เมื่อจีนสั่ง “แบน” ชิป AI สหรัฐฯ เดิมพันครั้งใหญ่สู่ “เอกราชทางเทคโนโลยี”
จีนได้เดินหมากครั้งสำคัญในภารกิจสร้างความเป็นเอกราชทางเทคโนโลยีของตนเอง โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางรัฐบาลปักกิ่งได้ออกคำสั่งให้ศูนย์ข้อมูลที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐให้ทำการ หยุดใช้งานและจัดซื้อชิป AI ที่มาจากต่างประเทศโดยเด็ดขาด ซึ่งมาตรการนี้ถือเป็นการลดการพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม AI ของจีนลงอย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งสะท้อนความเชื่อมั่นที่ว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศของจีนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองแล้ว
โดยการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ สี จิ้นผิง ได้พบปะกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้เพียงไม่กี่วัน ซึ่งส่งสัญญาณว่าประเทศจีนพร้อมเดินหน้าลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ แม้ในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองชาติลดความตึงเครียดลงบ้างแล้วก็ตามที
จีนแบนชิป AI ต่างชาติในศูนย์ข้อมูลภาครัฐ
การออกคำสั่งแบนของจีนในครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่ศูนย์ข้อมูลหรือโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ได้รับเงินลงทุนหรือเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจีน โดยกำหนดให้โครงการศูนย์ข้อมูลใหม่ ๆ ที่ใช้ทุนจากรัฐบาล จะต้องใช้ชิปประมวลผลที่ผลิตขึ้นภายในประเทศเท่านั้น โดยรายงานระบุว่าศูนย์ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีความคืบหน้าน้อยกว่า 30% ได้ถูกสั่งให้ถอดถอนชิปต่างชาติที่ติดตั้งไว้ทั้งหมดออก หรือให้ทำการยกเลิกแผนการจัดซื้อชิปจากต่างประเทศในทันที
ในขณะที่โครงการที่ดำเนินการมาถึงขั้นสูงกว่านั้นจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป สำหรับศูนย์ข้อมูลที่เปิดใช้งานแล้ว รัฐอาจอนุโลมเอาไว้ชั่วคราว แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการตรวจสอบและทยอยเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านั้นออกในระยะยาว ซึ่งสาระสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐาน AI ของจีนในอนาคต จะต้องสร้างขึ้นบนเทคโนโลยีของจีนเอง โดยไม่มีที่ว่างให้ชิปต่างชาติอีกต่อไป
มาตรการนี้นับเป็นหนึ่งในก้าวที่แข็งกร้าวที่สุดของจีนในการกำจัดเทคโนโลยีต่างชาติออกจากโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ และเร่งบรรลุเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านชิป AI อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ชิป AI ขั้นสูงจากบริษัทในฝั่งของสหรัฐฯ เช่น Nvidia ถือเป็นประเด็นความขัดแย้งหลักระหว่างสองประเทศ เนื่องจากทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างชิงความเป็นผู้นำในด้านกำลังประมวลผลและเทคโนโลยี AI ระดับสูง
การแบนชิปต่างชาติในครั้งนี้แสดงถึงความมั่นใจของจีนว่า ถึงเวลาแล้วที่จีนจะพึ่งพาตนเองด้านฮาร์ดแวร์ AI โดยไม่ต้องพึ่งพาชิปจากสหรัฐฯ อีกต่อไป อีกทั้งยังเป็นการตอบโต้นโยบายของวอชิงตันที่มองว่าปักกิ่งคือภัยคุกคาม และพยายามจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีของจีน
ยุทธศาสตร์สร้างอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์ของจีน
การแบนชิปต่างชาติในศูนย์ข้อมูลรัฐครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนในการสร้างอุตสาหกรรมชิปและ AI ภายในประเทศที่พึ่งพาตนเองได้ โดยทางรัฐบาลจีนได้ทุ่มทุนมหาศาลมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตนเอง ตั้งแต่ชิปสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ไปจนถึงชิปสุดล้ำสำหรับปัญญาประดิษฐ์และทางการทหาร
โดยตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ปักกิ่งได้อัดฉีดเงินนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ ซึ่งการลงทุนในระยะยาวนี้คือการยกระดับเศรษฐกิจสู่การเป็นมหาอำนาจในการผลิตอุปกรณ์ไฮเทค และการเตรียมพร้อมแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีกับต่างชาติ
โดยหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ก็คือ การสร้างระบบนิเวศ AI ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ คือการมีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ด้าน AI ที่สามารถผลิตและควบคุมได้เองภายในประเทศ โดยไม่ถูกครอบงำหรือบีบคั้นจากต่างชาติ โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวบางครั้งถูกเรียกว่า “อธิปไตยเชิงอัลกอริทึม” (algorithmic sovereignty)
โดยนโยบายในปักกิ่ง ได้สื่อถึงวิสัยทัศน์ในการมีอำนาจในควบคุมโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลของชาติให้เบ็ดเสร็จภายในปี 2027 ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ดำเนินการตามแนวคิดนี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งการออกกฎควบคุมไม่ให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในประเทศซื้อชิปจากบริษัท Nvidia ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา (โดยอ้างเหตุผลความมั่นคง) และการที่สนับสนุนและเชิดชูผลงานของบริษัทผู้ผลิตชิปในประเทศ (เช่น การที่นายกรัฐมนตรีของประเทศจีนทำการถ่ายทอดออกโทรทัศน์เพื่อยกย่องประสิทธิภาพชิป AI สัญชาติจีนเพื่อแสดงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศตนเอง) ตลอดจนการทุ่มงบประมาณอย่างต่อเนื่องในการวิจัยและพัฒนา ชิปภายในประเทศ ผ่านทั้งบริษัทใหญ่ ๆ ในจีน เช่น Huawei และ Alibaba
ซึ่งความพยายามอย่างต่อเนื่องนี้เริ่มปรากฏผลลัพธ์ให้เห็นโดย รัฐบาลจีนได้แสดงความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ชิปที่ตัวเองพัฒนาภายในประเทศพร้อมแล้วที่จะทัดเทียมกับชิปจากต่างชาติ อีกทั้งรายงานล่าสุดของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) ยังพบว่าความสามารถ AI ของจีนนั้น มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะขาดการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ชั้นนำจากอเมริกา ก็ตามที ซึ่งนี่บ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศจีนสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์และการฝึกฝน AI ให้ก้าวหน้าขึ้นได้อย่างรวดเร็วได้โดยไม่พึ่งพาชิปจากสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้รัฐบาลปักกิ่งยิ่งมั่นใจที่จะผลักดันนโยบายในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น และมาตรการแบนชิปจากต่างชาติครั้งล่าสุดก็สะท้อนระดับความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นได้เป็นอย่างดี
ผลกระทบต่อบริษัทชิปอเมริกันอย่าง Nvidia และ AMD
มาตรการของจีนครั้งนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปของสหรัฐฯ โดยตรง โดยเฉพาะ บริษัท Nvidia และ AMD ซึ่งครองตลาดชิปประมวลผล AI ในจีนมาอย่างยาวนาน โดยก่อนหน้านี้ Nvidia เคยครองส่วนแบ่งตลาดชิป AI ในจีนสูงถึงประมาณ 95% แต่จากนโยบายการคุมเข้มการส่งออกของสหรัฐฯ ประกอบกับการตอบโต้จากจีนทำให้ ส่วนแบ่งตลาดของ Nvidia ในจีนดิ่งลงเหลือ 0% ในทันที ตามที่ซีอีโอบริษัท Nvidia Jensen Huang ได้เปิดเผยเอาไว้ล่าสุด โดยเขายังได้แสดงถึงความกังวลว่าการที่สหรัฐฯ ปล่อยให้สูญเสียหนึ่งในตลาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างจีนไปจนหมดสิ้นนั้นเป็น “ความผิดพลาด” ในเชิงนโยบายอีกด้วย
ซึ่งผลจากคำสั่งการแบนชิปสหรัฐฯ จากจีนในครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่ประเทศจีนเคยเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญของ Nvidia และบริษัทอื่น ๆ ในสหรัฐฯ ซึ่งมันได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทสัญชาติอเมริกันเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญโดยตรง
ในขณะเดียวกัน เม็ดเงินมหาศาลที่ภาคส่วน AI ของจีนเคยใช้ซื้อชิปจากสหรัฐฯ จะถูกเปลี่ยนทิศไปสู่บริษัทเทคโนโลยีของจีนเอง ไม่ว่าจะเป็น Huawei, Alibaba หรือบริษัทท้องถิ่นอื่น ๆ ที่พัฒนาชิป AI ของตนเอง
