทการเงินและธนาคารขนาดใหญ่ที่เข้ามามีอิทธิพลอยู่เหนือกองทุนบำนาญเหล่านั้น

โดยระบบทุกวันนี้หลอกให้คนทั่วไปเดินตามสูตรสำเร็จคือ “ไปโรงเรียน เรียนให้เก่ง จะได้งานดี ๆ ทำ” แต่เมื่อทำงานได้เงินมา โรงเรียนก็ไม่ได้สอนเรื่องบริหารการเงินให้เรา ทำให้เราจะต้องฟังคำแนะนำจาก “กูรู” ว่า “ให้นำเงินไปลงทุนในหุ้น พันธบัตร กองทุนรวม ETF และออมเงินเก็บเอาไว้”

ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นคำแนะนำที่ดี แต่หากพิจารณาดี ๆ ก็จะพบว่า เงินทุกบาทที่เราส่งไปยังตลาดหุ้น หรือนำไปฝากออมทรัพย์นั้น สุดท้ายมันจะไหลไปเข้ากระเป๋าของคนกลุ่มหนึ่งเสมอ ซึ่งคนกลุ่มที่ว่าก็ได้แก่บริษัทจัดการกองทุนและธนาคารการลงทุนทั้งหลายบนตลาดหุ้นนั่นเอง

โดย Robert Kiyosaki เขาได้ยกตัวอย่างที่ชัดเจนมากอย่างหนึ่งจาก “กองทุนบำนาญ” ของเหล่าครู ตำรวจ นักดับเพลิง และพนักงานภาครัฐทั้งหลายที่สะสมมาตลอดชีวิต ว่าสุดท้ายเงินก้อนมหาศาลนี้จะถูกนำไปลงทุนในตลาดหุ้นและสินทรัพย์ทางการเงินผ่านผู้จัดการกองทุน ซึ่งกองทุนบำนาญรวมเหล่านี้ถือเป็น “แหล่งเงินก้อนใหญ่ที่สุด” ที่ตลาดหุ้นใช้หมุนทำกำไร ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงอย่างหนัก เงินบำนาญเหล่านี้ก็จะอันตรธาน หายไป พร้อม ๆ กับความฝันในการเกษียณของคนทำงานทั่วไป นั่นคือ ระบบของ “ทรัพย์สินปลอม” ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้คนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าตนเองมีสินทรัพย์มีคุณค่าอยู่ในมือ แต่แท้จริงแล้วมันคือมูลค่าลม ๆ แล้ง ๆ ที่พร้อมจะหายวับไปเมื่อวิกฤตมาเยือน

โดย Robert Kiyosaki บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “พวกเราทุกคนล้วนถูกจัดฉากไว้โดยฝีมือของอภิมหาเศรษฐี” ซึ่งตรงกับที่ Buckminster Fuller เคยเตือนเอาไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ Grunch of Giants ว่ามีการ “ปล้นสะดมเงินในกระเป๋าของผู้คน” อย่างเป็นระบบและแนบเนียนมาอย่างยาวนานหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าเราจะตั้งใจทำงานหนักและทำทุกอย่าง “ถูกต้องตามตำรา” มากแค่ไหน (ต่อให้เรียนดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยดี หางานที่มั่นคง ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อเกษียณได้ดีแค่ไหน) เราก็ยังคงเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้ในเกมการเงินนี้อยู่ดี หากเราไม่ฉุกคิดและเรียนรู้วิธีใหม่ ๆ ที่เหล่าบรรดาคนรวยได้ใช้จริงในโลกของเกมการเงิน

ด้วยเหตุนี้ แนวทางของ Rich Dad ที่ Robert Kiyosaki ก่อตั้งขึ้นจึงสวนทางกับระบบการศึกษากระแสหลักโดยสิ้นเชิง เพราะเขาเน้นสอนเรื่องของ หนี้และภาษี – เป็นสองสิ่งที่โรงเรียนไม่เคยสอน แถมที่ปรึกษาทางการเงินทั่วไปก็ไม่อยากจะพูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมา เพราะหนี้และภาษีคือหัวใจสำคัญที่คนรวยใช้สร้างความมั่งคั่งและใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ซึ่งคนที่เฉลียวฉลาด คือคนที่รู้จักเสาะแสวงหา “ครู” ที่ดีที่สุด ผู้คนที่เป็นปรมาจารย์ตัวจริงในเรื่องนั้น ๆ แทนที่จะเชื่อทุกอย่างที่ระบบยัดเยียดให้เรียนรู้ Robert Kiyosaki จึงเน้นย้ำให้ทุกคนระมัดระวังในการเลือกที่มาของความรู้เกี่ยวกับทางการเงิน อย่าเรียนรู้จาก “Fake Teacher” ที่ไม่เคยสร้างความมั่งคั่งได้จริง แต่จงเรียนรู้จากผู้ที่เดินเกมการเงินเป็นและประสบความสำเร็จจริงในระบบนี้จริง ๆ

นอกจากนี้ Robert Kiyosaki เขายังได้เผยแนวความคิดส่วนตัวเกี่ยวกับการลงทุนของเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาไม่ลงทุนในตลาดหุ้นเลย ทั้ง ๆ ที่ตัวของเขาเองก็เคยมีบริษัทของตัวเองจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์มาแล้วถึงสามบริษัท โดยเขาเล่าว่าเขารู้วิธีสร้างหุ้นขึ้นมาขายให้คนอื่น แต่เขา “จะไม่ซื้อหุ้นพวกนั้นด้วยเงินตัวเอง” ซึ่งเหตุผลเพราะเขาไม่เชื่อถือในระบบตลาดหุ้นและทรัพย์สินกระดาษที่ราคาแปรผันขึ้นลงเหล่านั้น โดย Robert Kiyosaki เตือนว่าตลาดการเงินทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับการพิมพ์เงินและอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางเป็นหลัก ทำให้ภาพรวมที่เราเห็นคือ ตลาดหุ้นขึ้นแรง เศรษฐกิจดูเหมือนไปได้ดี เป็นยุคแห่งความรุ่งเรือง (โดยเฉพาะคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่เติบโตมาในช่วงเวลาที่ตลาดมีแต่ขาขึ้น) แต่เบื้องหลังนั้นคือความผันผวนที่ซ่อนอยู่ เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลก็เลือกจะแก้ปัญหาด้วยการ “พิมพ์เงิน” เข้าระบบอีกครั้ง ทำให้ฟองสบู่พองขยายพองโตยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าจะทำให้ยืดเวลาการระเบิดออกไป แต่มันทำให้ขนาดของการล่มสลายในอนาคตใหญ่ขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ตลาดมันจะขึ้น แล้วก็ลง วนเวียนไปเช่นนี้เพราะพวกธนาคารกลางพิมพ์เงินปลอมมาอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบไม่หยุดพัก ทำให้ผู้คนดีใจที่บ้านของฉันราคาขึ้น ราคาหุ้นของฉันก็ขึ้น แต่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกจัดฉากไว้สำหรับวิกฤตครั้งถัดไป

ซึ่งจากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าทาง Robert Kiyosaki เขากำลังปูภาพรวมของปัญหาอย่างละเอียด ตั้งแต่ต้นตอเชิงประวัติศาสตร์ แนวคิดเบื้องหลังระบบการเงินปัจจุบัน ไปจนถึงวิธีที่คนรวยใช้ประโยชน์จากระบบ “เงินปลอม ครูปลอม ทรัพย์สินปลอม” ซึ่งเราเริ่มจะเห็นภาพว่า ระบบทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นวงจรอุบาทว์ ที่คนส่วนใหญ่ถูกสอนให้ใช้ชีวิตทางการเงินอีกแบบหนึ่ง ในขณะที่คนส่วนน้อยใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทั้งสองแบบนี้ให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างลิบลับ

Chapter 2 — Fake Money เมื่อเงินตรากลายเป็น “เงินปลอม”

Robert Kiyosaki เปิดฉากบทนี้ด้วยการอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่า “เงิน” ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันนั้นถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร โดยหลังเหตุการณ์สำคัญในปี ค.ศ.1971 ที่สหรัฐอเมริกายกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ ซึ่งเหตุการณ์นั้นเองที่ทำให้ “เงินกลายเป็นหนี้” อย่างเต็มรูปแบบ หมายความว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ออกใหม่ทุกใบล้วนเกิดจากการกู้ยืมและการสร้างหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งสิ้น

โดยกระบวนการสร้างเงินแบบใหม่หลังปี 1971 ก็คือ เริ่มต้นจาก กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (หน่วยงานที่ดูแลการเงินการคลังของประเทศ) จะออกตราสารหนี้รัฐบาล อย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาล (Treasury Bond) แล้วขายตราสารหนี้เหล่านี้ให้กับธนาคารกลาง (Federal Reserve) ซึ่งเปรียบเสมือน “โรงพิมพ์เงิน” ในยุคใหม่

เมื่อธนาคารกลางซื้อพันธบัตรก็จะจ่ายเงินให้กระทรวงการคลังเป็นเช็คจำนวนตามราคาหน้าตั๋วพันธบัตรนั้น ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่ได้มาจากไหนอื่นไกล แต่มาจากการสร้างขึ้นใหม่(พิมพ์เงินขึ้นใหม่)ของธนาคารกลางเอง และนี่คือ ขั้นตอนที่เงิน “ปลอม” ถูกพิมพ์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยไม่มีทองคำหรือสินทรัพย์ใด ๆ รองรับหนุนหลัง มันเป็นการสร้างเงินจากอากาศธาตุอย่างแท้จริง บนฐานของคำสัญญาจากลมปากว่าจะใช้หนี้คืน (นั่นคือพันธบัตรหรือหนี้รัฐบาล) นั่นเอง

ซึ่งเงินใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยธนาคารกลางนั้นไม่ได้ถูกแจกจ่ายให้ประชาชนทั่วไปโดยตรง แต่ ถูกส่งต่อไปยังธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ในระบบการเงินก่อน และเมื่อเงินก้อนนี้เข้าสู่ธนาคารมันก็ได้กลายเป็น “แหล่งเงินทุน” ให้ธนาคารนำไปปล่อยกู้ต่อ

