ฟองสบู่ลูกใหญ่ที่สุดในชีวิตกำลังจะมา by Mark Tilbury
เปรียบเทียบฟองสบู่ AI ปัจจุบันกับฟองสบู่ดอทคอมปี 2000
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เกิดภาวะฟองสบู่ดอทคอม ที่นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นเทคโนโลยีเพียงเพราะชื่อเว็บดึงดูดใจ ผลก็คือเมื่อฟองสบู่แตกในปี 2000 ดัชนี Nasdaq ทรุดตัวลงเกือบ 80% และกว่าครึ่งของบริษัทดอทคอมต้องปิดตัวลง เหลือรอดเพียง 48% เท่านั้น ความมั่งคั่งมลายหายไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่มหาเศรษฐีอย่าง Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft ก็สูญเงินไป 18,000 ล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์เดียวเมื่อฟองสบู่แตก เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ตอกย้ำบทเรียนว่าแม้อินเทอร์เน็ตจะเป็น “the next big thing” ของยุค แต่ความมั่นใจและกระแสการเก็งกำไรเกินเหตุสามารถก่อให้เกิดฟองสบู่ขนาดมหึมาได้เช่นกัน
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน บรรยากาศการลงทุนใน AI ชวนให้นึกถึงยุคดอทคอมอีกครั้ง หลายคนเรียก AI ว่าเป็นโอกาสครั้งใหญ่และอาจเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต ซึ่งมันอาจจะจริง หรือไม่ก็อาจเป็น “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ที่เรื่องเดิมกำลังเล่นซ้ำอีกครั้ง และนักลงทุนทุกยุคทุกสมัยก็มักเชื่อว่ายุคของตนเองนั้นจะต่างออกไป
แต่ทว่า John Templeton นักการเงินชื่อดังได้เคยออกมาเตือนว่า “คำที่มีราคาแพงที่สุดในโลกของการลงทุนมีอยู่ 4 คำคือ ‘ครั้งนี้ต่างออกไป’” ซึ่งเราต้องกลับไปถามกับตนเองให้แน่ใจก่อนว่าในครั้งนี้มันต่างออกไปครั้งก่อนหน้านี้จริงหรือไม่?
ซึ่งในเนื้อหานี้เราจะไปสำรวจปัจจัยซ่อนเร้น 3 ประการที่อาจอยู่เบื้องหลังภาวะฟองสบู่ AI ในปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบกับฟองสบู่ดอทคอมในอดีต พร้อมทั้งพิจารณาว่าเราควรรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร
7 ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีกับสงครามชิงความเป็นใหญ่ใน AI
ปัจจุบันอนาคตของตลาดหุ้นแทบทั้งตลาดถูกผูกไว้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เพียง 7 แห่ง ที่สื่อการเงินขนานนามว่า “Magnificent Seven” ได้แก่ Amazon, Microsoft, Alphabet บริษัทแม่ของ Google, Meta บริษัทแม่ของ Facebook, Apple, Tesla และ Nvidia บริษัททั้งเจ็ดนี้รวมกันมีมูลค่าคิดเป็น 36% ของดัชนีตลาดหุ้น S&P500 และบริษัททั้งหมดที่ว่ามานั้นกำลังทุ่มทรัพยากรมหาศาลเพื่อแข่งกันพัฒนา AI อย่างดุเดือดเพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำในยุคปัญญาประดิษฐ์
ไม่ว่าคุณจะลงทุนหุ้นรายตัวหรือแบบผ่านกองทุนดัชนีก็ตาม แต่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของสงคราม AI ในครั้งนี้ ย่อมส่งผลถึงพอร์ตการลงทุนของคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเม็ดเงินทุกดอลลาร์ที่บริษัทยักษ์เหล่านี้อัดฉีดลงไปในอุตสาหกรรม AI มันจะสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ธุรกิจชิปเซ็ต ธุรกิจพลังงาน ไปจนถึงกองทุนรวมของนักลงทุนรายย่อย
มาดูเม็ดเงินลงทุนใน AI ของ 7 บริษัทยักษ์ใหญ่ ในปี 2023 ที่ผ่านมากัน ซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีการทุ่มเงินลงทุนไปกับเรื่องของ AI อย่างมหาศาลในปีนี้ จนคุณต้องตกใจ และต่อไปนี้คือเม็ดเงินคร่าว ๆ ที่แต่ละเจ้าวางแผนเอาไว้
-
Tesla ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ ใช้เพื่อพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติและในโครงการปัญญาประดิษฐ์ X.AI ของ Elon Musk
-
Apple ประมาณ 107,000 ล้านดอลลาร์ โดยมุ่งทำให้ Siri ฉลาดขึ้น ซึ่งหลายคนมองว่าเม็ดเงินระดับนี้ยังไม่น่าเพียงพอ
-
Meta ที่เป็นบริษัทแม่ของ Facebook ทุ่มเงินประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนในศูนย์ข้อมูลและ metaverse หรือโลกเสมือนที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
-