กล่าวได้ว่าคำสั่งการแบนชิปสหรัฐฯ ในครั้งนี้คือการเปิดทางให้กับผู้ผลิตชิปภายในประเทศจีนกินส่วนแบ่งทางตลาดมากขึ้นแบบก้าวกระโดด ในขณะที่คู่แข่งต่างชาติถูกกันออกจากโปรเจ็กต์ภาครัฐจีนโดยสิ้นเชิง
แถมทางรัฐบาลสหรัฐฯ ยังโดนหักหน้า จากการที่ โดนัลล์ ทรัมป์เคยกล่าวในสัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าจะ “ยอมให้จีนซื้อชิปจาก Nvidia ได้ แต่ไม่ใช่ชิปรุ่นที่ล้ำสมัยที่สุด” แต่การเคลื่อนไหวล่าสุดในเมืองปักกิ่งกลับดับความหวังของ Nvidia ที่จะกู้คืนตลาดจีนลงโดยสิ้นเชิง
ในเมื่อรัฐบาลปักกิ่งเลือกที่จะ ไม่พึ่งพาชิปสัญชาติอเมริกันเลย แม้จะเป็นรุ่นรองลงมาก็ตาม ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศจีนยอมแลกเพื่อเป้าหมายในระยะยาวเพื่อการเป็นเอกราชในด้านเทคโนโลยีของตนเอง
และนอกจาก Nvidia แล้ว ยังมีอีกบริษัทที่ได้รับผลกระทบก็คือ AMD ซึ่งเป็นผู้ผลิต GPU และชิปประมวลผลที่เคยทำตลาดในประเทศจีนเช่นกัน ซึ่งแม้ส่วนแบ่งของ AMD อาจไม่มากเท่า Nvidia แต่การถูกกีดกันออกจากโครงการศูนย์ข้อมูลภาครัฐของจีน นั่นก็หมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาลของบริษัท AMD เช่นกัน
และนอกจากนี้บริษัท Intel ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลก็อยู่ภายใต้คำสั่งแบนนี้ด้วย ทำให้ผู้ผลิตชิปต่างชาติแทบทุกราย ไม่เหลือบทบาทในโครงสร้างพื้นฐาน AI ภาครัฐของจีน อีกต่อไป และเมื่อรวมกับมาตรการควบคุมการส่งออกชิป AI ของฝั่งสหรัฐฯ ที่ห้ามขายชิปรุ่นไฮเอนด์ให้จีน จึงเท่ากับว่าตลาดชิป AI โลกกำลังถูกแบ่งแยกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
การแข่งขันเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
เบื้องหลังคำสั่งแบนชิปต่างชาติของจีนได้สะท้อนถึงภาพรวมของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตันที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกที
ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สหรัฐฯ ได้ใช้นโยบายควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ในขณะที่ทางจีนก็ตอบโต้ด้วยการออกมาตรการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและแบนชิป AI จากสหรัฐฯ เป็นการ “ลดการพึ่งพาคู่แข่ง” จากทั้งสองฝ่าย สหรัฐฯ ไม่อยากพึ่งจีน และจีนก็ไม่อยากพึ่งสหรัฐฯ แต่ละฝ่ายต่างมองว่าเป็น “คู่ปรับ” ในเวทีเทคโนโลยีโลกและพยายามลดอำนาจการต่อรองของอีกฝ่ายลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ กรณีแร่แรร์เอิร์ธ แร่หายากซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิปและอุปกรณ์ไฮเทคอื่น ๆ ซึ่งทางสหรัฐอเมริกา มีความจำเป็นต้องนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธจากประเทศจีนในปริมาณมหาศาล แต่การจะลดการพึ่งพาจีนในด้านนี้จะต้องใช้เวลาหลายปีหรืออาจนานเป็นทศวรรษที่กว่าจะหาแร่แรร์เอิร์ธจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้
ในทางกลับกัน ประเทศจีนสามารถลดการพึ่งพาชิปจากสหรัฐฯ ได้เกือบในทันทีด้วยการออกคำสั่งห้ามดังกล่าว เหมือนเพียง “กดสวิตช์เพียงครั้งเดียว” ก็สามารถหยุดซื้อชิปอเมริกันได้โดยไม่กระทบต่อแผนความมั่นคงของชาติตนเอง กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่าย และเป็นแรงผลักดันให้ประเทศทั้งสองต้องรีบเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถภายในประเทศของตน
โดยปัจจุบันทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเองเช่นกัน ฝั่งสหรัฐฯ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ อย่างเช่น Microsoft, Meta (Facebook) และ OpenAI ได้ลงทุนหรือจัดสรรเงินรวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ฯ เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยชิปรุ่นล่าสุดของ Nvidia