ซึ่งขั้นตอนสำคัญมันอยู่ตรงนี้: โดยทางธนาคารจะเลือกปล่อยกู้เงินใหม่จำนวนมหาศาลเหล่านั้นให้กับ “คนรวย” หรือธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ไม่ใช่กับคนทั่วไปหรือชนชั้นกลางอย่างเรา ๆ โดยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือคนรวยนั้นพวกเขามีหลักทรัพย์ มีประวัติทางการเงินที่ดี และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง ทางธนาคารจึงมั่นใจที่จะปล่อยกู้ จึงไม่น่าแปลกใจที่โครงการธุรกิจใหญ่ ๆ หรือการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มูลค่ามหาศาลของคนรวย มักจะได้เงินกู้ดอกเบี้ยอัตราที่ต่ำจากธนาคารได้ง่ายดาย ในขณะที่ประชาชนทั่วไปอาจได้แค่บัตรเครดิตวงเงินน้อยนิดหรือสินเชื่อบ้านในวงเงินจำกัดตามรายได้ตนเองเท่านั้น

โดยทาง Robert Kiyosaki สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า “นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนรวยถึงรวยยิ่งขึ้น” เพราะเมื่อธนาคารได้รับเงินใหม่ที่พิมพ์ออกมา เงินนั้นก็ “ไหลไปสู่คนรวย” ในรูปของสินเชื่อราคาถูกและเงินทุนสำหรับการลงทุน ทำให้พวกเขามีอำนาจซื้อมหาศาลในการเข้าครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ ในยามที่ทรัพย์สินต่าง ๆ ราคาถูกหรือสามารถทำกำไรได้สูง

ซึ่งตัวของ Robert Kiyosaki เองเขาก็ยอมรับว่าได้ใช้กลยุทธ์นี้ เพราะ “คนรวยใช้หนี้เพื่อซื้อทรัพย์สิน” ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อกิจการ หรือลงทุนในสินทรัพย์จริงที่สร้างรายได้ได้ ซึ่งเมื่อทำอย่างถูกวิธีจะทำให้ หนี้กลายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง เพราะรายได้หรือมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากสินทรัพย์เหล่านั้นมากเกินพอจะชำระหนี้ที่กู้ยืมมา และหลังจากชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว ทรัพย์สินเหล่านั้นก็ยังอยู่ในมือคนรวยต่อไปแถมยังมีกระแสเงินสดที่ไหลเข้ากระเป๋าของเหล่าบรรดาคนรวยอย่างต่อเนื่อง

ตรงกันข้ามกับ “คนทั่วไปกลับถูกสอนให้กลัวการเป็นหนี้” และพยายามหลีกเลี่ยงหนี้ทุกชนิด ซึ่ง Robert Kiyosaki มองว่าคำสอนกระแสหลักที่บอกว่า “จงอย่าสร้างหนี้ แต่เก็บเงินสดเอาไว้นั้นดีที่สุด” เป็นคำสอนที่ผิดบริบทไปแล้วในยุคที่เงินสดถูกผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างไม่มีจำกัดเฉกเช่นทุกวันนี้

โดยเขาเปรียบเปรยว่าคำแนะนำที่บอกว่าให้ทุกคนปลอดหนี้นั้นฟังดูดี แต่ถ้าเราทุกคนทำตามจริง ๆ เศรษฐกิจจะหยุดชะงักทันทีเพราะเงินจะหายไปจากระบบ เพราะถ้าไม่มีหนี้ ก็ไม่มีการพิมพ์เงิน แต่อย่างไรก็ตามทาง Robert Kiyosaki เขาก็ไม่แนะนำให้คนทั่วไปกระโจนเข้าหาหนี้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่มีความรู้

โดยเขาได้แยก “หนี้” ออกเป็นสองประเภท ก็คือ หนี้ดี (Good Debt) กับ หนี้เลว (Bad Debt) โดยหนี้ดี คือหนี้ที่นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้ ได้มากกว่าค่าใช้จ่ายของหนี้นั้น เช่น กู้ยืมเงินมาซื้ออสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยเช่า ซึ่งค่าเช่าที่ได้รับสูงพอที่จะผ่อนธนาคารและเหลือเป็นกระแสเงินสดเข้ากระเป๋าได้ ซึ่งในกรณีนี้ ‘หนี้’ ถือว่าเป็นเครื่องมือทำเงิน

ส่วนหนี้เลวคือหนี้ที่ก่อให้เกิดรายจ่ายมากกว่ารายรับ เช่น การกดบัตรเครดิตมาจับจ่ายใช้ซื้อของฟุ่มเฟือยที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่ม ทำให้ในทุก ๆ เดือน จะต้องหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งการเป็นหนี้ในลักษณะนี้มีแต่จะดึงเงินออกจากกระเป๋าของเราและทำให้จนลง

โดย Robert Kiyosaki เน้นว่าการเข้าใจความแตกต่างระหว่างหนี้ดีกับหนี้เลวนั้น เป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างคนรวยกับคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป เพราะคนรวยพวกเขาใช้หนี้ดีเป็น ‘เครื่องมือ’ ในการสร้างความมั่งคั่ง ในขณะที่คนทั่ว ๆ ไปวนเวียนอยู่กับหนี้เลวและดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ทำให้สถานการณ์การเงินของพวกเขาแย่ลง

และนอกเหนือจากเรื่องการใช้หนี้เป็นเครื่องมือแล้วนั้น ทาง Robert Kiyosaki ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบเงินตราที่สร้างจากหนี้นี้ยังมีอีกด้านหนึ่ง นั่นก็คือ “ภาษี” ซึ่งเงินที่รัฐบาลกู้มาที่ได้มาจากการพิมพ์เงินจากธนาคารกลางนั้น ในท้ายที่สุดมันก็ต้องการที่มาที่ไปและต้องถูกชำระคืน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ซึ่งวิธีหลักที่รัฐบาลใช้ก็คือการจัดเก็บภาษีจากประชาชนในอนาคตนั่นเอง

โดยเขาชี้ให้เห็นวงจรง่าย ๆ ว่า: เมื่อรัฐบาลออกพันธบัตร -> ธนาคารกลางทำการเข้าซื้อและพิมพ์เงินให้ -> เงินที่พิมพ์ขึ้นใหม่นั้นก็จะเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ -> จากนั้นธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ก็ทำการปล่อยกู้ให้กับคนรวย -> คนรวยนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สิน -> และเมื่อถึงกำหนดที่ทางรัฐบาลจะต้องใช้หนี้พันธบัตรคืนธนาคารกลางพร้อมดอกเบี้ย -> ทางรัฐบาลก็จะหาเงินมาใช้คืนโดยการเรียกเก็บภาษีจากประชาชน

ซึ่งการอัดฉีดเงิน (หรือการพิมพ์เงินเพิ่ม) เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรอบใหม่นี้ อธิบายได้ง่าย ๆ เหมือนกับการที่รัฐบาลใช้บัตรเครดิตใหม่มาปิดหนี้บัตรเก่า พิมพ์เงินเพิ่มเพื่อเอาไปจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เดิม วนเวียนไปเช่นนี้ ซึ่งสุดท้ายภาระในการจ่ายภาษีก็จะตกอยู่กับประชาชนคนทำงานและชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่า “คนจนและคนชั้นกลางจ่ายภาษี ส่วนคนรวยได้ใช้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ”

โดย Robert Kiyosaki ย้ำว่าคนรวยในระดับบนสุดจำนวนมาก พวกเขาแทบไม่ได้เสียภาษีเลย หรือถ้าหากเสียก็น้อยมาก แถมยังทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย ซึ่งเหล่าบรรดาผู้นำและนักการเมืองที่ชอบพูดว่า “จะเก็บภาษีจากคนรวยมาอุดหนุนคนจน” นั้น แทบไม่มีทางทำได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะคนรวยมีเครื่องมือและช่องทางตามกฎหมายในการหลีกเลี่ยงภาษีอยู่แล้ว เพราะระบบกฎหมายภาษีในหลายประเทศเปิดช่องให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถลดหย่อนหรือเลี่ยงภาษีได้หากมีความเข้าใจในเรื่องของภาษีเป็นอย่างดี เพราะ รายได้แต่ละประเภทไม่ได้ถูกเก็บภาษีเท่ากัน

ประเภทของรายได้ 3 ประเภท ได้แก่

(1) รายได้ที่มาจากการทำงานแลกเงินเดือนหรือค่าจ้าง (Earned Income) ซึ่งเป็นรายได้ประเภทที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงที่สุด

(2) รายได้จากพอร์ตการลงทุน หรือกำไรส่วนต่างจากการซื้อขายสินทรัพย์ เช่น หุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ราคาขึ้นแล้วขายออก (Portfolio Income หรือ Capital Gain) รายได้ประเภทนี้เสียภาษีอัตรารองลงมา และ

(3) รายได้แบบพาสซีฟ (Passive Income) เช่น รายได้จากค่าเช่า รายได้จากดอกเบี้ย จากเงินปันผล หรือกำไรจากธุรกิจที่เราลงทุนแล้วให้คนอื่นบริหาร ซึ่งรายได้ Passive นี้สามารถวางแผนให้เสียภาษีน้อยที่สุดได้หรือแทบไม่เสียเลยในบางกรณี

โดย Robert Kiyosaki บอกว่าตัวของเขานั้นจะมุ่งแต่สร้างรายได้ประเภทที่สามเป็นหลัก นั่นคือการสร้าง กระแสเงินสด (cash flow) จากทรัพย์สินที่ทำงานแทนเรา เช่น อพาร์ตเมนต์ให้เช่า ธุรกิจที่มอบเงินปันผล เป็นต้น

เพราะรายได้เหล่านี้เมื่อวางแผนผ่านกฎหมายภาษีอย่างถูกต้อง “แทบจะไม่ต้องเสียภาษีเลย” ซึ่งต่างจากรายได้ที่มาจากเงินเดือนหรือการขายเก็งกำไรในระยะสั้นจากการซื้อขายสินทรัพย์ ที่รายได้ประเภทนี้ ทางรัฐฯ จะทำการเก็บภาษีแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

โดยเขายกตัวอย่างว่าตัวของเขาเองนั้นไม่เคยทำธุรกิจแบบ “ซื้อมา-ขายไปกินกำไรระยะสั้น” เลย ไม่ว่าจะเป็นการ House Flip (ซื้อบ้านมาปรับปรุงขายต่อ) หรือการเทรดหุ้นระยะสั้น เพราะกำไรเหล่านั้นจะถูกนับเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงทันที

ในขณะที่ Robert Kiyosaki นั้นเขาเลือกที่จะถือครองทรัพย์สินดี ๆ เอาไว้ระยะยาวเพื่อรับกระแสเงินสด และใช้กฎหมายภาษีเรื่องค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายธุรกิจนำมาหักลดหย่อนภาษีจนแทบจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลย ซึ่งวิธีการเหล่านี้ล้วนถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และคนรวยส่วนใหญ่ก็ทำแบบนี้กัน

