จดหมายฉบับสุดท้าย(แต่ไม่ท้ายสุด) จาก ปู่ Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 — ณ เมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา (BRK.A; BRK.B)
ในวันนี้ วอร์เรน เอดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) ได้ตัดสินใจแปลงหุ้นคลาส A จำนวน 1,800 หุ้นให้เป็นหุ้นคลาส B รวมทั้งสิ้น 2,700,000 หุ้น ก่อนจะส่งมอบหุ้นเหล่านี้ให้แก่มูลนิธิครอบครัวทั้งสี่แห่งของเขา
- 1,500,000 หุ้น แก่มูลนิธิ The Susan Thompson Buffett Foundation (มูลนิธินี้ตั้งชื่อตามและก่อตั้งโดย ซูซาน ทอมป์สัน บัฟเฟตต์ (Susan Thompson Buffett) อดีตภรรยาของวอร์เรน บัฟเฟตต์)
- 400,000 หุ้น แก่มูลนิธิ The Sherwood Foundation (มูลนิธินี้ก่อตั้งโดย ซูซี่ บัฟเฟตต์ (Susie Buffett) ลูกสาวของวอร์เรน บัฟเฟตต์)
- 400,000 หุ้น แก่ The Howard G. Buffett Foundation (มูลนิธินี้ก่อตั้งโดย ฮาวเวิร์ด จี. บัฟเฟตต์ (Howard G. Buffett) ลูกชายของวอร์เรน บัฟเฟตต์)
- 400,000 หุ้น แก่ NoVo Foundation (มูลนิธินี้ก่อตั้งโดย ปีเตอร์ บัฟเฟตต์ (Peter Buffett) ลูกชายคนเล็กของวอร์เรน บัฟเฟตต์ และ เจนนิเฟอร์ ภรรยาของเขาในปัจจุบัน)
การบริจาคเหล่านี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในวันนี้
จุดเริ่มต้นของการส่งต่อยุคสมัยของ Warren Buffett
Warren Buffett เปิดจดหมายด้วยสารสำคัญถึงผู้ถือหุ้นที่เขารักและผูกพันที่สุด
โดยบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า จากนี้ไปเขาจะยุติการเขียนรายงานประจำปีของ Berkshire Hathaway และจะไม่ขึ้นเวทีพูดยาวหลายชั่วโมงในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ถ้าให้พูดแบบสำนวนคนอังกฤษ ปู่บอกว่าเขากำลังจะ “อยู่เงียบ ๆ สักพัก” แต่ในสไตล์ขี้เล่นของปู่ เขาตามด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า “ก็ประมาณนั้นแหละครับ” เป็นอารมณ์ขันแบบสุภาพที่เหมือนจะบอกกลาย ๆ ว่า “ผมยังอยู่ตรงนี้นะครับ แค่ไม่พูดเยอะเท่าเดิมก็เท่านั้นเอง”
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปู่บัฟเฟตต์ไม่ได้หายไปไหน เขาเพียงค่อย ๆ ถอยออกจากบทบาทที่แบกไว้ทั้งชีวิต เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมารับช่วงต่อ และคน ๆ นั้นก็คือ เกร็ก อเบล (Greg Abel) ว่าที่ CEO คนใหม่ของ Berkshire ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการช่วงปลายปี 2025 นี้
ปู่เขียนชัดเจนว่าเขามีความเชื่อมั่นในตัวเกร็กสูงมาก เขามองว่าเกร็กคือผู้จัดการที่ยอดเยี่ยม ทำงานหนัก ไม่ย่อท้อ และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ปู่เขาบอกว่า “หาได้ยากในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน” ปู่จึงหวังว่าเกร็กจะมีเส้นทางการทำงานที่ยาวนาน และเป็นเสาหลักให้ Berkshire ได้ตามรอยประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
และแม้จะก้าวลงจากเวทีใหญ่ แต่ปู่ก็ยังบอกว่า เขายังคงอยากสื่อสารกับผู้ถือหุ้น รวมถึงลูก ๆ ของเขาผ่าน ‘จดหมายวัน Thanksgiving’ วันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นประเพณีที่เขาทำมานานแล้ว และตั้งใจว่าจะทำต่อไป
โดยปู่ยังย้ำด้วยว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อยของ Berkshire เป็นกลุ่มคนที่พิเศษ เพราะพวกเขามักแบ่งปันความมั่งคั่งเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยโอกาส ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ปู่เขารู้สึกผูกพันกับผู้ถือหุ้นเสมอมา
การได้ติดต่อกับผู้ถือหุ้นทำให้เขามีความสุขจริง ๆ และในปีนี้ ปู่เขาก็ขอใช้พื้นที่สักเล็กน้อยเพื่อย้อนเล่าเรื่องราวในอดีต ก่อนที่จะอธิบายแผนการจัดสรรหุ้นชุดใหญ่ที่เขาถือครองอยู่
โดยปู่บอกว่าเขามีแง่มุมทั้งในชีวิตส่วนตัวและในมุมธุรกิจ ที่อยากทิ้งไว้เป็นเหมือนของขวัญเล็ก ๆ ให้กับทุกคนที่ติดตามเขามาโดยตลอด
บทเริ่มต้นชีวิตและความทรงจำในวัยเด็ก
เมื่อวันขอบคุณพระเจ้าเวียนมาถึง ทุกครั้งปู่เขารู้สึกขอบคุณและประหลาดใจกับโชคชะตาของตนเองที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ในวัย 95 ปี เพราะเมื่อตอนที่ Warren Buffett ยังเด็กอยู่เขาเคยเกือบจะตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
ย้อนกลับไปในปี 1938 ตอนที่เขาอายุได้ประมาณ 8 ปี ณ โรงพยาบาลในเมืองโอมาฮาในยุคนั้นถูกแบ่งประเภทชาวเมืองออกเป็น ‘คาทอลิก’ กับ ‘โปรเตสแตนต์’ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสมัยนั้น
โดยคุณหมอ ฮาร์ลีย์ ฮอตซ์ (Harley Hotz) แพทย์ประจำครอบครัวของเรา เป็นชาวคาทอลิกที่เป็นมิตร เขาจะมาเยี่ยมไข้ที่บ้าน Buffett พร้อมกับกระเป๋าสีดำคู่ใจ
และคุณหมอฮอตซ์มักจะเรียกชื่อเล่นผมว่า “สคิปเปอร์” (Skipper) และไม่เคยคิดค่ารักษาแพงเลย
ซึ่ง Warren Buffett ได้มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และคุณหมอฮอตซ์ก็แวะมาที่บ้านเพื่อตรวจดูเล็กน้อย และคุณหมอเขาก็บอกว่า พรุ่งนี้เช้าก็จะโอเคแล้ว
แต่คุณหมอฮอตซ์ก็ยังค่อนข้างตะหงิดใจกับอาการแปลก ๆ ของ Buffett ทำให้ในคืนนั้นเอง คุณหมอก็ส่งตัวเขาไปยังโรงพยาบาลเซนต์แคทเธอรีน (St. Catherine’s Hospital) เพื่อผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบฉุกเฉิน
ในช่วงสามสัปดาห์ต่อมา Warren Buffett ก็ได้พักฟื้นอยู่ในสำนักของแม่ชี ที่ดูแลเขาเป็นอย่างดี
ระหว่างนั้นเอง คุณแมดเซน(Miss Madsen) คุณครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของ Warren Buffett ก็ได้บอกให้เพื่อนร่วมชั้นทั้ง 30 คนเขียนจดหมายมาหาเขา
ซึ่งเขาก็ได้โยนจดหมายจากพวกเด็กผู้ชายทิ้งไป ส่วนสำหรับจดหมายจากเด็กผู้หญิง เขากลับเอามาอ่านแล้วอ่านอีก
และในระหว่างที่เขาอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้นอยู่ เขาก็ได้รับของขวัญจากคุณป้าอีดี (Edie)
โดยคุณป้าเธอได้นำชุดพิมพ์ลายนิ้วมือที่ดูเป็นมืออาชีพมากมาให้เขา และเขาก็ไม่รอช้าที่จะนำเจ้าเครื่องพิมพ์ลายนิ้วมือไปใช้กับแม่ชีทุกคนที่คอยดูแลเขา
