Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Economy

จีนแบนแร่หายาก กองทัพสหรัฐฯ สั่นคลอน?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีน ได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกทรัพยากรสำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น แร่หายาก (Rare Earth Elements), ลิเธียม (Lithium), กราไฟต์ (Graphite) ไปจนถึง เพชรสังเคราะห์ (Synthetic Diamonds) ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมไฮเทคและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ได้สร้างความกังวลไปทั่วโลก เพราะเป็นการที่จีนใช้จุดแข็งใน ห่วงโซ่อุปทาน เป็นเครื่องต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญของการแข่งขันเพื่อเป็นมหาอำนาจโลก

เจ้าแห่งวัตถุดิบโลก

แร่หายาก (Rare Earth Elements) 17 ชนิดคือหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่ชิปคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบอาวุธนำวิถี จีน ได้สร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลในทรัพยากรกลุ่มนี้มาอย่างยาวนาน จนปัจจุบันได้กลายเป็นผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยครองสัดส่วนการผลิตจากเหมืองถึง 70% และยังเป็นแหล่งสำรองแร่หายากในปริมาณมหาศาล

ความเหนือกว่าที่ “ไม่ใช่แค่การขุด”

ซึ่งความโดดเด่นของจีนไม่ได้จำกัดแค่ปริมาณแร่ดิบ แต่ยังรวมไปถึง กระบวนการสกัดและการแปรรูป อย่างครบวงจร ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ยังขาดแคลนเทคโนโลยีและกำลังผลิตที่เพียงพอ ทำให้หลายประเทศต้องพึ่งพาโรงงานของจีนในการสกัดแร่ดิบให้บริสุทธิ์ในต้นทุนที่ต่ำกว่า กล่าวได้ว่า จีนได้สร้าง ห่วงโซ่อุปทานแร่หายากแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

โดยอดีตผู้นำจีน เติ้ง เสี่ยวผิง เคยกล่าวเอาไว้ในปี 1992 ว่า “ตะวันออกกลางนั้นมีน้ำมัน ส่วนจีนมีแร่หายาก” ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ที่มองว่าสิ่งที่จีนมีนั้นคือ “น้ำมันที่ใช้ในการขับเคลื่อนโลกอนาคต”

นอกจากนี้ การที่จีนสามารถผลิตแร่ธาตุแปรรูปได้ใน ต้นทุนต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศต้องยอมรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วทำได้ยากเพราะกฎหมายสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการทำเหมืองและสกัดแร่หายากได้สร้างมลพิษและของเสียโลหะหนักออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ผลิตฝั่งตะวันตกทยอยปิดตัวลงไป ส่งผลให้ประเทศจีนแทบจะผูกขาดทั้งในด้านการทำเหมืองและการแปรรูป แม้สหรัฐฯ และออสเตรเลียจะมีแร่หายากสำรองเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังต้องนำเข้าจากจีนเพราะขาดโครงสร้างอุตสาหกรรมสกัดแร่ขั้นสูง

ทรัพยากรยุทธศาสตร์อื่น ๆ ที่จีนครอบครอง

  • ลิเธียม (Lithium): แม้จีนจะไม่ได้มีแหล่งลิเธียมดิบใหญ่ที่สุด แต่จีนกลับลงทุนมหาศาลในขั้นตอนการ แปรรูปแร่ลิเธียมดิบ ให้เป็นสารประกอบพร้อมใช้ จนควบคุมกำลังการผลิตขั้นแปรรูปสูงถึง 80% ของโลก
  • โคบอลต์ (Cobalt): จีนครองการแปรรูปประมาณ 85% ของโลก
  • กราไฟต์เกรดแบตเตอรี่กราไฟต์ (Graphite): จีนผลิตและแปรรูปได้มากถึง 95% ของโลก
  • เพชรสังเคราะห์ (Synthetic Diamonds): ใช้ในอุตสาหกรรมไฮเทคขั้นสูง เช่น ผงขัดเซมิคอนดักเตอร์ วัสดุระบายความร้อนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอาวุธทางการทหารเช่นกระสุนเจาะเกราะ จีนก็เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ซื้อผงเพชรสังเคราะห์รายใหญ่อันดับที่สามของจีน