ดังนั้น Robert Kiyosaki จึงสรุปว่า “ถ้าคุณอยากรวยแบบคนรวย คุณก็ต้องเรียนรู้วิธีเล่นเกมของ หนี้และภาษี แบบที่คนรวยเขาเล่นกัน” แทนที่จะตกหลุมพรางที่จะต้องทำงานอย่างหนักและออมเงินอย่างเดียวแล้วถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงที่สุด

โดยเขาเปรียบเปรยว่าถ้าคนทั่วไปยังเชื่อแค่ว่าการขยันทำงานเพื่อให้ได้เงินเดือนที่สูง ๆ แล้วออมเงินไปเรื่อย ๆ จะทำให้รวยได้นั้น มันก็คงเหมือนกับการพยายามวิ่งแข่งกับคนที่ขับรถสปอร์ต ซึ่งมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตามได้ทัน

ตัวอย่างเหตุการณ์จริงในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา: ผลลัพธ์ของ “เงินที่สร้างจากหนี้”

วิกฤตดอตคอม (ปี 2000–2002) — หุ้นเทคพุ่งเกินจริงแล้วฟองสบู่ก็แตก

นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่มีรายได้หรือกำไรจริง ๆ ทำให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นเร็วเกินพื้นฐานธุรกิจที่ควรจะเป็น และพอบริษัททำผลงานไม่เป็นไปตามคาด ก็ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงแรง บริษัทเทคจำนวนมากล้มละลาย และตลาดโดยรวมชะงัก ทำให้ทางธนาคารกลางลดดอกเบี้ยและพิมพ์เงินอัดฉีดสภาพคล่อง เพื่อพยุงเศรษฐกิจ และเงินก็ไหลเพื่อเตรียมไปสร้างฟองสบู่ลูกถัดไป

วิกฤตซับไพรม์ (ปี 2007–2009) — ฟองสบู่อสังหาฯ แตกเพราะหนี้บ้านเสี่ยงสูง

ในช่วงปี 2007–2009 โลกต้องเผชิญกับวิกฤตซับไพรม์ ซึ่งเป็นจุดแตกของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยวิกฤตนี้เริ่มต้นจากการที่ธนาคารและสถาบันการเงินได้ทำการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือที่เรียกว่า “ซับไพรม์” โดยเสนอเงื่อนไขดอกเบี้ยต่ำเพื่อดึงดูดลูกค้า ที่แม้หลายคนจะไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้จริงก็ตามที

และเมื่อราคาบ้านหยุดขึ้นและราคาเริ่มตกลง ผู้กู้เหล่านี้ก็เริ่มผิดนัดชำระเป็นจำนวนมาก ตราสารทางการเงินที่ธนาคารนำหนี้บ้านเหล่านี้มารวมกัน เช่น MBS และ CDO ซึ่งเป็นเหมือนการนำหนี้จำนวนมากมามัดรวมขายต่อให้กับนักลงทุน กลายเป็นสินทรัพย์พิษ เพราะเมื่อคนจำนวนมากไม่สามารถผ่อนบ้านได้ตามสัญญา มูลค่าของตราสารเหล่านี้ก็ร่วงลงทันที ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งล้มละลายภายในเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก ตลาดหุ้นร่วงอย่างหนัก และความเชื่อมั่นในระบบการเงินแทบพังทลาย

รัฐบาลสหรัฐฯ และธนาคารกลางจึงต้องรีบอัดฉีดเงินขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจทรุดลงสู่ภาวะ Great Depression ซ้ำรอยกับในอดีต  โดยมีมาตรการสำคัญคือการพิมพ์เงินเพิ่มด้วยจำนวนมหาศาลและทำการลดดอกเบี้ยลงใกล้ศูนย์ เพื่อพยุงสถาบันการเงินและรักษาสภาพคล่องในตลาด

แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยประคองระบบไว้ได้ในระยะสั้น แต่ก็สร้างผลข้างเคียงในระยะยาว เพราะเงินใหม่หรือหนี้จำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบมันจะกลายเป็นเชื้อเพลิงให้ฟองสบู่ใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งในตลาดสินทรัพย์อื่น ๆ ในอนาคต

หลังปี 2008 เป็นต้นมา — เงินถูกพิมพ์เพิ่มจนราคาสินทรัพย์พุ่ง

หลังปี 2008 เป็นต้นมา โลกได้เข้าสู่ยุคของ “เงินราคาถูก” หรือช่วงเวลาที่ธนาคารกลางใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมากและพิมพ์เงินเพิ่มผ่านมาตรการที่เรียกว่า การทำ QE เงินกู้จึงมีต้นทุนต่ำ ทำให้ธุรกิจและนักลงทุนสามารถกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อนำไปลงทุนได้ง่ายขึ้น

ผลที่ตามมาก็คือ สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจล้นทะลัก เงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และตราสารทางการเงินอื่น ๆ จนราคาทรัพย์สินเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่ถือครองทรัพย์สินอยู่เดิมจึงดูเหมือน “รวยขึ้นบนกระดาษ” เพราะมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่คนที่ยังไม่มีทรัพย์สินกลับถูกกันออกจากตลาด เพราะของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น บ้าน ที่ดิน หุ้น ต่างมีราคาสูงเกินเอื้อม

ซึ่งในภาพรวม นโยบายเงินราคาถูกนี้แม้ว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ในระยะสั้น ทำให้ระบบไม่ล่มในทันที แต่ในระยะยาวกลับสะสมความเปราะบางเอาไว้เป็นอย่างมาก เพราะมูลค่าของทรัพย์สินและการเติบโตจำนวนมากนั้นไม่ได้เกิดจากการเพิ่มผลผลิตจริงของเศรษฐกิจ แต่เป็นผลมาจาก “เงินที่สร้างจากหนี้” หรือมาจากการพิมพ์เงิน ซึ่งพร้อมจะพังลงได้ทุกเมื่อหากกระแสเงินหยุดไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ผลที่ตามมาหลังปี 2008 ก็คือ ปริมาณหนี้และเงินในระบบนั้นสูงเป็นประวัติการณ์ เศรษฐกิจโลกหลังปี 2008 จนถึงปัจจุบัน จึงเปรียบเสมือนฟองสบู่ขนาดมโหฬารที่ใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง Robert Kiyosaki ใช้คำว่า “ทุกวันนี้ทั้งโลกกำลังลอยอยู่บนหนี้” ธนาคารกลางหลายประเทศใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำและมาตรการการพิมพ์เงินเพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มันจึงยิ่งทำให้ราคาสินทรัพย์พุ่งสูงขึ้น คนที่มีสินทรัพย์ อย่างเช่น หุ้นหรืออสังหาฯ ก็ยิ่งรวยขึ้นในกระดาษ ส่วนคนที่ไม่มีสินทรัพย์ก็ถูกกีดกันออกจากตลาดเพราะราคาของทุกอย่างแพงเกินเอื้อม ยกตัวอย่างเช่น ราคาบ้านในหลายประเทศสูงจนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่สามารถซื้อบ้านหลังแรกได้ง่าย ๆ อีกต่อไป ซึ่งราคาสินทรัพย์ที่สูงลิบเหล่านี้ ทาง Robert Kiyosaki เขามองว่ามันเป็น  Fake Assets เป็น “ทรัพย์สินปลอม” ที่แม้ว่าจะมีมูลค่าสูงแต่กลับเปราะบางเหลือเกิน และสินทรัพย์เหล่านี้มันพร้อมที่จะดิ่งลงมาเมื่อไรก็ได้ถ้ากระแสเงินที่พยุงมันอยู่หยุดไหลเข้าสู่ระบบ

ในขณะเดียวกัน ณ ตอนนี้ หนี้ภาคประชาชนก็พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยเฉพาะ “หนี้เพื่อการศึกษา” ที่ตกอยู่กับคนรุ่นใหม่ โดย Robert Kiyosaki กล่าวถึงสถานการณ์ในสหรัฐฯ ว่า นักศึกษาที่จบใหม่กำลังแบกหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษารวมกันถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 51 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเม็ดเงินที่สูญเสียไปในวิกฤตซับไพรม์เสียอีก ซึ่งเดิมทีเงินกู้นักศึกษานั้นปล่อยโดยธนาคารพาณิชย์ทั่วไป และมีการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้อย่างเข้มงวดพอสมควร แต่ในช่วงตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา รัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดี Barack Obama ได้เข้ามาเปลี่ยนระบบ โดยให้ กระทรวงการคลังเป็นผู้ปล่อยเงินกู้ให้นักศึกษารายใหม่โดยตรง แทนธนาคาร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การปล่อยกู้ง่ายขึ้นมาก มีเงินทุนไหลเข้าสู่ระบบการศึกษามหาวิทยาลัยอย่างมหาศาล แต่นั่นก็หมายถึงว่า ทางนักศึกษาจะต้องแบกรับภาระหนี้ที่สูงขึ้นตามไปด้วย และเมื่อเรียนจบออกมาเข้าสู่ตลาดแรงงาน พวกเขาก็พบว่าเงินเดือนระดับเริ่มต้นนั้นไม่เพียงพอที่จะใช้หนี้เงินกู้ในระยะเวลาอันสมควร และหลายคนไม่สามารถใช้คืนได้เลยด้วยซ้ำ ผลก็คือนักศึกษาจำนวนมากต้องติดกับดักหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มต้นชีวิตการทำงานแบบติดลบ มีหนี้ก่อนมีทรัพย์สิน ไปซะอย่างงั้น

โดยทาง Robert Kiyosaki ชี้ให้เห็นความน่ากลัวของ “หนี้นักศึกษา” ว่ามันเป็นหนี้ประเภทที่เลวร้ายมาก ๆ เพราะตามกฎหมายสหรัฐฯ หนี้เงินกู้นักศึกษานั้น ล้มละลายหนีไม่ได้ (หมายความว่าต่อให้บุคคลยื่นล้มละลาย หนี้เงินกู้นักศึกษาก็ยังต้องชำระอยู่ ไม่ถูกล้างไปเหมือนหนี้ชนิดอื่น ๆ) ซึ่งทางรัฐบาลสหรัฐฯ ถือว่าหนี้ก้อนนี้คือ “สินทรัพย์” ในงบดุลของรัฐ ในขณะที่มุมมองของคนเป็นหนี้กลับมองว่ามันคือภาระอันหนักอึ้ง ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะหลังจากที่รัฐไม่สามารถรีดประโยชน์จากคนรุ่นเก่าอย่างรุ่นเบบี้บูมเมอร์ได้มากไปกว่านี้ – กล่าวคือ คนรุ่นเก่ากำลังพากันทยอยเกษียณและจะดึงเงินออกจากระบบผ่านกองทุนบำนาญออกไป ทำให้รัฐบาลก็ต้องหาช่องทางใหม่ ๆ ในการสร้างหนี้เพิ่มเข้าสู่ระบบโดยการเล็งเป้ามาที่คนรุ่นใหม่แทน นั่นก็คือการผลักดันเงินกู้นักศึกษาให้มากขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่ว่าคนรุ่นไหนก็ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งหนี้แทบทั้งสิ้น