(โดย Warren Buffett เขาก็คิดในใจว่า ตัวของเขานั้นคงจะเป็นเด็กโปรเตสแตนต์คนแรกที่พวกเธอเคยเห็นที่เซนต์แคทเธอรีน ที่เป็นโรงพยาบาลของชาวคาทอลิก และพวกเธอคงไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง)
ซึ่ง Warren Buffett ในวัยเด็กเขาก็คิดแบบสนุก ๆ โดยมีทฤษฎีที่บ้าบอเอามาก ๆ นั่นก็คือ ในอนาคตอาจมีแม่ชีที่ทำตัวไม่ดี และ FBI ก็จะพบว่าพวกเขาละเลยการพิมพ์ลายนิ้วมือแม่ชีไป
โดยหน่วยงาน FBI ในสมัยนั้นมีผู้อำนวยการที่ชื่อ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover) เป็นที่เคารพนับถือของชาวอเมริกันในยุคนั้น และ Warren Buffett ก็จินตนาการว่าคุณฮูเวอร์จะเดินทางมายังโอมาฮาเพื่อตรวจสอบคอลเลกชันลายพิมพ์นิ้วมืออันล้ำค่าของเขา
ซึ่งเขาก็ยังจินตนาการต่อไปว่า ผู้อำนวยการ FBI กับตัวของเขานั้น จะสามารถระบุตัวและจับกุมแม่ชีที่นอกลู่นอกทางได้อย่างรวดเร็ว และเขาก็จะได้รับชื่อเสียงในระดับชาติ ความฝันดูจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว
แน่นอนว่า ความฝันของ Warren Buffett นั้นมันไม่เคยเป็นจริง
แต่ก็มีเรื่องที่น่าขัน ที่หลายปีต่อมากลับกลายเป็นว่า เขาควรที่จะพิมพ์ลายนิ้วมือของคุณฮูเวอร์เองซะมากกว่า เพราะต่อมาคุณฮูเวอร์เขามีเรื่องที่ทำให้ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ
และนั่นก็คือเรื่องราวในเมืองโอมาฮาที่เกิดขึ้นในยุค 1930s
ทีนี้ลองมาดูเด็กคนอื่น ๆ ในยุคเดียวกันกับ Warren Buffett ที่เติบโตในละแวกใกล้เคียงกัน และกลายมาเป็นคนที่มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของปู่ในปัจจุบัน
เพื่อนคู่คิดตลอดกาล
Charlie Munger
เริ่มด้วย ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) เพื่อนรักที่สุดของปู่ Warren Buffett ตลอด 64 ปี
ในยุค 1930 ชาร์ลี มังเกอร์ อาศัยอยู่ห่างจากบ้านที่ปู่เป็นเจ้าของและอาศัยอยู่มาตั้งแต่ปี 1958 จนถึงปัจจุบัน ไปเพียงหนึ่งช่วงตึก
ในช่วงแรก Warren Buffett เกือบได้เป็นเพื่อนกับชาร์ลี มังเกอร์ แต่ก็คลาดกันไปอย่างหวุดหวิด โดยทั้งคู่เติบโตมาในละแวกเดียวกัน ชาร์ลี มังเกอร์ มีอายุมากกว่า Warren Buffett อยู่ 6 ปี โดย Charlie Munger เคยมาทำงานพาร์ทไทม์ในช่วงฤดูร้อนปี 1940 ที่ร้านขายของชำของคุณปู่ของ Warren Buffett ที่ได้ค่าจ้างวันละ 2 ดอลลาร์ฯ สำหรับการทำงาน 10 ชั่วโมง (ดูเหมือนว่าความประหยัดจะอยู่ในสายเลือดของตระกูล Buffett มาตั้งแต่รุ่นปู่ทวดแล้ว)
และในปีถัดมาWarren Buffett ก็ได้ไปทำงานที่ร้านขายของชำเดียวกัน แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่เคยเจอกันเลยสักครั้ง
จนกระทั่งปี 1959 เมื่อชาร์ลีอายุ 35 และบัฟเฟตต์อายุ 28 พวกเขาถึงจะได้พบกันจริง ๆ และกลายเป็นเพื่อนคู่คิดที่ร่วมเดินทางกันมากว่า 60 ปี
หลังจากรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาร์ลีจบการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ด แล้วได้ย้ายไปปักหลักปักฐานอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียในเวลาต่อมา
ซึ่งชาร์ลีมักจะพูดถึงช่วงเวลาในช่วงวัยเยาว์ของเขาที่เมืองโอมาฮาว่าเมือง ๆ นี้ เป็นที่ ๆ หล่อหลอมตัวของเขาให้เป็นเขาเฉกเช่นทุกวันนี้
เป็นเวลากว่า 60 ปี ที่ชาร์ลีมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อ Warren Buffett และชาร์ลีเป็นทั้งครูและ “พี่ใหญ่” ที่คอยดูแลและเป็นผู้คอยปกป้องเขาที่ดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่จะมีได้ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไปในปี 2023
แม้ว่าทั้งคู่มักจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่พวกเขาไม่เคยมีปากเสียงกันเลย และชาร์ลีไม่คอยพูดกับเขาว่า “ฉันบอกแกแล้ว” (I told you so) แม้ Warren Buffett จะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม
โดยในปี 1958 Warren Buffett ได้ซื้อบ้านหลังแรกและหลังเดียวของเขา ในเมืองโอมาฮา ที่ตั้งอยู่ห่างจากที่ที่เขาเติบโตมาประมาณสองสามกิโลเมตร ห่างจากบ้านพ่อตาแม่ยายไม่ถึงสองช่วงตึก ห่างจากร้านขายของชำคุณปู่ประมาณหกช่วงตึก และใช้เวลาในการขับรถประมาณ 6-7 นาที ก็ถึงอาคารสำนักงานที่เขาใช้ทำงานมาตลอด 64 ปี จนถึงปัจจุบัน
ยอดนักหนังสือพิมพิมพ์จากโอมาฮา
Stan Lipsey
ทีนี้ เรามาต่อกันที่ชาวโอมาฮาอีกคน สแตน ลิปซีย์ (Stan Lipsey) สแตนเขาขายหนังสือพิมพ์โอมาฮาซัน (รายสัปดาห์) ให้กับ Berkshire ในปี 1968 และอีกหนึ่งทศวรรษต่อมา เขาก็ย้ายไปที่เมืองบัฟฟาโล (Buffalo) รัฐนิวยอร์ก ตามคำขอของ Warren Buffett ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมสำคัญทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น หนังสือพิมพ์ The Buffalo Evening News เป็นบริษัทในเครือของ Berkshire ในขณะนั้น กำลังเผชิญศึกใหญ่กับคู่แข่งสำคัญในเมืองบัฟฟาโล นั่นคือหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า ซึ่งเป็นเจ้าตลาดและเป็นผู้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์เพียงรายเดียวของเมืองอยู่ก่อนแล้ว ทำให้พวกเขามีความได้เปรียบทั้งด้านยอดขายและความนิยม จนสถานการณ์ของ Buffalo ดูเหมือนกำลังจะเสียท่าอยู่เต็มที
ท้ายที่สุด สแตนก็คิดวิธีพลิกเกมขึ้นมาได้ โดยเขาช่วยสร้างหนังสือพิมพ์ฉบับตีพิมพ์ทุกวันอาทิตย์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งยึดครองตลาดมานานหลายสิบปี และเมื่อหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่นี้เปิดตัวได้สำเร็จ ผลลัพธ์ก็เหนือความคาดหมาย จากก่อนหน้านี้ที่เคยขาดทุนอย่างต่อเนื่อง กลับมาทำกำไรได้มากกว่า 100% ต่อปี (ก่อนหักภาษี) จากเงินลงทุน 33 ล้านดอลลาร์ของ Berkshire ในตอนนั้นได้กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ช่วยพยุงบริษัทเป็นอย่างมากในช่วงต้นทศวรรษ 1980
ผู้นำด้านพลังงานและสาธารณูปโภค
Walter Scott Jr.