ส่วนฝั่งของจีน รัฐบาลกลางและมณฑลต่าง ๆ ได้ทำการอัดฉีดเงินกว่าแสนล้านดอลลาร์ฯมาตั้งแต่ปี 2021 เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ภายในประเทศ ซึ่งเป็นการเร่งยกระดับขีดความสามารถให้ทัดเทียมกับชาติตะวันตก ซึ่งการที่ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ทรัพยากรมหาศาลเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยี AI ได้กลายเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์ระหว่างชาติมหาอำนาจ อย่างแท้จริง
แต่อย่างไรก็ดี การแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีนี้ก็มีความเสี่ยงและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากตามมาเช่นกัน
เช่นการที่จีนกีดกันเทคโนโลยีจากต่างชาติแม้จะช่วยสร้างตลาดให้ผู้เล่นภายในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้เกิดช่องว่างด้านศักยภาพ หากเทคโนโลยีภายในประเทศพัฒนาตามต่างชาติไม่ทัน ซึ่งฝ่ายจีนเองยอมรับว่าการลดการพึ่งพาชิป AI สัญชาติอเมริกันอาจทำให้เกิด “ความล่าช้าหรือประสิทธิภาพที่ลดลงในระยะสั้น” แต่ก็ยินดีรับความเสี่ยงนี้เพื่อแลกกับการไม่ต้องตกอยู่ในภาวะที่เหมือนถูกสหรัฐฯ “จับเป็นตัวประกัน” ทางเทคโนโลยีในระยะยาวอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายสหรัฐฯ ก็อาจตอบโต้ด้วยการยกระดับมาตรการการควบคุมการส่งออกให้เข้มงวดยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อหวังที่จะรักษาความได้เปรียบ แต่นั่นก็จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างทั้งสองประเทศในอนาคตอันใกล้
กล่าวได้ว่า ณ ขณะนี้ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มหาอำนาจทางเทคโนโลยีต่างมุ่งสร้างกำแพงของตนเอง แทนที่จะพึ่งพากันแบบห่วงโซ่อุปทานโลกดังเช่นในอดีต
“อธิปไตยเชิงอัลกอริทึม”: นิยามใหม่ของความมั่นคงทางเทคโนโลยี
แนวคิด “อธิปไตยเชิงอัลกอริทึม” หรือ algorithmic sovereignty ที่กล่าวถึงข้างต้น กำลังกลายเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์เทคโนโลยีจีนอย่างเต็มตัว
โดยแนวคิดนี้หมายถึง การที่ชาติสามารถควบคุมทุกองค์ประกอบของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบคอมพิวติ้งของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ซึ่งเป้าหมายของจีนคือทำให้ได้ภายในปี 2027 เพื่อที่จะบรรลุความเป็นอิสระจากต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ชิปประมวลผล สถาปัตยกรรมระบบคลาวด์ ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนแพลตฟอร์มข้อมูลและอัลกอริทึมต่าง ๆ ที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ
การบรรลุ “อธิปไตย” ในมิติใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จีนก็ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงผ่านนโยบายและการลงทุนอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ ประเทศจีนได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายนี้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการนำเข้าเทคโนโลยีต่างชาติ การสนับสนุนผู้ผลิตชิปและนักพัฒนาระบบ AI ภายในประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่พัฒนาเองให้กับสาธารณชนและผู้ใช้งานได้รับรู้ทั่วกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว สำนักงานกำกับดูแลไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) ได้ออกคำสั่งให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ภายในประเทศหยุดซื้อชิป Nvidia รุ่นชั้นนำจากสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ออกโทรทัศน์เพื่อชมเชยความสำเร็จของชิป AI ที่ผลิตโดยจีนเองอย่างเปิดเผย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการตอกย้ำความมั่นใจว่า “ชิปทำเอง” นั้นพร้อมใช้งานและมีสมรรถนะสูงมากพอในตลาดการแข่งขันได้
และนอกจากนี้ ทางการจีนยังเคยสั่งห้ามใช้ผลิตภัณฑ์หน่วยความจำของบริษัท Micron จากสหรัฐฯ ในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศไปเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปูทางให้บริษัทหน่วยความจำสัญชาติจีนเข้ามาแทนที่ในตลาดนี้