สิ่งที่ Robert Kiyosaki ถ่ายทอดออกมานี้จึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งของระบบการเงินสมัยใหม่ เงินที่เฟ้อพองขึ้นทุกวันจากการพิมพ์เงิน รัฐบาลที่เป็นหนี้ท่วมหัว ธนาคารที่แจกจ่ายเงินให้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ คนทั่วไปที่ถูกผลักให้ไปกู้หนี้ และราคาสินทรัพย์ที่พุ่งหลุดลอยสูงกว่าพื้นฐานความเป็นจริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบของ “เงินปลอม” เงินที่ไม่มีหลักประกันอยู่จริงและหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจแบบกู้เงินไปจ่ายหนี้เก่าไปวัน ๆ

ซึ่งทาง Robert Kiyosaki เขาเน้นย้ำว่า “ไม่มีทางเลยที่ระบบแบบนี้จะยั่งยืนตลอดไป” เพราะในอดีตที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่ประเทศใดทำการพิมพ์เงินกระดาษเกินขอบเขตความเชื่อมั่นของประชาชน เมื่อนั้นหายนะก็จะตามมาเสมอ

ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างในเหตุการณ์ที่ สาธารณรัฐไวมาร์ของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลเยอรมันในยุคนั้นเลือกใช้วิธีพิมพ์แบงก์กงเต็ก (เงินกระดาษไร้ค่า) ออกมาเรื่อย ๆ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผลคือเงินมาร์คเยอรมันกลายเป็นเศษกระดาษไร้มูลค่า เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงระดับ “hyperinflation” ผู้คนต้องใช้เงินเป็นฟ่อน ๆ เพียงเพื่อไปซื้อขนมปังแค่หนึ่งก้อน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่ความโกลาหลและการล่มสลายของระบบการเงินเยอรมัน จนเป็นช่องทางให้ ผู้นำเผด็จการอย่าง Adolf Hitler ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 1933

ในฝั่งสหรัฐอเมริกาเอง หลังเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ทางประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ก็ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำในปี 1933 และออกมาตรการสวัสดิการสังคมต่าง ๆ อย่างเช่น ประกันสังคม (Social Security) ซึ่งแม้จะดูดีแต่ก็เป็นการเพิ่มภาระในระยะยาวให้กับรัฐอย่างมหาศาล โดย Robert Kiyosaki เปรียบเปรยว่า ประวัติศาสตร์อาจไม่ได้ซ้ำรอยเดิมทุกประการ แต่ “มันคล้ายคลึงกันอย่างน่าขนลุก” และทุกครั้งที่เงินกระดาษถูกพิมพ์เกินขอบเขต สังคมก็มักจะเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่เจ็บปวดเสมอ

ณ จุดนี้ Robert Kiyosaki ทิ้งคำถามสำคัญเอาไว้ว่า “แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปกับระบบที่กำลังเดินเข้าสู่ทางตันเช่นนี้?” โดยเขาย้ำว่าตัวของเขาเองนั้นเลือกที่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเงินปลอมนี้ให้มากที่สุด กล่าวคือเขาพยายามไม่ฝากความหวังไว้กับเงินกระดาษหรือสินทรัพย์ทางการเงินที่ถูกปั่นให้ราคาสูงเกินจริง เขามองหาวิธีการลงทุนทางเลือกที่ไม่ขึ้นตรงกับการควบคุมของรัฐบาลหรือในตลาดหุ้นอย่างวอลล์สตรีท

และที่สำคัญคือเขาเตือนว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหนหรือพรรคการเมืองใดจะมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ส่วนตัวของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือนายกรัฐมนตรีประเทศใดก็ตาม “การฝากความหวังไว้กับรัฐบาลเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี”

Chapter 3 — Fake Teacher การศึกษาและกับดักทางการเงิน: เมื่อ “ครูปลอม” ครองระบบ

หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ระบบ Fake Money หรือเงินปลอมและหนี้ท่วมโลกดำเนินต่อมาได้อย่างยาวนาน ก็คือ ความไม่รู้ทางการเงินของผู้คนส่วนใหญ่ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากระบบการศึกษาของเราเอง โดย Robert Kiyosaki ใช้คำว่า “ Fake Teacher หรือ ครูปลอม” เพื่ออธิบายภาพรวมของระบบการศึกษาที่ล้มเหลวในการให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คน และยังรวมถึง “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่ให้คำแนะนำผิด ๆ ในโลกของการเงินอีกด้วย

Robert Kiyosaki เขาย้ำอีกครั้งว่าเขา ไม่ได้กล่าวโทษครูบาอาจารย์รายบุคคล เพราะครูส่วนใหญ่ก็ตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดตามความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่ เขากล่าวชื่นชมด้วยซ้ำว่า “90% ของครูทั้งหมดเป็นคนที่ดีมาก” ที่อยากเห็นลูกศิษย์ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ปัญหามันอยู่ที่ “ระบบ” ที่ครูก็เป็นเพียงฟันเฟืองชิ้นหนึ่งเท่านั้น เพราะครูส่วนใหญ่เองก็ไม่ได้รับการเรียนรู้เรื่องการเงินมาเช่นกัน ในมหาวิทยาลัยที่ผลิตครูออกมา ก็ไม่ได้สอนว่าการเงินส่วนบุคคลคืออะไร ดังนั้นครูในโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยมจึงสอนไม่ได้แม้แต่พื้นฐานการจัดการเงินเดือนหรือสอนเรื่องความแตกต่างของสินทรัพย์กับหนี้สิน จนในท้ายที่สุด โรงเรียนได้กลายเป็นสถานที่ที่เราไปเพื่อเรียนรู้วิชาชีพพื้นฐานและทักษะสังคม แต่ไม่เคยได้เตรียมพร้อมเรื่องของการเงินเลย

Robert Kiyosaki ขยายความหมายของ “ Fake Teacher” ในอีกมิติหนึ่ง ว่าคือคนที่ทำงานในภาคการเงินซึ่งผันตัวมาเป็น “ผู้ให้คำปรึกษา” กับประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะในรูปแบบนักวางแผนทางการเงิน (financial planner), นักวิเคราะห์การลงทุน, ผู้จัดการกองทุน รวมไปถึงสื่อการเงินต่าง ๆ ที่มักจะบอกให้คนทั่วไปทำตามสูตรสำเร็จที่คล้าย ๆ กัน เช่น “เก็บออมเงินให้ได้มาก ๆ”, “ซื้อประกันเพื่อคุ้มครองความเสี่ยง”, “ลงทุนในกองทุนรวมแบบกระจายความเสี่ยง”, หรือ “การซื้อบ้านคือการลงทุนที่ดีที่สุด” เป็นต้น ซึ่งเขาบอกว่าคำแนะนำพวกนี้ฟังดูดี แต่ในหลายครั้งมันเป็น ข้อมูลที่ผิดหรือเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน มันจึงกลายเป็น “ข้อมูลปลอม” (fake information) ทางการเงินที่แพร่หลายไปทั่ว

ตัวอย่างที่ Robert Kiyosaki มักชอบยกขึ้นมาบ่อย ๆ ก็คือความเชื่อที่ว่า “บ้านที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็นทรัพย์สินที่มีค่า” ซึ่งคนอเมริกันจำนวนมากใช้ยึดถือเป็นหลักของชีวิตเลยก็ว่าได้ โดยเขาก็ได้ท้าทายความเชื่อนี้และเขียนเอาไว้ในหนังสือ Rich Dad Poor Dad โดยบอกว่า “บ้านที่อยู่อาศัยของคุณไม่ใช่ทรัพย์สิน (Your house is not an asset)” ทำให้ผู้คนจำนวนมากตกใจและทำการโต้แย้งเขาในตอนแรก แต่ Robert Kiyosaki เขาก็อธิบายต่อว่า ทรัพย์สิน (Asset) ในความหมายทางการเงินที่แท้จริงก็คือ “สิ่งที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋าของคุณ” ส่วน หนี้สิน (Liability) คือ “สิ่งที่ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋าของคุณ” ถ้าพิจารณาตามนิยามนี้ บ้านที่อยู่อาศัยของเรานั้นในทุก ๆ เดือนจะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้าน ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าภาษีต่าง ๆ เราต้องจ่ายเงินออกไป บ้านหลังนี้มันคอยดึงเงินออกจากกระเป๋าเราตลอดเวลาโดยไม่ได้นำเงินใหม่เข้ามาเลย ดังนั้นบ้านที่เราอยู่เองจึงไม่ใช่ทรัพย์สิน เพราะมันไม่สร้างรายได้ให้เรา ในกรณีนี้บ้านที่เราอยู่อาศัยจึงเป็น “หนี้สิน” ตามนิยามของพ่อรวยสอนลูก

ดังนั้นให้ลองตั้งคำถามดูว่า “ทุก ๆ เดือนบ้านหลังนั้นทำให้คุณได้เงินเข้ามาหรือทำให้คุณต้องจ่ายเงินออกไป?” มันก็จะช่วยทำให้คุณเริ่มฉุกคิดและเปลี่ยนมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องของทรัพย์สินและหนี้สิน

ดังนั้น เราไม่ควรหลงยึดติดกับความเชื่อแบบเดิม ๆ โดยไม่ตั้งคำถามกับมัน เพราะบางครั้งมันอาจเป็น “คำลวง” ที่ทำให้เราตัดสินใจทางการเงินผิดพลาดได้