Stan Lipsey อยู่ห่างจากบ้านของ Warren Buffett ไปประมาณห้าช่วงตึก และหนึ่งในเพื่อนบ้านของสแตน ก็คือ วอลเตอร์ สกอตต์ จูเนียร์ (Walter Scott Jr.) ที่เป็นคนผลักดันให้ Berkshire เข้าซื้อกิจการ MidAmerican Energy ที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับด้านสาธารณูปโภคยักษ์ใหญ่ด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ซึ่งดูแลโครงข่ายไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังงานลม และระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ในหลายรัฐของสหรัฐฯ มาสู่ภายใต้ Berkshire ในปี 1999 และ Walter Scott Jr. เขายังได้เป็นกรรมการคนสำคัญของ Berkshire จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2021 และเป็นเพื่อนที่สนิทอีกคนหนึ่งของ Warren Buffett นอกจากนั้น วอลเตอร์ยังเป็นผู้นำด้านการกุศลของเนแบรสกามานานหลายทศวรรษ ทั้งเมืองโอมาฮาและรัฐเนแบรสกานี้ต่างก็มีร่องรอยผลงานของเขาปรากฏอยู่ให้เห็น
วอลเตอร์เรียนที่โรงเรียนมัธยม Benson ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นโรงเรียนที่ Warren Buffett มีกำหนดจะได้เรียนเหมือนกัน
แต่ชีวิตกลับพลิกผันเพราะในปี 1942 พ่อของเขาดันชนะการเลือกตั้งอย่างเหนือความคาดหมาย ทำให้ทั้งครอบครัวต้องย้ายไปวอชิงตัน ดี.ซี. และ Warren Buffett ก็พลาดโอกาสเรียนที่เดียวกับ Walter ไปอย่างฉิวเฉียด
ปู่บอกว่าชีวิตของเขานี่ช่างเต็มไปด้วยเรื่องน่าเซอร์ไพรส์จริง ๆ
จากพนักงานขายกาแฟสู่ตำนาน Coca-Cola
Don Keough
ในปี 1959 ดอน คีโอ (Don Keough) และครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามถนนจากบ้านของ Buffett พอดิบพอดี และห่างจากที่ที่ครอบครัว Munger เคยอยู่ประมาณ 100 เมตร ตอนนั้นดอนเป็นพนักงานขายกาแฟ แต่ชะตาลิขิตให้เขากลายมาเป็นประธานของบริษัท Coca-Cola และในท้ายที่สุดก็กลายมาเป็นกรรมการผู้อุทิศตนของบริษัท Berkshire
ตอนที่ Warren Buffett ได้รู้จักกับ Don Keough เป็นครั้งแรก ดอนยังเป็นพนักงานหนุ่มที่มีรายได้เพียงปีละประมาณ 12,000 ดอลลาร์ และต้องเลี้ยงดูลูกทั้งห้าคนร่วมกับภรรยาของเขา มิคกี้ ซึ่งเด็ก ๆ ทุกคนก็ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนคาทอลิกที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ชีวิตครอบครัวของเขาเต็มไปด้วยภาระไม่น้อย แต่ไม่นานนัก ครอบครัวของบัฟเฟตต์และครอบครัวของดอนก็กลายเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว
ดอนเติบโตจากฟาร์มเล็ก ๆ ในรัฐไอโอวาตอนเหนือ (Iowa) ก่อนจะย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเครห์ตัน (Creighton University) ในเมืองโอมาฮา (Omaha) และแต่งงานกับมิคกี้ (Mickey) ตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากเข้าทำงานกับ Coca-Cola ได้ไม่นาน ความขยันและบุคลิกที่น่าประทับใจของเขาก็พาเส้นทางอาชีพพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับตำนานของบริษัทในเวลาต่อมา
ในปี 1985 เมื่อดอนขึ้นเป็นประธานของบริษัท Coca-Cola ทางบริษัทได้ตัดสินใจเปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ในชื่อ ‘New Coke’ ซึ่งกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในทันทีที่ออกสู่ตลาด ผู้บริโภคไม่พอใจเป็นอย่างมาก จนทำให้มีจดหมายร้องเรียนส่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นถึงกับจ่าหน้าซองว่า “อภิมหาโง่” (Supreme Idiot) และถูกส่งมาตรงถึงโต๊ะของดอน
ดอนจึงออกมาพูดต่อสาธารณชน ขอโทษผู้บริโภคอย่างเปิดเผย พร้อมประกาศนำสูตรเดิม ‘Old Coke’ กลับคืนสู่ตลาดในทันที ซึ่งสุนทรพจน์ในครั้งนั้นได้กลายเป็นบทเรียนคลาสสิกในเรื่องของการยอมรับความผิดพลาด
โดยดอนเขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า แท้จริงแล้ว Coca-Cola เป็นของสาธารณชน ไม่ใช่ของบริษัท และเมื่อบริษัทเลือกเดินตามความต้องการของผู้บริโภค ก็ส่งผลให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น
ดอนเป็นคนที่ กระตือรือร้น เป็นมิตร และมีความเป็นอเมริกันอย่างเต็มเปี่ยม
สุดท้ายนี้ อจิต ไจน์ (Ajit Jain) ผู้บริหารมากประสบการณ์ที่เกิดและเติบโตในประเทศอินเดีย รวมถึง เกร็ก อเบล (Greg Abel) ว่าที่ซีอีโอชาวแคนาดาของ Berkshire ทั้งคู่ต่างก็เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองโอมาฮา (Omaha) เป็นเวลาหลายปีในช่วงปลายศตวรรษที่ 20
ซึ่งอันที่จริงแล้ว ในช่วงทศวรรษ 1990 เกร็กเคยอาศัยอยู่ห่างจากบ้านของ Warren Buffett ไปเพียงไม่กี่ช่วงตึกบนถนนฟาร์แนม (Farnam Street) แต่ทั้งคู่กลับไม่เคยเจอกันเลยแม้สักครั้งในตอนนั้น
ปู่ Warren Buffett จึงแซวเล่นว่า หรือว่าในน้ำประปาของเมืองโอมาฮา “จะมีส่วนผสมลับอะไรบางอย่าง” ที่ทำให้คนที่เติบโตที่นี่เก่งเป็นพิเศษก็เป็นได้? ทำไมเมืองนี้ถึงผลิต “ยอดฝีมือ” ออกมาเยอะขนาดนี้กันล่ะเนี่ย
Warren Buffett เล่าว่าเขาเคยใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นอยู่สองสามปีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington, D.C.) ในช่วงที่พ่อของเขาดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาคองเกรสในสหรัฐอเมริกา
ต่อมาในปี 1954 เขาได้งานในย่านแมนฮัตตัน (Manhattan) ในนครนิวยอร์ก (New York City) ซึ่งตอนนั้นเขาคิดว่าน่าจะเป็นงานประจำที่ทำแล้วอยู่ยาว ๆ