ซึ่งการควบคุมและแปรรูปทรัพยากรเหล่านี้ทำให้จีนมี อำนาจต่อรอง ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงของโลกอย่างมหาศาล

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

มาตรการควบคุมการส่งออกของจีนส่งผลเขย่า ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความผันผวนของราคาและอุปทาน

ในระยะสั้น ความไม่แน่นอนของการเข้าถึงวัตถุดิบสำคัญอาจทำให้ ราคาของแร่หายาก ปรับตัวสูงขึ้น ทันทีที่มีข่าวการคุมเข้มออกมาจากจีน แต่ยอดสั่งซื้อแร่หายากจากจีนก็ลดฮวบลงอย่างชัดเจนเช่นกัน ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ผู้ที่มีความต้องการซื้อต้องแข่งขันแย่งชิงวัตถุดิบกันมากขึ้น

ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์

โดยนักวิเคราะห์เตือนว่าการที่จีนใช้ “ทรัพยากรในมือ” เป็นเครื่องต่อรอง อาจนำไปสู่ ความตึงเครียดทางการค้า ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ มองว่ามาตรการของจีนเป็นการ “ใช้อาวุธเศรษฐกิจ” ที่อาจสั่นสะเทือนเสถียรภาพซัพพลายของโลก ซึ่งทางจีนเองก็ออกมายอมรับว่า มาตรการนี้เป็นการตอบโต้ข้อจำกัดทางการค้าของชาติฝั่งตะวันตกที่กีดกันประเทศจีน ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้จึงถูกมองว่าเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจากับสหรัฐฯ

การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก

ในระยะยาว มาตรการของจีนอาจเร่งให้เกิดการ ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ บริษัทตะวันตกอาจต้องย้ายฐานการผลิตบางส่วน และเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือก อย่างเช่น มอเตอร์ไฟฟ้าไร้แม่เหล็กนีโอไดเมียม (Brushless motor) รวมไปถึงแบตเตอรี่ทางเลือกที่ไม่ใช้ลิเธียมเป็นส่วนประกอบ

สิ่งเหล่านี้อาจผลักดัน ต้นทุนการผลิต ให้สูงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าได้ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อาจมีการปรับราคาสูงขึ้น

ผลกระทบต่อความมั่นคงทางทหาร

และมิติที่สำคัญอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือจะเกิดผลกระทบต่อ ความมั่นคงทางการทหาร โดยเฉพาะกับ สหรัฐอเมริกา

การพึ่งพาวัตถุดิบจีนในยุทโธปกรณ์สหรัฐฯ

รายงานจาก Govini บริษัทซอฟต์แวร์ที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ชี้ว่า สหรัฐฯ พึ่งพาวัตถุดิบจากจีนในระบบอาวุธอย่างน่าตกใจ โดยมีชิ้นส่วนอุปกรณ์กว่า 80,000 ชิ้น ในระบบอาวุธเกือบ 1,900 โครงสร้างพื้นฐานของกองทัพสหรัฐฯ ที่ใช้แร่หรือวัสดุจากจีน คิดเป็น ประมาณ 78% ของยุทโธปกรณ์ทั้งหมด

  • กองทัพเรือสหรัฐฯ: พึ่งพาแร่ธาตุจากจีนใน 92% ของระบบอาวุธ
  • กองทัพอากาศสหรัฐฯ: พึ่งพาใน 85% ของระบบ
  • กองทัพบกสหรัฐฯ: พึ่งพาใน 70% ของระบบ

แม้แต่เครื่องบินรบ F-35 ซึ่งเป็นอากาศยานล้ำยุค ก็ใช้แร่หายากรวมกันราว 417 กิโลกรัมต่อลำ ซึ่งหากทางประเทศจีนควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด การผลิตและซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ชั้นสูงของสหรัฐฯ อาจต้องชะลอตัวหรือหยุดชะงักได้

คอขวดที่การแปรรูป

แม้สหรัฐฯ และพันธมิตรจะพยายามเพิ่มการผลิตแร่ดิบภายในประเทศ แต่ คอขวดสำคัญ คือกำลังในการถลุงและการแปรรูปขั้นสูง ซึ่งจีนได้ครองความสามารถในการแปรรูปแร่หายากทั่วโลกกว่า 90% ทำให้แม้ประเทศพันธมิตรอย่างออสเตรเลียและแคนาดาจะขุดแร่ได้ แต่ก็ยังต้องส่งไปให้โรงงานจีนช่วยสกัดอยู่ดี