ระบบการศึกษาทางการเงินที่บิดเบี้ยว ยังสามารถเห็นได้จากวิธีที่รัฐบาลและสถาบันการเงินปฏิบัติกับประชาชนทั่วไป ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ในปี ค.ศ.1974 ที่สหรัฐฯ มีการปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญ โดยยกเลิกกองทุนบำนาญแบบดั้งเดิมที่นายจ้างการันตีเงินให้ตลอดชีวิต แล้วแทนที่ด้วยระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนบุคคลอย่าง 401(k) หรือบัญชีสะสมทรัพย์เพื่อเกษียณอย่าง IRA ที่พนักงานต้องนำเงินไปลงทุนเองในตลาด (ซึ่งระบบนี้คล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุน LTF/RMF ในประเทศไทย) ซึ่งทาง Robert Kiyosaki บอกว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เอื้อประโยชน์ต่อพวกที่อยู่ในตลาดหุ้นอย่าง Wall Street เป็นอย่างมาก เพราะทันทีที่เงินบำนาญของกลุ่มคนชนชั้นกลางถูกโยกเข้าตลาดหุ้น ผู้จัดการกองทุนและธนาคารก็มีเงินก้อนใหม่มหึมามาให้บริหาร ทำการเก็บค่าธรรมเนียม แถมยังใช้เป็นเชื้อไฟต่อยอดในตลาดการเงินได้อีกด้วย ในขณะที่คนหาเช้ากินค่ำทั่วไปกลับต้องแบกรับความเสี่ยงในการลงทุนเอง ทั้ง ๆ ที่พวกเขา “ไม่มีความรู้ทางการเงินเลย” เพราะเนื่องจากโรงเรียนไม่เคยสอน กลายเป็นว่าชะตากรรมหลังเกษียณของคนส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตลาดหุ้นที่ผันผวน ซึ่งถ้าตลาดพังก็หมายถึงเงินเกษียณของพวกเขาก็พังตามไปด้วย

Robert Kiyosaki เขาจึงมองว่านี่คือความผิดพลาดเชิงระบบครั้งใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันเราจะเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายแล้ว อย่างเช่น กองทุนบำนาญของรัฐหรือของเมืองหลายแห่งในอเมริกาประสบภาวะขาดทุนย่อยยับ ยกตัวอย่างจาก เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ที่กองทุนบำนาญพนักงานเทศบาลมีเงินไม่พอจ่ายในยามเกษียณกว่า 9 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งทำให้ในที่สุดหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นเหล่านี้ก็ต้องมาจัดเก็บภาษีประชาชนเพิ่มเติม หรือไม่ก็ร้องขอให้ทางธนาคารกลาง (Federal Reserve) เข้าอุ้มด้วยการพิมพ์เงินเข้ามาในระบบ ซึ่งสุดท้ายก็จะซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะเข้าไปอีกขั้น วนเวียนแบบนี้ไปแบบไม่รู้จบ

ปัญหากองทุนเกษียณของคนรุ่นเก่าที่ส่อเค้าวิกฤตนี้ทาง Robert Kiyosaki เรียกว่าเป็น “กับดักของทรัพย์สินปลอม” เพราะคนทำงานคิดว่าตนมีทรัพย์สิน เพราะมีเงินลงทุนในกองทุนเกษียณอยู่จริง แต่เมื่อถึงเวลาต้องใช้กลับพบว่ามูลค่ามันหายไปหรือมีไม่พอใช้ เนื่องจากถูกจัดการบริหารผิดพลาดหรือเพราะตลาดหุ้นล่ม นอกจากนั้นเขายังเตือนว่า “คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์จำนวนมากอาจไม่มีวันได้เกษียณจริง ๆ” เพราะเงินเก็บทั้งชีวิตจะหายวับไปกับตาเมื่อฟองสบู่แตก และหลายคนอาจต้องพึ่งพาลูกหลานหรือทางรัฐในการยังชีพต่อในช่วงบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ ซึ่งจะยิ่งสร้างภาระให้กับคนรุ่นหลังเพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนคนรุ่นใหม่ก็ได้ถูกวางยาเอาไว้แล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงานซะด้วยซ้ำ นั่นก็คือหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระบบที่ส่งเสริมให้เยาวชนกู้เงินเพื่อเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยโดยที่ โรงเรียนไม่ได้เตือนหรือสอนเลยว่าการเป็นหนี้จำนวนมากตั้งแต่อายุ 20 ต้น ๆ นั้นจะส่งผลอย่างไรต่อชีวิต ทำให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากจึงเชื่อว่าการศึกษาปริญญาคือการลงทุนที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะต้องกู้เงินเท่าไรก็ตาม ขอให้เรียนจบมาก็จะหางานดี ๆ ได้และใช้หนี้หมด แต่ความจริงในยุคนี้ก็คือมีบัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่ตกงาน หรือได้งานที่ค่าตอบแทนน้อยเกินกว่าที่จะผ่อนหนี้ที่กู้ยืมมาเรียนได้ไหว ทำให้ต้องผัดผ่อนกันยาวนานเป็นสิบปีกว่าหนี้จะหมด หรือบ้างก็ผิดนัดชำระจนเครดิตเสียตั้งแต่ยังหนุ่มสาว

Robert Kiyosaki ชี้ว่านี่คือ “หลุมพราง” ที่ซ่อนอยู่ในระบบ “ครูปลอม” อีกเช่นกัน เพราะถ้าหากในโรงเรียนมีการสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับการกู้ยืม เงินต้น-ดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนจากการลงทุนในตัวเองของปริญญาที่จะเรียน บางทีพวกเขาอาจตัดสินใจกู้เงินน้อยลงหรือเลือกเส้นทางชีวิตอื่นที่ไม่สร้างหนี้มหาศาลตั้งแต่ต้น แต่ระบบการศึกษาที่ถูกควบคุมโดยชนชั้นนำไม่เคยเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ให้ฟัง

ซึ่ง Robert Kiyosaki กล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายรู้ความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ระบบการเรียนการสอนที่กำลังทำกับลูกหลาน พวกเขาคงกดดันให้โรงเรียนรับผิดชอบและเปลี่ยนหลักสูตรให้สอนเกี่ยวกับเรื่องการเงินไปนานแล้ว” แต่เพราะผู้คนส่วนใหญ่เองก็ไม่เข้าใจเรื่องการเงินเช่นกัน เพราะเนื่องจากก็ผ่านระบบการเรียนการสอนเดียวกันมา ทำให้วงจรนี้เลยดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ โรงเรียนก็ยังคงไม่สอนเรื่องการเงิน ส่วนผู้ปกครองก็ไม่รู้จะสอนลูกยังไง ทำให้เยาวชนเข้าสู่โลกการเงินที่เต็มไปด้วยกับดัก โดยไม่มีภูมิคุ้มกันทางปัญญามากพอ

นอกจากนั้นทาง Robert Kiyosaki เขายังได้หันมาพูดถึง กลุ่มคนที่ชอบเสนอแนวคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบทางลัด ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในบางประเทศ โดยเฉพาะแนวคิดแบบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ โดยเขากล่าวว่าทุกวันนี้แม้แต่ในอเมริกาเองก็มีคนจำนวนไม่น้อย รวมถึงครูอาจารย์บางส่วน ที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่า “รัฐบาลควรดูแลทุกคนให้ทั่วถึง” เช่น เสนอให้อุดหนุนทุนการศึกษาและค่ารักษาพยาบาลฟรี ไม่ก็แจกเงินช่วยเหลือประชาชนรายเดือนที่เรียกว่า UBI คือ รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลจ่ายเงินสดให้ประชาชนทุกคนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เพื่อให้มีรายได้ขั้นต่ำเพียงพอต่อการดำรงชีวิต หรือแม้กระทั่งนโยบาย “เก็บภาษีคนรวยมาจ่ายคนจน” ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันคือกับดักครั้งใหญ่และเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ “Fake Teacher” ในเชิงนโยบาย ที่จะพาประเทศไปสู่หายนะทางการเงินได้

โดยเขาได้อธิบายเปรียบเทียบระหว่างสองระบบ

ระบบแรก – ระบบปัจจุบัน หมายถึงแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่รัฐบาลและธนาคารกลางใช้วิธีพิมพ์เงินออกมา แล้วส่งต่อเข้าสู่ระบบผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาในช่วงวิกฤต โดยRobert Kiyosaki เขาเรียกระบบนี้แบบประชดว่า “neo‑Keynesian” หรือ “bubble‑nomics” ซึ่งแนวคิด Keynesian ดั้งเดิมนั้นมาจากนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ John Maynard Keynes ซึ่งเสนอว่าในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลควรเพิ่มการใช้จ่าย เช่น ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือพิมพ์เงินเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน เพื่อให้ระบบหมุนกลับมา แต่ในโลกยุคใหม่ แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้เกินขอบเขต จนกลายเป็นการพิมพ์เงินต่อเนื่องเพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ล่ม ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือแนวคิดที่เชื่อว่าเมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา รัฐบาลสามารถแก้ได้ด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มและอัดฉีดเข้าสู่ตลาด 

ระบบที่สอง – ระบบที่พวกสังคมนิยมเสนอ (หรือที่เรียกว่า Modern Monetary Theory – MMT) ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อว่ารัฐบาลสามารถพิมพ์เงินออกมาได้อย่างไม่จำกัด แล้วนำเงินนั้นไปแจกหรือใช้จ่ายโดยตรงให้กับประชาชน เช่น แจกเงินช่วยเหลือรายเดือน หรืออุดหนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐานต่าง ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดหนี้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น ฟังดูเหมือนจะดีเพราะทำให้คนมีเงินใช้ทันที แต่ในความเป็นจริง ถ้ามีการพิมพ์เงินออกมามากเกินไปโดยไม่มีสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นตาม จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ ราคาของทุกอย่างจะพุ่งสูงขึ้น เงินที่แจกให้ก็จะค่อย ๆ เสื่อมค่าจนใช้ซื้อของได้น้อยลง

แต่ไม่ว่าจะเป็นระบบแบบไหน ทั้งสองระบบต่างก็มีปัญหาทั้งคู่ ถ้าระบบปัจจุบันหากฝืนต่อไปก็จะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ได้เมื่อฟองสบู่หนี้แตก ส่วนระบบที่สอง MMT ที่แจกเงินประชาชนตรง ๆ นั้นประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่าจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) และการล่มสลายของค่าเงินอย่างรวดเร็ว

โดย Robert Kiyosaki เขาได้ยกตัวอย่างว่าในเยอรมนียุคหลังสงครามโลกที่แจกเงินพิมพ์ใหม่ให้ประชาชนทุกคน ก็จบลงที่ธนบัตรกลายเป็นกระดาษไร้ค่าและเศรษฐกิจพัง รวมถึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบสุดขั้ว

ในขณะที่ระบบทุนนิยมดั้งเดิมก็เคยพาอเมริกาเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ทำให้ต้องปรับตัวมาเป็นรัฐสวัสดิการมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ล้วนไม่ใช่คำตอบที่ดีเอาซะเลย และถ้าจะมีอะไรที่ผู้คนเรียนรู้จากอดีตได้ อย่างน้อยก็ต้องรู้ทันว่าแนวคิด รัฐบาลพิมพ์เงินมาแจกฟรีนั้นสุดท้ายมันมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ และถ้ามีใครคิดจะนั่งรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือหวังให้นักการเมืองคนโปรดมาช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้ Robert Kiyosaki ก็พูดได้คำเดียวว่า “ผมจะสวดภาวนาให้คุณก็แล้วกัน” เพราะมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะมาช่วยคนตัวเล็ก ๆ ตาดำ ๆ ตาสีตาสา คนหาเช้ากินค่ำแบบเรา ๆ