ที่นิวยอร์ก Warren Buffett เขาได้รับการดูแลและชี้แนะอย่างดีจาก เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า” และเป็นอาจารย์ที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อแนวคิดการลงทุนของ Warren Buffett รวมถึง เจอร์รี นิวแมน (Jerry Newman) หุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญของเกรแฮม ผู้เป็นทั้งนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนมากประสบการณ์ ซึ่งช่วยสอนวิธีคิดแบบเป็นระบบให้เขา
รวมถึง Warren Buffett เขายังได้พบเพื่อนแท้หลายคนที่อยู่ในชีวิตเขามาจนถึงปัจจุบัน เมืองนิวยอร์กเองก็เต็มไปด้วยเสน่ห์และทรัพยากรที่โดดเด่นเฉพาะตัวในแบบที่หาไม่ได้จากที่อื่น
แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 1956 Warren Buffett เขาก็ตัดสินใจกลับมายังโอมาฮา (Omaha) บ้านเกิดของเขา และจากวันนั้น เขาก็ไม่เคยย้ายออกไปที่ไหนอีกเลย
ต่อมา ลูก ๆ ทั้งสามคนของ Warren Buffett รวมถึงหลาน ๆ อีกหลายคน ก็เติบโตขึ้นในเมืองโอมาฮา (Omaha) เช่นเดียวกับเขา ครอบครัว Buffett เลือกให้ลูกทุกคนเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลตลอดมา ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกับที่รุ่นพ่อของเขา (รุ่นปี 1921) และภรรยาคนแรกของเขา ซูซี่ (Susie; รุ่นปี 1950) เคยเรียน
โรงเรียนมัธยมปลายแห่งนี้ยังเป็นโรงเรียนเก่าของบุคคลสำคัญหลายคนในชีวิตและธุรกิจของ Buffett ไม่ว่าจะเป็น ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) เพื่อนคู่คิดตลอดกาล, สแตน ลิปซีย์ (Stan Lipsey), เอิร์ฟ บลูมกิน (Irv Blumkin) และ รอน บลูมกิน (Ron Blumkin) ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ Nebraska Furniture Mart เติบโตจนกลายเป็นค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ระดับประเทศ
รวมถึง แจ็ค ริงวอลท์ (Jack Ringwalt; รุ่นปี 1923) ผู้ก่อตั้งบริษัทประกันภัย National Indemnity ซึ่งเขาได้ขายกิจการให้ Berkshire ในปี 1967 และการเข้าซื้อกิจการครั้งนั้นเอง กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประกันวินาศภัย (Property & Casualty; P/C) ของ Berkshire เติบโตจนยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา
ประเทศอเมริกามีบริษัทที่ยอดเยี่ยม มีโรงเรียนที่ยอดเยี่ยม มีสถานพยาบาลที่ยอดเยี่ยมมากมาย และแต่ละแห่งต่างก็มีข้อดีพิเศษเฉพาะตัว พร้อมด้วยผู้คนมากความสามารถ และ Warren Buffett เองเขาก็รู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ได้มีวาสนามาพบกับเพื่อนแท้ตลอดชีวิตมากมาย ได้พบภรรยาทั้งสองของผม ได้รับการศึกษาที่ยอดเยี่ยมในโรงเรียนรัฐบาล ได้พบปะผู้ใหญ่ชาวโอมาฮาที่น่าสนใจและเป็นมิตรหลายท่านเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก และปู่ Buffett เขายังได้รู้จักผู้คนหลากหลายมากมายหนึ่งในนั้นก็มาจากกองกำลังพิทักษ์ชาติเนแบรสกา (Nebraska National Guard) ซึ่งไม่ใช่ทหารประจำการ แต่เป็นกลุ่มคนธรรมดาที่คอยช่วยเหลือชุมชนในยามฉุกเฉิน ที่นี่ทำให้ปู่ได้เพื่อนเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง และยิ่งทำให้เขาใกล้ชิดกับสังคมบ้านเกิดมากยิ่งขึ้น Nebraska คือบ้านของพวกเรา
เมื่อมองย้อนกลับไป ก็จะเห็นได้ชัดว่า Warren Buffett เชื่อเต็มสุดหัวใจว่า ทั้ง Berkshire และตัวของปู่เอง “เติบโตขึ้นมามีชีวิตที่ดี” ได้นั้นก็เพราะลงหลักปักฐานอยู่ในเมืองโอมาฮา (Omaha) เมืองเล็ก ๆ ใจกลางสหรัฐฯ ที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ของชุมชน ไม่ใช่มหานครใหญ่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่วุ่นวาย
ปู่เขากล่าวว่า ศูนย์กลางของอเมริกาเป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการเกิด เติบโต สร้างครอบครัว และสร้างธุรกิจ และปู่เขาก็มองว่าตัวเองโชคดีแบบสุด ๆ (dumb luck) ตั้งแต่เกิด เหมือนจับได้ “ลอตเตอรี่ชีวิต” ใบที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องทำอะไรเลยตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก
ปู่เล่าว่า เมื่อพูดถึงเรื่องวัยชราที่เดินเข้ามาใกล้ขึ้นทุกวัน ซึ่งปู่เขาก็ไม่ได้มีพันธุกรรมที่ช่วยให้มีอายุยืนยาวขนาดนั้น เพราะสถิติอายุยืนที่สุดในครอบครัวของปู่ก่อนหน้านี้อยู่ที่ราว ๆ 92 ปีเท่านั้น จนมาถึงรุ่นของ Warren Buffett เองที่มีอายุเกินกว่านั้นหลายปีแล้ว
สิ่งที่ช่วยทำให้ปู่เขายืนระยะมาจนถึงวันนี้ คือการมีแพทย์จากเมืองโอมาฮา (Omaha) ที่ฉลาด อบอุ่น และดูแลเขาอย่างทุ่มเทมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคของคุณหมอฮาร์ลีย์ ฮอตซ์ (Dr. Harley Hotz) จนถึงทีมแพทย์ปัจจุบัน และปู่ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขา “รอดมาอย่างน้อยสามครั้ง” เพราะโชคดีที่มีหมอเก่ง ๆ อยู่ห่างจากบ้านแค่ไม่กี่กิโลเมตร
และปู่ก็บอกว่า ตอนนี้เขาเลิกพกอุปกรณ์พิมพ์ลายนิ้วมือไปแกล้งพยาบาลแล้ว เพราะแม้คุณจะอายุ 95 และทำอะไรเพี้ยน ๆ ได้หลายอย่าง แต่ทุกอย่างมันมี ‘ขีดจำกัด’ ของมันเหมือนกัน
Lady Luck — เทพีแห่งโชค ของ Warren Buffett
ผู้ที่ย่างเข้าสู่วัยชราจำเป็นต้องมีโชคที่ดีอย่างมหาศาล เพื่อที่จะหลบเลี่ยงการเหยียบเปลือกกล้วยลื่นล้มในแต่ละวัน, หลีกหนีภัยธรรมชาติ, รอดจากคนขับรถที่เมาหรือขาดสมาธิ, ฟ้าผ่า หรืออะไรก็ตามที่คุณจะนึกออก