นอกจากนั้นจีนยังครองการถลุงโลหะยุทธศาสตร์อื่น ๆ อย่างเช่น แอนติโมนี (พลวง) 60% ของโลก ทำให้สหรัฐฯ ยากที่จะหลีกหนี “คอขวด” ที่จีนครอบครองอยู่

โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสหรัฐฯ ไม่เร่งลงทุนสร้าง ห่วงโซ่อุปทานแร่ยุทธศาสตร์ของตนเอง ให้ครบวงจร จะส่งผลให้ความเหนือกว่าด้านอุตสาหกรรมกลาโหมอาจพลิกผันได้ในอนาคต

พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียวกับความเสี่ยงใหม่

ทรัพยากรที่จีนควบคุมการส่งออกยังเป็นหัวใจของ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ที่ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนา

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและรถยนต์ไฟฟ้า

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน คือหัวใจสำคัญของ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงานหมุนเวียน โดยจีนครองห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่นี้อย่างแข็งแกร่ง:

  • สามารถผลิตแบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วน 80% ของกำลังผลิตทั่วโลก
  • ควบคุมวัสดุทุกขั้นตอนในการผลิตแบตเตอรี่เกือบทั้งหมด เช่น ขั้วแบตเตอรี่ขั้วลบ (แอโนด) 96% ของโลก และขั้วบวก (แคโทด) 85% ของโลก
  • กว่า สองในสาม ของแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ที่สหรัฐฯ นำเข้า ล้วนมาจากจีนโดยตรง

ดังนั้นเมื่อประเทศจีนออกกฎให้บริษัทที่จะส่งออกแบตเตอรี่และวัสดุขั้วแบตฯ ต้องขอใบอนุญาตก่อน ก็เท่ากับว่าจีนได้ถือไพ่ที่ทำเพียงแค่ “สะกิดเบา ๆ” ก็สามารถทำให้ซัพพลายแบตเตอรี่ของสหรัฐฯ สะดุดได้ตลอดเวลา ซึ่งนี่อาจกระทบอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของสหรัฐฯ ที่ต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาลก็เป็นได้

เทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่น ๆ

  • กังหันลมผลิตไฟฟ้า: ต้องใช้แม่เหล็กถาวรจากโลหะนีโอไดเมียมและดิสโปรเซียม (ที่เป็นแร่หายาก) เพื่อผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง
  • แผงโซล่าเซลล์: บางชนิดอาศัยแร่ธาตุหายากบางอย่างในการผลิต

หากซัพพลายแร่เหล่านี้ติดขัด ความพยายามของโลกที่ต้องการจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนก็จะเผชิญกับความท้าทายหนักขึ้นด้วย

ความเสี่ยงของจีนเอง

ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าการที่จีนใช้นโยบายการคุมเข้มนี้ก็มีความเสี่ยงต่อจีนเองเช่นกัน หากจีน “เล่นแรง” จนตะวันตกเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่ไม่ง้อจีนได้สำเร็จ ธุรกิจยักษ์ใหญ่ของจีนเองก็อาจที่จะสูยเสียตลาดสำคัญไปได้

การแข่งขันอุตสาหกรรมระหว่างจีนกับชาติตะวันตก

กรณีการคุมการส่งออกแร่ยุทธศาสตร์นี้สะท้อนในเรื่องของ การแข่งขันด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ที่เข้มข้นขึ้นระหว่างจีนกับโลกตะวันตก ซึ่งความได้เปรียบทางเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่ได้มาจากนวัตกรรมหรือเงินทุนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง ความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐาน อย่างพวกแร่หายากต่าง ๆ ด้วย

เกม “แลกหมัด” ทางเทคโนโลยี

ซึ่งประเทศจีนแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาพร้อมที่จะใช้ “อำนาจที่มีอยู่เหนือตลาดวัตถุดิบ” มาตอบโต้ทันทีเมื่อถูกกดดันทางเทคโนโลยี เช่น เมื่อสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงให้แก่จีน ทางจีนก็สวนกลับด้วยการจำกัดแร่สำคัญต่ออุตสาหกรรมชิปและแบตเตอรี่ของฝั่งตะวันตก นี่คือเกมที่แต่ละฝ่ายต่างใช้จุดแข็งของตนแลกหมัดกัน