Alphabet บริษัทแม่ของ Google ลงทุนราว 75,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อ “สร้างโลกอินเทอร์เน็ตขึ้นใหม่” ด้วย AI ผสานในบริการต่าง ๆ
-
Microsoft ใช้เงินประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ลงทุนในบริษัท OpenAI และสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับงาน AI โดยเฉพาะ
-
Amazon ประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านบริการ cloud อย่าง AWS หรือ Amazon Web Services เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ทุกคนต้องพึ่งพาระบบ cloud
-
และ Nvidia เองก็ลงทุนมหาศาลในการพัฒนาชิป AI และเทคโนโลยีในการประมวลผลคู่ขนาน เพื่อตอบสนองความต้องการปริมาณชิปของตลาด แต่เดี๋ยวกรณีของ Nvidia จะได้กล่าวถึงในหัวข้อถัด ๆ ไป
ซึ่งเม็ดเงินรวมจาก 7 ยักษ์ใหญ่ที่ทุ่มลงใน AI ในปีนี้คาดการณ์ว่าจะสูงถึงราว 330,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปีเดียว ซึ่งมากกว่า GDP ของประเทศอย่างฟินแลนด์หรือโปรตุเกสซะอีก
ซึ่งเงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกอัดฉีดเพื่อ “สร้างอนาคต” จนบางคนขนานนามปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว โดยหลายฝ่ายอาจรู้สึกตื่นเต้นไปกับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลและเทคโนโลยีที่หลั่งไหลเข้าสู่แวดวง AI
แต่ก็ควรตระหนักว่าการใช้จ่ายเกินขนาดนี้เองที่กำลังพยุงเศรษฐกิจอเมริกาไว้ โดยมีการประมาณการณ์ว่าหากไม่มีการลงทุนด้าน AI อย่างมหาศาลในช่วงปีที่ผ่านมา สหรัฐอาจเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจไปแล้วก็เป็นได้
ซึ่งแนวโน้มนี้ดูท่าแล้วจะยังไม่หยุดลงง่าย ๆ โดยมีรายงานคาดการณ์ว่า เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกในอุตสาหกรรม AI จะพุ่งสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 และเฉพาะงบประมาณด้านพลังงานไฟฟ้าที่ใช้เพื่อขับเคลื่อนระบบ AI ก็อาจสูงจนแตะระดับ 3 ล้านล้านดอลล่าร์ต่อปี ภายในปี 2030 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกายอมทำทุกทางเพื่อที่จะ “ชนะ” ในสงคราม AI ที่ดุเดือดนี้
ขนาด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ยังประเมินว่า กว่า 60% ของตำแหน่งงานในโลกที่พัฒนาแล้ว มีความเสี่ยงจะถูกเปลี่ยนแปลงหรือแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและ AI ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ซึ่งใครก็ตามที่กุมเทคโนโลยี AI ได้ก่อน ก็จะคว้าอำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาลเอาไว้ในมือ
Mark Zuckerberg แห่ง Meta บริษัทแม่ของ Facebook ถึงกับกล่าวว่า แม้บริษัทจะใช้เงิน ผิดที่ผิดทาง ไปถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะหากบริษัทขยับตัวช้าเกินไปก็จะตกขบวนและแพ้ในสงครามนี้ทันที
ที่สำคัญก็คือ สงคราม AI นี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่างบริษัท แต่เป็นการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน ด้วย โดยทั้งคู่ต่างมองว่า AI คือกุญแจสู่ความเป็นเจ้าโลก ทั้งสองฝ่ายจึงทุ่มเงินนับพันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อแข่งกันพัฒนาเทคโนโลยี และหวังจะควบคุมอนาคตเอาไว้ในกำมือของตนเอง
ภาพที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยอย่างเรา ๆ อยู่ในจุดชี้ชะตา ซึ่งหาก AI สร้างผลลัพธ์ได้ตามสัญญา ในอีกทศวรรษข้างหน้าโลกของเราอาจเฟื่องฟูเหมือนในยุคอินเทอร์เน็ตบูมเมื่อต้นปี 2000 ที่ผลตอบแทนการลงทุนอาจเติบโตแบบก้าวกระโดด และตามมาด้วยการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหญ่
แต่หาก กำไรจาก AI มาช้ากว่าที่ตลาดคาดหวังเอาไว้ หุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำลังหนุนพอร์ตของนักลงทุนให้พุ่งขึ้นในวันนี้ ก็อาจดึงพอร์ตให้ร่วงลงอย่างแรงได้ในวันพรุ่งนี้ทันทีเมื่อฟองสบู่แตก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชะตากรรมของนักลงทุนในตอนนี้ผูกอยู่กับความเร็วในการสร้างรายได้ของ AI อย่างแยกไม่ออก
เม็ดเงินหมุนเวียนระหว่างบริษัท สัญญาณฟองสบู่ AI?