อธิบายได้อย่างเดียวว่าเขาได้รับพรจาก เทพีแห่งโชค (Lady Luck) ไม่มีคำใดที่จะอธิบายได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย เพราะในหลายกรณี บรรดาผู้นำและคนรวยต่างได้รับความโชคดีมากกว่าที่ควร แต่หลายคนที่ได้รับพรโชคดีกลับบ่ายเบี่ยงที่จะยอมรับว่าพวกเขาได้รับพรพิเศษเหล่านี้จากเทพีแห่งโชค
บรรดาผู้สืบทอดราชวงศ์หรือคนที่เกิดในตระกูลที่มั่งคั่งต่างได้รับอิสรภาพทางการเงินไปตลอดชีวิตตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาโผล่ออกมาจากท้องแม่ ในขณะที่คนอื่น ๆ ถือกำเนิดมากลับเผชิญกับขุมนรกในช่วงต้นของชีวิต หรือที่เลวร้ายกว่านั้น คือเกิดมาพร้อมกับความพิการทางร่างกายหรือจิตใจ ในขณะที่ปู่ Warren Buffett เขากลับได้รับสิ่งดี ๆ มาโดยตลอดตั้งแต่เกิด
ในหลายพื้นที่ของโลกที่แออัดและเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ หากปู่ Warren Buffett เกิดในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ชีวิตของเขาคงลำบากกว่าที่เป็นอยู่มาก และสำหรับพี่สาวน้องสาวของเขาแล้ว คงจะต้องเผชิญกับโชคชะตาที่โหดร้ายยิ่งกว่า
ปู่เล่าว่าตัวเองเกิดในปี 1930 พร้อมกับข้อได้เปรียบมากมายตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก เขาเป็นเด็กสุขภาพแข็งแรง ฉลาดใช้ได้ เกิดในครอบครัวคนขาว เป็นผู้ชาย และยังเกิดบนแผ่นดินอเมริกาอีกด้วย ปู่จึงพูดติดตลกตามสไตล์ของเขาว่า “โอ้โห! ขอบคุณครับ เทพีแห่งโชค” (Wow! Thank you, Lady Luck) เพื่อสะท้อนว่า ชีวิตของเขาเริ่มต้นด้วยแต้มต่อที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน
แต่เมื่อมองไปที่พี่สาวน้องสาวของปู่ ซึ่งทั้งฉลาดพอ ๆ กัน แถมยังมีบุคลิกที่ดีกว่า เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าชะตาชีวิตของพวกเธอนั้นต่างออกไปมาก แม้เทพีแห่งโชค (Lady Luck) จะคอยโอบอุ้มเขามาแทบตลอดชีวิต แต่พอถึงอายุ 90 กว่า ๆ ปู่ก็แซวตัวเองว่า คงถึงเวลาที่เทพีแห่งโชคจะต้องไปดูแลคนอื่นบ้าง เพราะโชคของคนเรามีขีดจำกัดเสมอ
Father Time — เมื่อกาลเวลามาเคาะประตูชีวิต
ในทางตรงกันข้าม ปู่บัฟเฟตต์เล่าว่าเมื่อมองย้อนกลับไป เขารู้สึกเหมือน “บิดาแห่งกาลเวลา” (Father Time) กลับสนใจเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งอายุมากเท่าไร Father Time ก็ยิ่งเข้ามาใกล้ โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณของวัยชราปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การทรงตัวที่ไม่มั่นคง การมองเห็นที่พร่า การได้ยินที่ถดถอย และความจำที่ลดลง ได้เริ่มปรากฏชัดขึ้น นั่นคือสัญญาณว่าบิดาแห่งกาลเวลาเดินมาถึงหน้าบ้านของปู่เขาแล้วจริง ๆ
ปู่ Warren Buffett กำลังเล่าเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ และยอมรับความจริงของชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยปู่บอกว่าเขาเข้าสู่วัยชราช้ากว่าหลายคน ซึ่งแต่ละคนก็มีจังหวะชีวิตของตัวเอง แต่เมื่อเวลามันมาถึง ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้
แม้ร่างกายจะเชื่องช้าลง แต่ปู่ก็ยังบอกอย่างขำ ๆ ว่า โดยรวมแล้วเขายัง “รู้สึกสบายดีอย่างน่าเหลือเชื่อ” แม้จะอ่านหนังสือได้ลำบากขึ้น เคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าเดิม แต่เขายังคงมาทำงานที่สำนักงานในเมืองโอมาฮา (Omaha) สัปดาห์ละห้าวันเหมือนเคย เพราะที่นี่คือที่ที่เขาได้ทำงานกับ “ผู้คนที่สุดแสนวิเศษ”
ปู่เล่าว่า แม้ในวัยเกือบหนึ่งศตวรรษ ความคิดดี ๆ ก็ยังผุดขึ้นมาบ้าง หรือบางครั้งก็มีข้อเสนอน่าสนใจผ่านเข้ามา ข้อเสนอที่อาจไม่เกิดขึ้นเลย หากเขาไม่ได้อยู่ในช่วงเวลานั้นพอดี แต่ในโลกของ Berkshire Hathaway ที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อน โอกาสลักษณะนี้ก็หายากเต็มที แต่ถึงอย่างนั้นปู่ก็ย้ำว่าโอกาส “ไม่ใช่ศูนย์” แน่ ๆ
แต่อย่างไรก็ตาม ปู่เขาก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การมีอายุยืนกว่าที่คาดหมายไว้มาก ได้นำมาซึ่งผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งต่อครอบครัวของเขาเอง และต่อแผนงานด้านการกุศลที่ปู่ตั้งใจจะทำให้ลุล่วงก่อนจากโลกนี้ไป
ต่อมาปู่กำลังพยายามสื่อสารเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเขา ก็คือ เรื่องของลูก ๆ ทั้งสามคน และการส่งต่อภารกิจด้านการกุศลที่เขาถือเป็นงานใหญ่ที่สุดในช่วงท้ายของชีวิต
ปู่เล่าว่า ลูก ๆ ของเขาทั้งสามคน ซูซี่ (Susie), ฮาวเวิร์ด (Howard) และปีเตอร์ (Peter)—ต่างก็อายุมากเกินกว่าวัยเกษียณทั่วไปแล้ว คือ 72, 70 และ 67 ปี ตามลำดับ แม้พวกเขาจะอยู่ในจุดที่มีทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์สูงที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะ “ชะลอความแก่” ได้แบบเดียวกับที่ปู่เคยโชคดีมาโดยตลอด
เพราะเหตุนี้ ปู่จึงตัดสินใจเร่งในการส่ง “มอบของขวัญ” นั่นก็คือการส่งมอบหุ้นให้แก่มูลนิธิทั้งสามแห่งของลูก ๆ ในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพื่อให้ลูก ๆ ได้มีเวลาบริหารจัดการทรัพย์สินเหล่านี้ด้วยตนเอง ก่อนที่ผู้ดูแลผลประโยชน์ลำดับต่อไปจะเข้ามารับช่วงต่อ
ปู่บอกว่าตอนนี้ลูก ๆ ทั้งสามคนของเขากำลังอยู่ใน “ช่วงฮันนีมูน” ของชีวิต คือเป็นช่วงที่ยังมีพลัง มีประสบการณ์ครบ และยังไม่แก่ชราเกินไป แต่ช่วงเวลานี้จะไม่ยืนยาวนัก จึงต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ที่สุด