จะเห็นได้ว่ามาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนสอดคล้องกันในทิศทางที่มุ่งสู่ “อธิปไตยทางดิจิทัล” ที่จีนวาดฝันเอาไว้
แนวคิดอธิปไตยเชิงอัลกอริทึมนี้สะท้อนถึงมุมมองด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ ที่เทคโนโลยีกลายเป็นแกนกลางของอำนาจรัฐพอ ๆ กับแสนยานุภาพทางการทหารหรือเศรษฐกิจ การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนที่อาจถูกอีกฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือสกัดกั้นการพัฒนาประเทศได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นจีนจึงต้องการที่จะกำหนดอนาคตดิจิทัลของตนเอง กำหนดกติกาและมาตรฐานใช้เองภายในประเทศ ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ความมั่นคงภายในประเทศ แต่ยังส่งสาส์นถึงประชาคมโลกว่าจีนพร้อมที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางเทคโนโลยีของตนโดยไม่ต้องอิงกับชาติตะวันตกอีกต่อไป
บทสรุป: ยุคใหม่แห่งการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยการพึ่งพาตนเอง
การที่จีนสั่งแบนชิป AI ต่างชาติในโครงการภาครัฐครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับโลก ยุคที่แต่ละประเทศมุ่งสร้างความแข็งแกร่งภายในและลดการพึ่งพาผู้อื่นให้ได้มากที่สุด ปักกิ่งได้ส่งสารอย่างชัดเจนว่า จีนจะไม่ยอมถูกผูกติดกับเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อีกต่อไป แม้ว่าการตัดขาดนี้อาจทำให้จีนต้องเผชิญกับความยากลำบากหรือประสิทธิภาพที่ลดลงบ้างในช่วงแรก แต่ผู้นำจีนก็มองว่านั่นเป็นราคาที่คุ้มค่ากับการได้มาซึ่งอธิปไตยทางเทคโนโลยีในระยะยาว พร้อมกันนั้น จีนยังประกาศศักดาผ่านเวทีโลกว่า ตนนั้นมีความพร้อมที่จะเดินหน้าบนเส้นทางดิจิทัลของตัวเอง และเชิญชวนให้ประเทศอื่น ๆ รับรู้ถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของประเทศจีนในฐานะอีกขั้วหนึ่งที่ทรงพลังที่ตีคู่ขึ้นมาเทียบเคียงกับสหรัฐอเมริกา
ซึ่งสำหรับในวอชิงตันแล้วนั้น เหตุการณ์นี้คือสัญญาณเตือนว่าการได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อาจไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืนตลอดไป เพราะจีนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถเร่งเครื่องพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศจนไล่หลังมาทันสหรัฐฯ ได้ และพร้อมที่เจ็บปวดในระยะสั้นเพื่อเป้าหมายในระยะยาวในด้านการสร้างความมั่นคงของประเทศชาติตนเอง
ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ เราอาจจะได้เห็นสหรัฐฯ ออกมาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้นอีก เช่น การขยายรายการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี เพื่อพยายามชะลอความก้าวหน้าของจีน ซึ่งแน่นอนว่านั่นจะส่งผลให้ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ การแข่งขันด้าน AI ในระดับโลกได้ก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ที่มีนิยามแตกต่างไปจากเดิม
ซึ่งในเฟสใหม่นี้ “การพึ่งพาตนเอง” กลายเป็นตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของแต่ละชาติ แทนที่แนวคิดโลกาภิวัตน์แบบเดิมที่เคยเชื่อมโยงทุกประเทศเข้าไว้ด้วยกัน
เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างจีนและสหรัฐฯ ต่างยืนบนเส้นทางของตนเองเช่นนี้ ภาพของระบบนิเวศเทคโนโลยีโลกในอนาคตก็อาจจะแบ่งออกเป็นสองขั้วที่คู่ขนานกันไป ขั้วแรกคือขั้วที่ขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานและชิปของชาติฝั่งตะวันตก และขั้วที่ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาเองโดยจีนและพันธมิตร ซึ่งความท้าทายคือ โลกจะปรับสมดุลอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันอันเข้มข้นนี้ แต่ที่แน่นอนก็คือ ประเทศจีนได้ประกาศจุดยืนแล้วว่าจะนิยามอนาคตดิจิทัลของตนเองด้วยมือของตัวเอง และการแบนชิป AI ต่างชาติครั้งนี้คือสัญญาณบ่งบอกว่าการแข่งขันเพื่อความเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีกำลังทวีความเข้มข้นและชัดเจนกว่าที่เคย
Resources