ภาพของ “Fake Teacher หรือ ครูปลอม” ที่ Robert Kiyosaki กล่าวถึงจะครอบคลุมตั้งแต่ในห้องเรียน ไปจนถึงห้องส่งรายการข่าวเศรษฐกิจ และไปถึงห้องประชุมคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลเลยทีเดียว เพราะ ทุกระดับล้วนมีความไม่ซื่อตรงของข้อมูลและการชี้นำที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องของการเงิน

โดยเขาสรุปอย่างเจ็บแสบว่า

“ระบบการศึกษาที่ไม่สอนเรื่องเงิน + ผู้เชี่ยวชาญจอมปลอม + นโยบายประชานิยมหลอกลวง = สูตรสำเร็จของหายนะทางการเงิน”

ซึ่งเรากำลังเห็นเค้าลางอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวของทั้งคนและรัฐบาล, สินทรัพย์ราคาฟองสบู่ที่ราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น แถมผู้คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดคิดว่าการออมเงินสดนั้นคือที่ปลอดภัย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วนั้นเงินกำลังเสื่อมค่าลงทุกวัน

โดย Robert Kiyosaki เตือนว่า ระบบ “Fake Teacher” นี้จะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่ฟองสบู่แตก เพราะคนที่ได้ผลประโยชน์จากมันยังคงพยายามทำให้ทุกอย่างดู “เป็นปกติดี” เสมอ พวกเขาจะพูดว่า “ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างปลอดภัย ระบบมั่นคง” พวกเขาจะสนับสนุนให้คนยังเชื่อมั่นในเงินกระดาษ ในตลาดหุ้น ในรัฐบาล แล้วคอยบอกประชาชนว่าให้ “ทำงานไปเถอะ เดี๋ยวเกษียณก็มีเงินเลี้ยงตัวเอง”

แต่ให้เราลองถามตัวเองว่า มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ  หรือ?

เพราะเมื่อดูสถานการณ์ในตอนนี้ที่กองทุนบำนาญหลายแห่งส่อแววว่าจะจ่ายเงินไม่ไหว, รัฐบาลหลายรัฐในอเมริกาก็เข้าใกล้ภาวะล้มละลายจากภาระหนี้บำนาญ (เขายกตัวอย่างรัฐอย่าง เคนทักกี นิวเจอร์ซีย์ อิลลินอยส์ แคลิฟอร์เนีย และฮาวาย ซึ่งต่างประสบปัญหาหนี้บำนาญพนักงานรัฐสูงจนเกือบผิดนัดชำระ เช่น

  • ในรัฐอิลลินอยส์ ตัวเลขหนี้บำนาญรวมสูงกว่า 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่างบประมาณทั้งปีของรัฐเสียอีก
  • ส่วนรัฐเคนทักกีและนิวเจอร์ซีย์ก็มีเงินในกองทุนไม่ถึงครึ่งของที่ต้องใช้จ่ายให้กับผู้เกษียณอายุ ส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นเหล่านี้ต้องตัดงบสาธารณูปโภค ลดการจ้างงาน หรือเก็บภาษีเพิ่มเพื่ออุดช่องว่างของงบประมาณ
  • ในแคลิฟอร์เนียและฮาวาย ภาระเงินบำนาญที่สะสมมาอย่างยาวนานยังคงเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะประชากรผู้สูงอายุขยายตัวรวดเร็วและผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนไม่ถึงเป้า ทำให้หลายเมืองต้องเลื่อนการจ่ายเงินเกษียณออกไปหรือพิจารณาขอความช่วยเหลือจากธนาคารกลาง สุดท้ายธนาคารกลางก็อาจจะต้องเข้ามาพิมพ์เงินเพื่ออุ้มรัฐบาลท้องถิ่นเหล่านี้อีกทอดหนึ่ง ปัญหาจึงถูกแก้ด้วยวิธีซ้ำ ๆ เดิม ๆ คืออัดฉีดเงินปลอมเข้ามาเพิ่ม นั่นจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำวงจรฟองสบู่ให้หมุนเร็วขึ้นไปอีก

ในขณะเดียวกัน คนรุ่นเก่าที่จะเกษียณก็กำลังจะพบว่าเงินเกษียณของตนเองไม่มีอยู่จริงหรือมีไม่พอใช้ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็พบว่าเรียนจบมาก็มีแต่หนี้และไม่มีทรัพย์สินอะไรเป็นของตัวเองเลย ความฝันแบบชนชั้นกลาง ที่มีบ้าน มีรถ เก็บเงินส่งลูกเรียนได้นั้น กำลังจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที

โดย Robert Kiyosaki กล่าวว่า “ไม่มีครั้งใดในประวัติศาสตร์โลกที่สถานการณ์จะสุ่มเสี่ยงเท่าครั้งนี้” เพราะไม่เคยมียุคใดที่ทั้งโลกใช้ระบบเงินลวงขนาดใหญ่เช่นนี้พร้อมกัน โดยเขาเรียกร้องให้ ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม รีบตื่นตัวและรีบศึกษาเรียนรู้ในเรื่องของการเงินอย่างจริงจังซะที เพื่อปกป้องตนเองและครอบครัวจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากฟองสบู่ขนาดมหึมาที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาทุกขณะ

Chapter 4 — Fake Assets | ความรวยลวงตาก่อนฟองสบู่แตก

หลังจากอธิบายภาพรวมของ Fake Money และ Fake Teacher ไปแล้วทาง Robert Kiyosaki ก็ได้หันมาโฟกัสที่องค์ประกอบสุดท้ายของปัญหา นั่นก็คือ “ทรัพย์สินปลอม” (Fake Assets) ซึ่งเขาหมายถึง สินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ ที่คนทั่วไปเข้าใจว่ามีค่าและถือครองเอาไว้เพื่อความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็น หุ้น พันธบัตร กองทุนรวม ตราสารอนุพันธ์ ตลอดจนทรัพย์สินกระดาษอื่น ๆ ที่ถูกปั่นราคาขึ้นจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ

โดย Robert Kiyosaki ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกพุ่งสูงทำลายสถิติอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์หลายครั้ง อสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศราคาพุ่งเกินกว่าที่คนหนุ่มสาวจะซื้อหาได้ คนที่มีเงินออมอยู่ในกองทุนต่างก็รู้สึกดีที่มูลค่าพอร์ตการลงทุนของตนเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ แต่เขาเตือนว่าความมั่งคั่งที่เห็นบนกระดาษนี้ อาจเป็นเพียงภาพลวงตา ถ้ามันเกิดจากการ “พิมพ์เงินอัดเข้าไปในระบบ” และ “มีการเก็งกำไร” มากกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ซึ่ง Robert Kiyosaki เรียกสินทรัพย์เหล่านี้ว่า “Fake Assets หรือ ทรัพย์สินปลอม” เพราะมูลค่าของมันไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงหรือรายได้ที่แท้จริงเสมอไป หากแต่มาจากความคาดหวังของผู้คนล้วน ๆ และราคามันก็พร้อมที่จะยุบลงเมื่อความเชื่อมั่นเหล่านั้นได้หายไป

ตัวอย่างใกล้ตัวของ Fake Assets ที่ Robert Kiyosaki ยกมาพูดอย่างเช่น “กองทุนเพื่อการเกษียณ” ของคนทำงานทั้งหลาย ในรูปแบบ 401(k) หรือกองทุนรวมตลาดเงินต่าง ๆ

โดยเขาอธิบายว่าคนทำงานอเมริกันจำนวนมากส่งเงินเข้ากองทุน 401(k) ทุกเดือนเพื่อหวังว่าเงินก้อนนี้จะได้ใช้ตอนเกษียณ ซึ่งเงินเหล่านี้ถูกผู้จัดการกองทุน นำเงินไปลงทุนลงในหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ เต็มไปหมด และแน่นอนว่าช่วงหลายปีให้หลังนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมานี้ ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ อยู่ในขาขึ้นมาอย่างยาวนาน คนที่ลงทุนก็ยิ้มออกเพราะเห็นมูลค่าเงินเกษียณของตนโตวันโตคืน แต่ Robert Kiyosaki เตือนว่า ที่เห็นทั้งหมดนี้มันขึ้นด้วยฟองสบู่เศรษฐกิจที่ถูกอุ้มไว้โดยเงินปลอม และหากวันใดตลาดพลิกผันอย่างรุนแรง เงินเก็บทั้งชีวิตของคนเหล่านี้ก็อาจจะละลายและหายไปภายในพริบตา

ยิ่งไปกว่านั้น Robert Kiyosaki เขาชี้ว่า วัฏจักรฟองสบู่ที่กำลังดำเนินอยู่เข้าใกล้จุดวิกฤตทุกขณะ เพราะปัจจุบันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ “คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์” (คือผู้ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปี 1946-1964) ซึ่งมีจำนวนมหาศาล กำลังทยอยเกษียณและเริ่มถอนเงินออกจากกองทุนเกษียณของตัวเองพร้อม ๆ กัน ในขณะที่ “คนรุ่นมิลเลนเนียลและเจน Z” รุ่นถัดมาที่ควรจะเข้ามาเติมเงินในระบบกลับแบกภาระหนี้การศึกษาทำให้มีกำลังซื้อต่ำ นั่นหมายความว่า เงินใหม่ที่ไหลเข้าตลาดทุนเริ่มน้อยลง ในขณะที่เงินที่ต้องจ่ายออก (ให้ผู้เกษียณ) กลับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หากตลาดหุ้นหรือพันธบัตรเกิดสะดุด นักลงทุนสูงวัยจำนวนมากอาจตัดสินใจขายสินทรัพย์ถอนเงินหนีเพื่อรักษาเงินเกษียณของตน และนั่นจะยิ่งเร่งให้ตลาดตกต่ำอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นวงจรขาลงหายนะมีแต่คนแห่เข้ามาถอนเพิ่ม

โดย Robert Kiyosaki ใช้คำว่า “จุดจบของฟองสบู่ใกล้เข้ามาทุกที” เขาไม่ลังเลที่จะบอกว่า “Endgame” ของสถานการณ์ตอนนี้จะออกได้เพียงสองหน้าเท่านั้น ถ้าไม่เกิด เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่มาก (Great Depression ระดับโลก) ก็เป็น เงินเฟ้อพุ่งกระฉูดจนค่าเงินล่มสลาย (Hyperinflation) โดยเขาบอกว่าไม่อยากให้เกิดขึ้นทั้งสองแบบ แต่สัญญาณเศรษฐกิจที่มีอยู่ในตอนนี้ มันทำให้เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์ทั้งคู่

ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหนัก (Great Depression) ตลาดหุ้นจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว คนตกงานเป็นจำนวนมาก ธุรกิจเจ๊งระนาว คำว่า กระแสเงินสดขาดสภาพคล่อง ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์การเงินร่วงระนาว และคนที่พึ่งพาเงินเกษียณจากตลาดจะลำบากอย่างแสนสาหัส

ส่วนอีกสถานการณ์คือการที่รัฐบาลเลือกที่จะอัดเงินเข้าสู่ระบบหนักกว่าเดิมหลายเท่าเพื่อป้องกันเศรษฐกิจทรุด ซึ่งจะนำไปสู่เงินเฟ้อระดับสูงลิบ เงินสดในมือคนจะด้อยค่าลงอย่างรวดเร็ว ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงจนคนทั่วไปซื้อไม่ไหว เกิดความวุ่นวายในสังคมได้

ซึ่ง ณ เวลานี้ ไม่มีใครสามารถทำนายได้อย่างแม่นยำว่าโลกจะไปในทิศทางไหน เพราะมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายและปัจจัยอีกมากมาย แต่ Robert Kiyosaki เขาก็มั่นใจว่า ด้วยจำนวนหนี้สินและฟองสบู่สินทรัพย์ที่สะสมมาอย่างยาวนานนับสิบปี โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่เจ็บปวด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

คำถามก็คือ แล้วคนธรรมดาอย่างเราจะทำอะไรได้ในเมื่อเห็นวิกฤตก่อตัวชัดขนาดนี้?
ซึ่งทาง Robert Kiyosaki ก็ได้เสนอแนะแนวทางในการ “ตั้งรับและพลิกวิกฤตเป็นโอกาส” โดยเขาบอกว่าทุกวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงมักมาพร้อมกับโอกาสครั้งใหญ่สำหรับผู้ที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะ “เวลาฟองสบู่แตก คนรวยจะรวยขึ้นยิ่งกว่าเดิม” เพราะคนรวยที่ศึกษาวิกฤตและเก็บเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัยรอเอาไว้ จะสามารถเข้าซื้อของดีในราคาถูกตอนที่คนแตกตื่นเทขายกัน ในขณะที่คนชั้นกลางและคนจนซึ่งไม่ทันตั้งตัวกลับจะยิ่งสูญเสียหนักและจนลงไปอีก

โดย Robert Kiyosaki เขาได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาหลังวิกฤตซับไพรม์ที่เกิดขึ้นในปี 2008 และลากยาวมาถึงปี 2010 ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ซบเซาถึงขีดสุด ราคาบ้านและอพาร์ตเมนต์ตกต่ำกว่าเดิมมาก Robert Kiyosaki เขาจึงตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการกู้เงินจากธนาคารถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเกือบ ๆ หมื่นล้านบาท) เพื่อกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์คุณภาพดีในทำเลเด่น ๆ ที่ราคาถูกลงเป็นอย่างมากในช่วงนั้น

โดยเขาเล่าว่า “ช่วงเวลาที่คนอื่นตื่นตระหนกอยากขายเพื่อเอาตัวรอดด้วยการถือเงินสด นั่นแหละคือช่วงที่สามารถต่อรองราคาดี ๆ ได้ง่ายที่สุด” และเขาก็อาศัยโอกาสนั้นซื้อทรัพย์สินเป็นจำนวนมากเข้าพอร์ต ผลก็คือ หลังจากผ่านไปราวทศวรรษมูลค่าทรัพย์สินเหล่านั้นและค่าเช่าที่เก็บได้ก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ปี 2020-2022 ที่ผ่านมานับเป็นช่วงที่ Robert Kiyosaki เขาทำกำไรได้มากที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งของเขาเลยก็ว่าได้

จากตัวอย่างนี้ทาง Robert Kiyosaki เขาต้องการชี้ให้เห็นว่า “ข้อดีของฟองสบู่แตก” คือมันจะมี ของดีราคาถูก (On Sale) เกิดขึ้นเต็มไปหมดนั่นเอง โดยเขาบอกว่าการเตรียมความพร้อมก่อนฟองสบู่แตกคือสิ่งสำคัญที่สุด ใครก็ตามที่เข้าใจธรรมชาติของวัฏจักรเศรษฐกิจ และเก็บเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มั่นคงรอไว้ ก็สามารถใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสแก่ตนเองได้

ซึ่งสำหรับสถานการณ์ตอนนี้ทาง Robert Kiyosaki ได้เผยกลยุทธ์การลงทุนของเขาว่า เขาถือสินทรัพย์ที่เป็นของจริง (Real Assets) เท่านั้น โดยเขาจะหลีกเลี่ยงการลงทุนใน “สินทรัพย์กระดาษ” อย่างเช่นพวก หุ้น กองทุน พันธบัตร หรืออนุพันธ์ทางการเงินต่าง ๆ เพราะเขามองว่ามันคือสัญญาที่จับต้องไม่ได้และขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่พร้อมจะสั่นคลอนได้ทุกเมื่อ โดยเขาจะลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่าจริงและในสิ่งที่สามารถสร้างกระแสเงินสดในตัวมันเองได้ ไม่ว่าจะเป็น อสังหาริมทรัพย์เหมืองทองคำ เหมืองแร่เงิน รวมถึงโลหะมีค่าอย่างทองคำและเงินแท่ง โดยเขาย้ำว่าเขาเชื่อถือของเหล่านี้ก็เพราะมันไม่สามารถถูก “พิมพ์เพิ่ม” โดยรัฐบาลได้ แถมยังเป็นเงินที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกอย่างแท้จริง และที่สำคัญคือ รัฐบาลไม่สามารถติดตามหรือยึดทรัพย์สินเหล่านี้จากเขาได้โดยง่าย ต่างจากเงินในบัญชีหรือหลักทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกควบคุมตรวจสอบได้หมด และสามารถโดนอายัดได้ในทันทีทันใด

และเขายังได้ยกตัวอย่างถึง “แร่เงิน (Silver)” ซึ่งเป็นโลหะมีค่าอีกชนิดที่มักถูกมองข้าม เพราะเมื่อเทียบกับทองคำ ราคาของแร่เงินมีความผันผวนและถูกกดให้ต่ำกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็นมาเนิ่นนานจากกลไกของตลาดโลก

Robert Kiyosaki เขาบอกว่า “ถ้าตอนนี้ผมมีเงินอยู่ 100 ดอลลาร์ฯ ผมจะไม่เอาไปซื้อหุ้นหรือพันธบัตรเลย แต่ผมจะซื้อเหรียญเงินเก็บเอาไว้” เพราะเขามองเห็นโอกาสที่ราคาแร่เงินจะพุ่งขึ้นมากในอนาคต โดยจากข้อมูลในปี 2025 นี้ ราคาแร่เงินเพียงปีเดียวก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% เข้าไปแล้ว แสดงว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มตื่นตัวและเข้าซื้อแร่เงินกันมากขึ้น โดย Robert Kiyosaki เขาทำนายว่า “ถ้าเอาเงินกระดาษจำนวน 100 ดอลลาร์ฯ ไปใส่ไว้ในเหรียญเงินวันนี้ ในอนาคตอาจมีมูลค่า 500 ดอลลาร์ฯ ได้ในเวลาไม่นาน” เนื่องด้วยปัจจัยสนับสนุนหลายอย่าง เช่น ความต้องการใช้แร่เงินในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ต้นทุนการทำเหมืองที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์หรือความต้องการจากนักลงทุนที่ต้องการของจริงมาป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนเพิ่มมากขึ้น

โดย Robert Kiyosaki เขายอมรับว่าแนวทางการลงทุนของเขามักถูกมองว่า สวนกระแส และหลายต่อหลายครั้งก็โดนวิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก แต่เขาก็ย้ำอยู่เสมอว่าทุกสิ่งที่เขาทำมันมีหลักการรองรับ และประวัติศาสตร์ก็มักจะพิสูจน์คำเตือนของเขาในภายหลัง โดยเขาบอกว่าคนทั่วไปอาจยังไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อเขาทั้งหมด แต่คุณควรเริ่มหาข้อมูลและทำความเข้าใจด้วยตัวเองอย่างจริงจัง “อย่าเพิ่งเชื่อผม จงไปค้นคว้าเพิ่มเติมต่อเอาเอง” เพราะการตัดสินใจทางการเงินใด ๆ ควรออกมาจากความเข้าใจแท้จริงของเราเอง ไม่ใช่จากการเชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

Chapter 5 — วิธีเอาตัวรอดในวิกฤตเศรษฐกิจ

ในบทสรุปนี้ได้รวบรวมข้อคิดจาก Robert Kiyosaki เพื่อให้ “ไม่ตกเป็นเหยื่อ” ของระบบ Fake Money, Fake Teacher และ Fake Assets ตามที่เขาได้กล่าวมาเพื่อที่จะนำไปใช้ให้ได้ประโยชน์ในวันที่โลกการเงินพลิกผัน นี่ไม่ใช่คำพยากรณ์วันหายนะเศรษฐกิจโลก แต่มันคือการเตือนเพื่อเตรียมพร้อมที่จะสร้างโอกาสจากวิกฤตที่กำลังจะมาถึง