นอกจากนี้ ปู่ยังมีอีกเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึง นั่นก็คือ เขาต้องการเก็บหุ้นคลาส A จำนวนหนึ่งเอาไว้ก่อน จนกว่าผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway จะมั่นใจในตัวของ เกร็ก อเบล (Greg Abel) ว่าที่ CEO คนใหม่ มากพอ ๆ กับที่เคยเชื่อมั่นในตัวของวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) และชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) มาตลอดหลายทศวรรษ
ปู่ย้ำว่า ความเชื่อมั่นนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน เพราะลูก ๆ ของเขา และคณะกรรมการบริหารของ Berkshire ต่างก็สนับสนุน เกร็ก อเบล แบบเต็มร้อยอยู่แล้ว
ปู่ยังเล่าต่อว่า ลูก ๆ ทั้งสามคนของเขามีความพร้อมอย่างยิ่ง ทั้งในแง่สติปัญญา พลัง ประสบการณ์ และสัญชาตญาณ ในการบริหารจัดการทรัพย์สมบัติขนาดมหาศาลนี้ และสิ่งที่ถือเป็น “ข้อได้เปรียบ” สำคัญก็คือ พวกเขายังมีเวลาบนโลกนี้อีกยาวนานหลังจากที่ปู่จากไป หากวันใดวันหนึ่งที่อาจจะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาษีสหรัฐฯ หรือสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ลูก ๆ ของเขาก็พร้อมที่จะปรับตัวได้อย่างแน่นอน
ปู่พูดอย่างจริงใจว่า เขาไม่เคยอยากเป็นคนที่ “พยายามควบคุมอะไรต่าง ๆ นา ๆ จากหลุมศพ” อีกแล้ว เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้สอนเราว่าการทำแบบนั้นมันไม่เคยมีจุดจบที่ดีเลยสักครั้ง
ปู่ เขาบอกว่า “โชคดีที่ลูก ๆ ของเขานั้นได้ยีนส์ส่วนใหญ่จากแม่ของพวกเขา” พร้อมยอมรับว่า แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปีและเขาเองจะพยายามเป็นตัวอย่างที่ดีเพียงใด เขาก็ยังห่างชั้นจากภรรยาคนแรกของเขาอยู่มาก
ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือทุพพลภาพนั้น ลูก ๆ ทั้งสามคนของปู่ยังมีผู้ดูแลผลประโยชน์เอาไว้สำรอง (Successor Trustees) อีกสามคนที่จะคอยช่วยกันดูแล โดยทั้งสามคนนี้ไม่ได้ผูกกับลูกคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ และปู่บอกว่า ทั้งสามคนที่ว่านั้นล้วนเป็น “คนที่ยอดเยี่ยม มีความเฉลียวฉลาดมากประสบการณ์ชีวิต ที่ปู่ไว้วางใจได้อย่างเต็มที่ โดยที่พวกเขาไม่มีแรงจูงใจทับซ้อนหรือขัดแย้งกันเลย
มรดกทางความคิดและภารกิจด้านการกุศล
ปู่วอเรนเขามักจะบอกลูก ๆ ของเขามาตลอดว่า พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างปาฏิหาริย์ ใด ๆ และไม่ต้องกลัวว่าจะล้มเหลวหรือทำให้ใครผิดหวัง เพราะความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ตัวของ Warren Buffett เองก็เคยผ่านการล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งสิ่งที่ปู่เขาคาดหวังจากลูก ๆ มีเพียงอย่างเดียว ก็คือ ทำให้ผลลัพธ์ออกมา “ดีกว่าเล็กน้อย” เมื่อเทียบกับผลลัพธ์โดยเฉลี่ยของภาครัฐหรือองค์กรการกุศลทั่วไป ขอแค่เพียงดีกว่านิดเดียวก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
โดยปู่เล่าว่า เมื่อตอนที่ยังหนุ่ม ๆ อยู่นั้น เขาเคยวาดฝันถึงโครงการการกุศลยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ปู่ก็ได้ค้นพบความจริงว่า ไอเดียที่ยิ่งใหญ่หลายอย่างในหัวของเขานั้น ก็ไม่เกิดขึ้นจริง แม้เขาจะดื้อรั้นมากแค่ไหนก็ตามที
โดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ปู่ได้เห็นความล้มเหลวในการกระจายความมั่งคั่งมาแทบจะทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น
- แผนที่ ที่ออกแบบโดยนักการเมืองที่เอาแต่หวังผลประโยชน์
- การสืบทอดทรัพย์สมบัติแบบมรดก ซึ่งมักทำให้ลูกหลานรุ่นต่อไปอ่อนแอและขาดแรงขับเคลื่อน เพราะไม่ต้องฝ่าฟันอะไรด้วยตัวเอง
- ไปจนถึงโครงการการกุศลแบบแปลก ๆ ที่ทำโดยนักการกุศลใจดีแต่ไร้ความสามารถ
ดังนั้นสำหรับ Warren Buffett ถ้าลูก ๆ ของเขาทำงานด้านการกุศลได้ในระดับ “ดีพอใช้” แม่ของพวกเขาและตัวของเขาเองก็จะพึงพอใจมากแล้ว
โดยปู่เขาเสริมด้วยว่า ลูก ๆ ของเขามีสัญชาตญาณที่ดีและผ่านการฝึกฝนมาหลายปี โดยเริ่มบริหารเงินจำนวนน้อย ๆ ก่อนที่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ฯ ต่อปีในวันนี้ ต่อให้ทักษะแย่แค่ไหนแต่พวกเขาก็ผ่านการฝึกมาแล้วทั้งนั้น
และที่สำคัญ ลูกทั้งสามคนของปู่นั้นพวกเขาเป็นคนที่ “ทำงานหนักแบบตั้งใจจริง” ซึ่งแต่ละคนก็มีแนวทางในการช่วยเหลือผู้อื่นเในแบบของตัวเอง และ Warren Buffett ก็ภูมิใจในสิ่งนี้มาก
ปู่ยังย้ำชัดว่า การเร่งโอนหุ้นให้แก่มูลนิธิของลูก ๆ ทั้งสามคนนั้นในตอนนี้นั้น มันเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในชีวิตของเขาก็เท่านั้นเอง
จากนั้นปู่ก็หันมาพูดถึง เกร็ก อเบล (Greg Abel) ว่าที่ CEO คนใหม่ของ Berkshire ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น โดยปู่บอกว่าเกร็ก “ทำได้มากกว่าที่คาดเอาไว้” ตั้งแต่วันแรกที่ปู่คิดว่าเกร็กเขาควรเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อใน Berkshire
ซึ่ง เกร็กเข้าใจธุรกิจในหลาย ๆ ส่วนของ Berkshire ลึกกว่าตัวของ Warren Buffett ในตอนนี้เสียอีก แถมยังเรียนรู้เร็วแบบไม่ธรรมดา และเรื่องที่ CEO ส่วนใหญ่ไม่เคยแม้แต่จะคิด แต่เกร็กกลับเข้าใจมันอย่างเป็นธรรมชาติ
ปู่เขานึกไม่ออกเลยว่าจะมี CEO, ที่ปรึกษาการบริหาร, นักวิชาการ หรือแม้แต่สมาชิกของรัฐบาลคนไหน ที่เขาจะไว้ใจให้ดูแลเงินของเขาและของผู้ถือหุ้นได้ดีกว่าเกร็กอีกแล้ว