การตอบสนองของโลกตะวันตก

มาตรการของจีนในครั้งนี้ได้กระตุ้นให้ชาติอุตสาหกรรมตะวันตก ตระหนักถึงภัยจากการพึ่งพาจีนมากขึ้น และพวกเขาก็เริ่มหาแผนสำรอง:

  • สหรัฐฯ: รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้พูดเปรยถึงความเป็นไปได้ในการประสานงานกับชาติพันธมิตร เพื่อรับมือการคุมส่งออกของจีน
  • สหภาพยุโรป: เร่งผลักดัน กฎหมายวัตถุดิบสำคัญ (Critical Raw Materials Act) เพื่อกระจายแหล่งนำเข้า
  • พันธมิตรด้านแร่ธาตุ: มีการจัดตั้งโครงการความร่วมมือ เช่น US-EU Mineral Security Partnership และกรอบหุ้นส่วนความมั่นคงด้านแร่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
  • การลงทุนในประเทศ: สหรัฐฯ อนุมัติงบประมาณนับพันล้านดอลลาร์ฯ เพื่อฟื้นฟูเหมืองแร่หายากและสร้างโรงงานถลุงแร่ในประเทศของตน

แต่อย่างไรก็ตาม การสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ต้องใช้เวลา หลายสิบปี เพราะจีนได้ก้าวหน้าไปไกลทั้งในเชิงเทคโนโลยีและการลงทุนทั่วโลก ทำให้ชาติฝั่งตะวันตกยากที่จะไล่ตามจีนได้ทันในเร็ววัน

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์

การที่จีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายากในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจด้าน ซัพพลายเชนของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเครื่องต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเปิดเผย โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความมั่นคงทางทรัพยากร” มีความหมายทัดเทียมกับความมั่นคงทางทหารและเทคโนโลยี

ประเทศที่พึ่งพิงอีกประเทศในวัตถุดิบสำคัญย่อมตกอยู่ในภาวะเปราะบางทางยุทธศาสตร์ ดังเช่นกรณีของสหรัฐฯ ที่แม้จะเป็นมหาอำนาจทางทหาร แต่กลับพบว่ากองทัพของตนได้ฝากอนาคตไว้กับแร่ธาตุจากจีนถึง 70–90% ในหลายระบบอาวุธ

แต่ในทางกลับกัน จีนเองก็เสี่ยงจะเสียผลประโยชน์ในระยะยาว หากใช้นโยบายนี้รุนแรงเกินไปจนเร่งให้ประเทศที่เคยเป็นลูกค้าหันไปหาแร่จากแหล่งอื่นหรือทำการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีทดแทน

ซึ่งสำหรับประเทศไทยและประเทศเล็กอื่น ๆ ความผันผวนของตลาดวัตถุดิบโลกอาจส่งผลทางอ้อม เช่น ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่อาจเพิ่มขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ดี ในวิกฤตย่อมมีโอกาส ประเทศที่มีทรัพยากรทางเลือกหรือศักยภาพในการรีไซเคิลสูงอาจใช้จังหวะนี้เพื่อเสนอตัวเป็นผู้เล่นรายใหม่ หรือดึงดูดการลงทุนจากฝั่งตะวันตกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากจีน

ในท้ายที่สุดแล้ว การที่จีนคุมการส่งออกแร่ยุทธศาสตร์ได้ตอกย้ำว่า “อำนาจ” ในเวทีโลกยุคศตวรรษที่ 21 ไม่ได้อยู่ที่กองกำลังทหารหรือขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความสามารถในการควบคุมปัจจัยการผลิตวัตถุดิบสำคัญของโลกอนาคตด้วย ในการช่วงชิงความเป็นเจ้าทรัพยากรเหล่านี้จึงจะยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปอีกยาวนาน และอาจเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยที่จะกำหนดผู้ชนะและผู้แพ้ในเวทีการแข่งขันเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมของโลกยุคต่อไปอย่างแท้จริง

Resources