  1. ปรับมุมมองและเพิ่มพูนความรู้ทางการเงินของตนเอง – Robert Kiyosaki บอกว่าขั้นตอนแรกสุดคือเราต้องเปิดใจยอมรับก่อนว่า สิ่งที่เราเรียนรู้มาแต่เดิมเกี่ยวกับเรื่องของการเงินส่วนบุคคลอาจใช้ไม่ได้ผลในโลกยุคใหม่นี้ เราต้องกล้ายอมรับว่าอาจมี “ความจริงอีกด้าน” ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนหรือถูกสอนกันมาแบบผิด ๆ โดยเขาแนะนำให้ศึกษาเพิ่มเติมต่อด้วยตัวเอง เช่น อ่านหนังสือที่ชื่อ Fake: Fake Money, Fake Teachers, Fake Assets ของเขา หรือหนังสือการเงินอื่น ๆ ที่ให้มุมมองนอกกรอบตำราเรียนทั่ว ๆ ไป ซึ่งจุดสำคัญก็คือ เราต้องเรียนรู้แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของ “เงิน หนี้ ภาษี และสินทรัพย์” อย่างถ่องแท้ ถ้าหากมีคำใดที่เราอ่านแล้วไม่เข้าใจ เช่น เงินเฟ้อ, มูลค่าที่แท้จริง, พันธบัตร, มาตรฐานทองคำ หรือ passive income ก็จงขวนขวายหาคำตอบ อย่าปล่อยผ่าน โดยเขาเน้นย้ำว่าความรู้เหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุด เพราะยิ่งเราเข้าใจระบบการเงินมากเท่าไร เราก็จะยิ่งตัดสินใจได้ดีเมื่อต้องเลือกเส้นทางการเงินของตัวเอง
  2. อย่ายึดติดกับเงินสดและสินทรัพย์กระดาษ – เงินสดที่รัฐบาลพิมพ์ได้ไม่มีจำกัดนั้นกำลังเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลที่เราควรถือเงินสดน้อยลง หรืออย่างน้อยต้องไม่เชื่อว่า “การออมเงินสดในระยะยาวคือความปลอดภัย” อีกต่อไป เขากล่าวว่า “คนออมเงินคือผู้แพ้” (savers are losers) เพราะผู้ที่เก็บเงินเอาไว้เฉย ๆ จะสังเกตเห็นได้ว่ากำลังซื้อของเงินตนเองนั้นลดลงอยู่ตลอดเวลา โดยรัฐเป็นคนทำให้ค่าเงินลดลง ผ่านเงินเฟ้อที่เกิดจากการพิมพ์เงิน ดังนั้นเราควรเปลี่ยนเงินสดที่เรามีให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่แท้จริงโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งสินทรัพย์ที่แท้จริงในที่นี้หมายถึงสิ่งที่ จับต้องได้ มีคุณค่าในตัวมันเอง และมีศักยภาพในการสร้างรายได้หรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการปล่อยเช่า, ธุรกิจส่วนตัว, สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ แร่เงิน หรือสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภทที่มีจำนวนจำกัดอย่าง Bitcoin ที่เปรียบเสมือนเป็น “ทองคำดิจิทัล” ในยุคปัจจุบัน

โดยหลักการคือ ให้เงินทำงานแทนเรา แทนที่จะเก็บมันนิ่ง ๆ เอาไว้ในธนาคาร ให้มันช่วยสร้างกระแสเงินสดเพิ่ม ซึ่งหลายคนอาจยังไม่พร้อมที่จะไปซื้ออพาร์ตเมนต์เป็นหลัง ๆ เพื่อปล่อยเช่าอย่างเขา แต่คุณก็อาจจะเริ่มต้นในสเกลเล็ก ๆ ได้ เช่น ลงทุนในเครื่องมือที่ใช้ในการทำมาหากินที่ช่วยเพิ่มรายได้, เสริมทักษะที่เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง เพราะการศึกษาความรู้เฉพาะทางก็เป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง หรือสะสมทองคำและแร่เงินทีละน้อยเท่าที่จะทำได้ และสิ่งสำคัญก็คืออย่าปล่อยให้เงินมันอยู่เฉย ๆ แล้วคิดว่ามันปลอดภัยแล้ว

  1. เข้าใจความเสี่ยง และกระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด – โดย Robert Kiyosaki เขาไม่ได้บอกให้เราทุ่มสุดตัวกับการลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ตรงกันข้ามเขากลับเตือนว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง และถ้าคุณไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ความเสี่ยงนั้นจะสูงมาก” ดังนั้นก่อนจะลงทุนอะไร เราจะต้องศึกษาจนมั่นใจในระดับหนึ่งก่อน ไม่ใช่ทำตามในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี และ “อย่ากระจายความเสี่ยงไปในสิ่งที่คุณไม่รู้” เพราะถ้าหากคุณจะกระจาย ควรกระจายในสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน เช่น ทองคำ แร่เงิน อสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า bitcoin แต่ส่วนตัวเขาไม่ลงทุนในหุ้น พันธบัตร หรือแม้แต่ทองคำกระดาษ เพราะเขาชอบทองคำที่จับต้องได้

นอกจากนั้นเขายังเก็บ “หนี้ดี” เอาไว้ในโครงสร้างการเงินของเขาด้วย เพราะหนี้บางส่วนสามารถช่วยให้เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่สำหรับคนทั่ว ๆ ไป เขาแนะนำว่า ถ้าจะก่อหนี้ต้องทำให้แน่ใจว่าหนี้นั้นเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ใช่หนี้ที่สร้างรายจ่าย โดยให้หลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้บริโภคซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือยโดยเด็ดขาด

  1. เตรียมพร้อมรับวิกฤตเศรษฐกิจทุกรูปแบบ – เนื่องจาก Robert Kiyosaki เขามองว่าเหตุการณ์ข้างหน้าในอนาคตอาจจะเป็นไปได้ทั้งสองทางก็คือ ถ้าไม่เกิดเงินเฟ้อสูงก็อาจเกิดเศรษฐกิจหดตัวแบบสุดขีด ดังนั้น เราควรเตรียมรับมือวิกฤตทั้งสองรูปแบบ โดยเขาอธิบายว่าถ้าในภาวะเงินเฟ้อสูง สินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างทอง แร่เงิน อสังหาริมทรัพย์ มักจะรักษามูลค่าได้ดีกว่าเงินสด ดังนั้นควรถือมันเอาไว้บ้าง

ส่วนในภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ราคาสินทรัพย์ร่วงแรง ๆ คนที่มีเงินสดสำรองกลับได้เปรียบเพราะสามารถเข้าซื้อของดีในราคาถูกได้ นั่นหมายความว่า เราควรมีทั้งเงินสดสำรองไว้ในยามฉุกเฉิน และมีทรัพย์สินที่ปลอดภัยไว้เผื่อเงินเฟ้อ จึงต้องบริหารสมดุลให้ดีตามความเสี่ยงที่ตนเองรับได้

ส่วนสำหรับ Robert Kiyosaki เขาเลือกที่จะถือของจริงเป็นหลักและมีวงเงินสินเชื่อรองรับ ที่สามารถดึงออกมาใช้แทนเงินสดเมื่อมีโอกาส ตัวอย่างเช่น เขามีเครดิตจากธนาคารพร้อมใช้ถ้าอยากลงทุนเพิ่ม แทนที่จะเก็บเงินสดเอาไว้มาก ๆ แต่เขาก็ไม่แนะนำให้ทุกคนทำตาม ถ้าหากคน ๆ นั้น ยังไม่มีความเชี่ยวชาญพากอ โดยคนทั่ว ๆ ไปอาจกันเงินสดเอาไว้สัก 6-12 เดือน ของค่าใช้จ่ายเป็นเบาะกันกระแทก จากนั้นค่อย ๆ แปลงส่วนเกินเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะสม

  1. อย่าหวังพึ่งรัฐบาล หรือสวัสดิการใด ๆ จากนักการเมือง – Robert Kiyosaki เขาอยากให้ทุกคนมี “ความรับผิดชอบต่ออนาคตของตนเอง” อย่างเต็มที่ โดยเขาบอกตรง ๆ ว่า “ถ้าคุณหวังว่ารัฐบาลจะดูแลคุณในยามแก่ บำนาญจะพอเพียง หรือประกันสังคมจะมั่นคง ผมขอให้คุณคิดใหม่” ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่พยายามช่วย แต่ทรัพยากรที่มีคงไม่เพียงพอที่จะช่วยทุกคนในยามวิกฤตได้ โดยเฉพาะเมื่อมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนและจำนวนคนหนุ่มสาวที่จ่ายภาษีก็ลดน้อยลง คุณต้องคิดอยู่เสมอว่า “เงินของคุณ ความมั่งคั่งของคุณ คุณต้องดูแลด้วยตัวคุณเอง” ไม่ใช่ไปเป็นภาระต่อคนอื่นหรือเอาแต่พึ่งพาระบบสวัสดิการ คุณต้องมี ความกระตือรือร้น ที่จะลงมือทำและอยู่ในความไม่ประมาท เราจะไม่ผลัดวันประกันพรุ่งว่าเดี๋ยวค่อยคิดเรื่องเกษียณตอนอายุ 50 หรือไม่ก็ปล่อยให้คนอื่นบริหารเงินของเราแทนโดยไม่ติดตามผลเลย
  2. ฝึกฝนการมองหาโอกาสในวิกฤต – Robert Kiyosaki บอกว่านี่คือสิ่งที่ Rich Dad ของเขาสอนไว้ตั้งแต่แรกว่า เหล่าบรรดาคนรวยพวกเขามักถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “ฉันจะได้ประโยชน์อะไรจากสถานการณ์นี้ได้บ้าง?” ในขณะที่คนทั่วไปถามว่า “ฉันจะเอาตัวรอดอย่างไร?” ซึ่ง Robert Kiyosaki เขาอยากให้ทุกคนลองเปลี่ยนกรอบความคิดมาถามแบบคนรวยดู

เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ หุ้นตก บ้านถูกยึดขาย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะตื่นกลัว แต่เราควรพยายาม มองอย่างใจเย็น และถามว่าเราได้โอกาสอะไรไหมจากเหตุการณ์เหล่านี้ เช่น

  • ถ้าตลาดหุ้นล่ม มีหุ้นบริษัทดี ๆ ราคาถูกน่าซื้อหรือไม่?
  • ถ้าคนขายบ้านหนีตาย เรามีทุนพอจะซื้อถูก ๆ แล้วถือยาวไหม?
  • หรือแม้แต่ในระดับง่าย ๆ อย่าง ถ้าตกงานกระทันหัน เรามีทักษะอะไรที่ตลาดต้องการในช่วงเวลานั้นที่เราสามารถนำไปสร้างอาชีพใหม่ได้?

ซึ่งการคิดเช่นนี้ต้องมีเตรียมตัวล่วงหน้า ศึกษาสถานการณ์ไว้หลาย ๆ ด้าน เพราะเมื่อเวลาวิกฤตมาจริง ๆ เราจะได้ไม่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก

และในทุกวิกฤตย่อมมีผู้ชนะและผู้แพ้ มันขึ้นอยู่กับว่าใครเตรียมตัวและมองเห็นภาพได้ขาดกว่ากัน

และจงจำเอาไว้ว่า “ไม่มีใครแคร์เงินของคุณมากเท่ากับตัวของคุณเอง” เราทุกคนต้องเป็น “นักเรียนการเงิน” ไปตลอดชีวิต เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความมั่งคั่งใดอยู่ยั่งยืน เราจะต้องพยายามรักษาความมั่งคั่งและต่อยอดความรู้ทางด้านการเงินเสมอ

Resources