ปู่ยังยกตัวอย่างเช่นว่า ตัวของเกร็กนั้นเขาเข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจประกันวินาศภัย (Property & Casualty; P/C) ของ Berkshire ได้ลึกกว่าผู้บริหารที่อยู่ในวงการมาหลายสิบปีเสียอีก
ซึ่งทาง Warren Buffett เองเขาก็หวังว่าตัวของเกร็กนั้นจะมีสุขภาพแข็งแรงไปอีกหลายทศวรรษ เพราะ Berkshire คงจะใช้ CEO แค่ห้าหรือหกคนเท่านั้นตลอดในช่วงตลอด 100 ปีข้างหน้านี้
Warren Buffett ยังได้เตือนว่าบริษัทควรระวังเป็นพิเศษสำหรับพวกผู้บริหารที่ตั้งเป้าว่าจะเกษียณตอนอายุ 65 เพื่อที่จะได้ร่ำรวยอย่างมหาศาล หรือพวกที่มีเป้าหมายในการสร้าง “เครือข่ายตระกูลของตนเอง” เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ Berkshire ต้องการเลย
ปู่ยังยอมรับด้วยความซื่อสัตย์ว่า แม้บริษัทจะมี CEO ที่เก่งและภักดีมากเพียงใด แต่บางครั้งพวกเขาก็อาจเผชิญกับโรคที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็น โรคภาวะสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ หรือโรคร้ายในระยะยาว ที่ส่งผลทำให้ความสามารถถดถอยลงเรื่อย ๆ
ซึ่งตัวของปู่และชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) เองก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วในหลาย ๆ ครั้ง และปู่ก็เขียนตรง ๆ ว่า
“เราเคยล้มเหลวในการจัดการกับเรื่องเหล่านี้ และมันอาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของเราเลยก็ว่าได้”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ปู่ย้ำกับคณะกรรมการว่า จะต้องตื่นตัวเสมอ ทั้งในระดับบริษัทแม่และบริษัทลูก เพราะเรื่องนี้ “พูดง่ายแต่ทำได้ยากจริง ๆ”
ดังนั้นถ้าผู้นำป่วย หลง ๆ ลืม ๆ จะต้องรีบหาทางแก้ไข อย่าปล่อยปัญหาเอาไว้แบบนั้น
จากนั้นปู่เปลี่ยนโหมดไปเล่าอีกเรื่องหนึ่งว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่พวกกลุ่มคนนักปฏิรูปต้องการสร้างความกดดันให้กับเหล่าบรรดา CEO บริษัททั้งหลาย โดยบังคับให้แต่ละบริษัทเปิดเผยตัวเลขค่าตอบแทนของ CEO เพื่อนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของแต่ละบริษัท
ผลก็คือ รายงานประจำปี (Proxy Statement) พองจนกลายเป็นเอกสาร 100 หน้า จากเดิมที่เคยมีแค่ 20 หน้า แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เพราะแทนที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ กลับทำให้ CEO หลายคนมองตัวเลขของบริษัทคู่แข่งแล้วก็เกิดความรู้สึกว่า “ฉันควรได้มากกว่านี้อีกนะ”
แล้ววงจรอุบาทว์ก็เริ่มขึ้น เพราะเมื่อ CEO ขอเพิ่มค่าตอบแทน กรรมการบริษัทต่างก็ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ทุกคนจะต้องระวังอย่างมากว่าควรจะตั้งใครในคณะกรรมการเพื่อพิจารณาค่าตอบแทน
สุดท้าย ปู่สรุปแบบเจ็บแสบว่า
กฎหมายใหม่นี้ได้สร้าง “ความอิจฉา” มากกว่า “ความพอเพียง” เสียอีก
ซึ่งการเปิดเผยตัวเลขแบบนี้ทำให้ ค่าตอบแทน CEO พุ่งสูงขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เพราะเมื่อ CEO แต่ละคนเห็นว่าเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมเดียวกันกลับได้เงินเดือนมากกว่าตนเอง ก็เกิดความรู้สึกอยาก “ได้มากกว่า” เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะมี ความอิจฉา และความโลภ มันจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
และที่ปู่ประชดแบบแสบ ๆ ก็คือ ตั้งแต่ปู่เขาทำงานมา เขาไม่เคยเห็นที่ปรึกษาคนไหนแนะนำให้ลดค่าตอบแทนของ CEO หรือค่าตอบแทนของคณะกรรมการบริษัทแม้แต่ครั้งเดียว
อนาคตของ Berkshire — ช้า แข็งแรง และยืนยง
จากนั้นปู่ก็เปลี่ยนไปเล่าถึงอนาคตของ Berkshire Hathaway ว่า แม้บริษัทจะมีพื้นฐานที่แข็งแรงและธุรกิจส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่น ๆ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ด้วยขนาดที่ใหญ่มากของบริษัท Berkshire ทำให้ในอีก 10–20 ปีข้างหน้านี้ มีโอกาสสูงที่บริษัทอื่นจำนวนมากจะเติบโตได้เร็วกว่าหรือทำผลงานได้ดีกว่า Berkshire ซึ่งเป็นธรรมชาติของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก
แต่อย่างไรก็ตาม ปู่ได้ย้ำชัดว่า Berkshire เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีโอกาสเผชิญกับความเสียหายรุนแรงน้อยที่สุด เพราะด้วยโครงสร้างบริษัทที่มีความมั่นคง ฝ่ายบริหารที่มีวินัย และคณะกรรมการที่คำนึงถึงผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง มากกว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่เขาเคยรู้จักมาในชีวิต
ปู่ยังบอกอีกด้วยว่า Berkshire จะถูกบริหารด้วยหลักคิดที่ทำให้บริษัทเป็น “สินทรัพย์” ของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ภาระของประเทศ และจะไม่ทำกิจกรรมใด ๆ ที่เสี่ยงทำให้บริษัทตกอยู่ในสถานะของ “ผู้ร้องขอ” (Beggar) ความช่วยเหลือจากรัฐ หรือต้องพึ่งพาผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด
ดังนั้น ผู้บริหารของ Berkshire จะมีความมั่งคั่งขึ้นอย่างแน่นอนตามผลงานและความรับผิดชอบ แต่ปู่ได้เน้นหนักว่า พวกเขาไม่ควรมีความทะเยอทะยานที่จะสร้างความร่ำรวยให้กับตระกูลแบบส่วนตัว หรือสร้างความมั่งคั่งแบบอวดอ้างโชว์หรู ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมองค์กรของ Berkshire ที่เป็นมาตลอดหลายทศวรรษ