ท่ามกลางการลงทุนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลดังที่กล่าวข้างต้น ได้มีปรากฏการณ์หนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนขนานนามว่า AI Money Machine หรือเครื่องผลิตเงินแห่งวงการ AI ซึ่งทำให้ผู้สังเกตการณ์หลายคนเริ่มกังวลว่านี่อาจเป็นสัญญาณของฟองสบู่ทางการเงินในอุตสาหกรรมนี้ โดยภาพรวมของระบบนี้ก็คือ บริษัทต่าง ๆ ในระบบนิเวศ AI ต่างลงทุนและเป็นลูกค้ากันเอง วนเงินไปมาจนงบการเงินสวยหรู แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ได้สร้างมูลค่าใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจมากนัก
ให้คุณลองพิจารณาวงจรง่าย ๆ ต่อไปนี้
บริษัท Microsoft ลงทุนเม็ดเงินในบริษัท OpenAI โดยมีรายงานว่าเงินลงทุนรอบหนึ่งสูงถึง 58,000 ล้านดอลลาร์
จากนั้นบริษัท OpenAI ก็นำเงินก้อนนั้นกลับไปจ่ายให้กับบริษัท Microsoft เพื่อเช่าบริการ cloud Azure เพื่อรันโมเดล AI ของตนเอง
ต่อมาบริษัท Microsoft ก็ใช้เงินที่ได้จากการให้เช่า cloud ไปซื้อชิปประมวลผล AI จากบริษัท Nvidia
แล้ว Nvidia ก็หันมาลงทุนในบริษัท OpenAI ต่ออีกทอดหนึ่ง
ผลลัพธ์ก็คือบริษัทแต่ละแห่งต่างบันทึกตัวเลขรายได้ผ่านธุรกรรมเหล่านี้ ทั้งที่เงินส่วนใหญ่ก็เป็นก้อนเดียวกันที่หมุนวนไปมา แต่ทว่างบการเงินที่ดูดีมีรายได้เติบโตก็ช่วยดันราคาหุ้นของแต่ละบริษัทให้พุ่งสูงขึ้นได้
และเพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ ทางผู้เชี่ยวชาญได้เปรียบเทียบว่ามัน เหมือนกับเราจ้างเพื่อนขุดหลุมด้วยค่าจ้าง 1,000 ดอลลาร์ จากนั้นเพื่อนก็จ้างเรา 1,000 ดอลลาร์ให้กลบหลุมนั้น ผลก็คือเราทั้งคู่ต่างมีรายได้ 1,000 ดอลลาร์ในบัญชี แต่ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพียงตัวเลขลวงตาเท่านั้น ในโลกความจริง บริษัทเหล่านี้อาจไม่ได้แค่เอาเงินก้อนเดิมมาหมุนกันไปมาแบบ 100% แต่หลักการมันก็คล้าย ๆ กัน
และบ่อยครั้งมันเป็นการบันทึกรายได้จากเงินที่มาจากคู่ค้ารายเดิมที่ต่างลงทุนถือหุ้นไขว้กัน และสถานการณ์ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เกิดดีลสะท้านวงการ เมื่อบริษัท OpenAI เซ็นสัญญามูลค่ากว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ กับบริษัท Oracle ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอีกเจ้า เพื่อใช้บริการ cloud ในระยะยาว
และหลังจากนั้นบริษัท Oracle ก็ประกาศว่าจะสั่งซื้อชิปจากบริษัท Nvidia เป็นเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับดีลนี้
สุดท้ายบริษัท Nvidia ก็ตกลงที่จะลงทุนกลับเข้าไปในบริษัท OpenAI สูงถึงหลักหลายพันล้านดอลลาร์ แต่มีเงื่อนไขว่าทาง OpenAI ต้องสั่งซื้อชิปของ Nvidia เพิ่มอีกเช่นกัน วนเป็นวงจรแบบนี้ที่ทุกฝ่ายต่างดูเหมือนจะได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน บนกระดาษ