และนอกจากนั้นปู่ได้หันมาฝากข้อเตือนใจให้แก่ผู้ถือหุ้นว่า ราคาหุ้นของ Berkshire จะผันผวนอย่างรุนแรงเป็นระยะ ๆ ซึ่งหุ้นของบริษัท Berkshire เคยร่วงแรงลงถึงกว่า 50% มาแล้วสามรอบในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา แต่ปู่ก็เน้นย้ำว่า “อย่าเพิ่งหมดหวัง” เพราะสหรัฐอเมริกา จะฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ และหุ้นของ Berkshire ก็จะกลับมาได้ด้วยเช่นกัน
ข้อคิดสุดท้ายเรียบง่าย แต่ทรงพลัง
ปู่ Warren Buffett เริ่มด้วยการบอกว่า เขามีความสุขกับช่วง “ครึ่งหลังของชีวิต” มากกว่าครึ่งแรกเสียอีก และอยากให้ทุกคนหยุดตำหนิตัวเองเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา ให้เรียนรู้จากมันนิดหน่อย แล้วก้าวต่อไปข้างหน้า เพราะมัน ไม่เคยสายเกินไป ที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้เสมอ
ปู่ยังบอกว่า ถ้าจะเลือกแบบอย่างในชีวิต (heroes) ให้เริ่มจากคนที่ดีจริง ๆ เช่น ทอม เมอร์ฟี (Tom Murphy) ผู้บริหารระดับตำนานที่ปู่เคารพมากที่สุดคนหนึ่ง อดีต CEO ของ Capital Cities/ABC หนึ่งในผู้บริหารสื่อที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา เขาเป็นคนบริหารงานแบบประหยัดสุดขั้ว เน้นความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตัดสินใจเด็ดขาด และให้เครดิตลูกทีมเสมอ จน Warren Buffett ยกให้เขาเป็น “ผู้จัดการที่เก่งที่สุดที่เคยพบมาในชีวิต” และยกให้เป็นแบบอย่างของผู้นำที่ถ่อมตัว แต่มีความทรงพลังอย่างแท้จริง
จากนั้น Warren Buffett เขาได้เล่าถึง อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) ผู้ก่อตั้งรางวัลโนเบล (Nobel Prize) ที่เป็นหนึ่งในบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขามากที่สุดคนหนึ่งด้วย โดยปู่เล่าว่า คนรุ่นใหม่อาจรู้จักโนเบลเพียงในฐานะผู้ให้กำเนิดรางวัลอันทรงเกียรติระดับโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ชีวิตของเขามีจุดเปลี่ยนที่ทั้งแปลกและสะเทือนใจในเวลาเดียวกัน
ซึ่งครั้งหนึ่ง อัลเฟรด โนเบล เขาได้อ่านหนังสือพิมพ์แล้วพบ “ข่าวการเสียชีวิตของตัวเอง” ตีพิมพ์อยู่บนหน้าแรก เพราะนักข่าวเข้าใจผิด คิดว่าคนที่เสียชีวิตคือตัวของเขา ทั้งที่จริงแล้วคือ “น้องชายของเขา” ที่จากไป โดยข่าวนั้นเขียนถึงเขาในเชิงลบว่าเป็น “พ่อค้าแห่งความตาย” ผู้สร้างความร่ำรวยจากดินระเบิดและอาวุธสงคราม เพราะโนเบลคือผู้ประดิษฐ์คิดค้นระเบิดไดนาไมต์ ซึ่งถูกนำไปใช้ในทางที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่โลก
โดยโนเบลได้อ่านคำอธิบายตัวเองในแบบที่เขาไม่อยากให้เป็น และมันกลายเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องเผชิญหน้ากับคำถามว่า “ถ้าวันหนึ่งเราตายไป โลกจะจดจำเราในฐานะอะไร?”
และจากจุดนั้น อัลเฟรด โนเบล จึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งใหญ่ โดยเขาเลือกที่จะใช้ทรัพย์สมบัติของตัวเองในการสร้างรางวัลโนเบลขึ้นมา เพื่อมอบให้กับบุคคลที่สร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติ ในด้านสันติภาพ วิทยาศาสตร์ วรรณกรรม การแพทย์ และเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ชื่อของเขาผูกกับสิ่งดีงามมากกว่าเรื่องการทำลายล้าง
โดยปู่บัฟเฟตต์ใช้เรื่องนี้เพื่อเตือนเราว่า ชีวิตของเราจะถูกจดจำอย่างไร ขึ้นอยู่กับการเลือกของเราตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่อ่าน “ข่าวไว้อาลัยที่เขียนแบบผิด ๆ ในทางที่ไม่ดี” แบบที่โนเบลเคยเผชิญ แล้วค่อยคิดว่าจะอยากเปลี่ยนชีวิต
Warren Buffett เลยย้ำว่า
อย่ารอให้ใครเขียนข่าวผิด ๆ ให้เราอ่านก่อนตาย จงตัดสินใจตั้งแต่วันนี้ว่าคุณอยากให้ “คำไว้อาลัยของตัวเอง” ถูกเขียนว่าอย่างไร แล้วใช้ชีวิตให้สมกับคำ ๆ นั้น
ต่อมาปู่ก็อธิบายว่า ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่เงิน ชื่อเสียง หรืออำนาจ แต่มันเกิดขึ้นในทุก ๆ ครั้งที่เราช่วยใครสักคน ไม่ว่าจะดูเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ความเมตตา เป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงทุน แต่มีคุณค่ามหาศาล และไม่มีหลักปฏิบัติใดจะเหนือไปกว่า The Golden Rule นั่นคือ การปฏิบัติต่อผู้อื่นแบบที่เราอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับเรา
ซึ่งปู่ได้เขียนอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้เขาจะเคยทำผิดพลาดมามากมาย แต่ก็โชคดีที่มีเพื่อนดี ๆ หลายคนคอยช่วยสอนให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้น แม้วันนี้เขายังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบก็ตามที
จากนั้นปู่ก็ทิ้งข้อคิดง่าย ๆ แต่สำคัญมากเอาไว้ว่า
คนที่มีอาชีพทำความสะอาดก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เหมือนกับประธานบริษัทอย่างไม่มีข้อแตกต่างในศักดิ์ศรีของความเป็นคน
ก่อนจะจบจดหมายฉบับนี้ ปู่ก็เขียนอวยพรวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ให้กับทุกคนว่า “มันไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับใครที่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น”
และสุดท้าย ปู่ก็เตือนให้ทุกคน “อย่าลืมขอบคุณอเมริกา (America)” ประเทศที่เปิดโอกาสให้เขาและคนมากมายได้เติบโต แม้อเมริกาจะไม่สมบูรณ์แบบ และบางครั้งก็มีความไม่ยุติธรรมปะปนอยู่ก็ตามที แต่ก็ยังเป็นดินแดนแห่งโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จริง ๆ
จงเลือกฮีโร่ของคุณอย่างระมัดระวัง และจงดำเนินรอยตามพวกเขา แม้คุณจะไม่มีวันเป็นคนสมบูรณ์แบบ แต่คุณสามารถดีขึ้นได้เสมอ
Warren Edward Buffett
Resources