ผลพวงของวงจรการเงินเช่นนี้คือบริษัทต่าง ๆ สามารถประกาศรายได้สูงผิดปกติและมูลค่ากิจการพุ่งขึ้นจากความคาดหวังของนักลงทุน ตัวอย่างเช่นบริษัท OpenAI มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 40 เท่าของรายได้ที่ทำได้จริง ซึ่งถือว่าสูงลิ่วเมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วไป ส่วนผู้ชนะตัวจริงในภาพนี้ดูจะเป็นบริษัท Nvidia ที่ขาย จอบและเสียม ในยุคตื่นทอง AI ที่ผลักให้ราคาหุ้นของ Nvidia พุ่งขึ้นมากกว่า 1,600% นับตั้งแต่ ChatGPT AI ชื่อดังของบริษัท OpenAI เปิดตัว
เพราะไม่ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่รายไหนจะลุยในอุตสาหกรรม AI ต่างก็ต้องมาซื้อชิปจากบริษัท Nvidia แทบทั้งสิ้น แถมบริษัทที่อยู่ในวงจรนี้หลายแห่งยังลงทุนถือหุ้นไขว้กันเองตลอดสาย เท่ากับเป็นการ จ่ายเงินลูกค้าให้มาซื้อของตัวเอง ซึ่งอาจกำลังสร้าง ดีมานด์เทียม ให้กับสินค้าหรือบริการ AI โดยไม่ยั่งยืนก็เป็นได้
ซึ่งภาพรวมดังกล่าวได้สะท้อนสัญญาณฟองสบู่ที่คล้ายกับในยุคดอทคอม คือมีการตีมูลค่าเกินจริง และ รายได้ที่ดูเฟ้อเกินจริง จากการหมุนเงินไปมาในหมู่บริษัทเทคโนโลยีด้วยกันเอง และหากปรากฏการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีผลกำไรจริงรองรับ ระดับราคาหุ้นที่สูงลิบในอุตสาหกรรม AI อาจอยู่ได้ไม่นานเป็นแน่แท้
แนวโน้มลงทุน AI กับกำแพงข้อมูล Data Wall ที่รออยู่ข้างหน้า
ในอีกด้านหนึ่งที่คอยผลักดันฟองสบู่ AI ก็คือความคาดหวังว่า ประสิทธิภาพของ AI จะพัฒนาแบบก้าวกระโดดโดยไม่หยุดยั้ง ซึ่งนี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนกล้าเดิมพันอนาคตไว้กับ AI มากมายขนาดนี้ ซึ่งราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดตอนนี้สะท้อนความเชื่อที่ว่า AI จะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วแบบที่เราได้เห็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น แค่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI สามารถสร้างสรรค์วีดีโอได้อย่างเก่งกาจ ที่พัฒนาจากคลิปหยาบ ๆ กลายเป็นวิดีโอที่สมจริงจนน่าทึ่ง
ถึงขั้นที่มีมีม Will Smith eating spaghetti ที่เป็นคลิปวิดีโอจำลองดารา Hollywood ชื่อดังอย่าง วิล สมิธ กำลังกินสปาเก็ตตี ซึ่งคนบนโลกออนไลน์ใช้เป็นมาตรวัดขำ ๆ ว่า AI ได้ก้าวหน้าไปไกลแค่ไหนแล้ว เพราะจากที่ไม่เนียนก็เนียบกริบในปัจจุบัน
โดยนักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นกำลัง เดิมพันว่าอัตราการพัฒนาของ AI ที่รวดเร็วและน่าทึ่งเช่นนี้จะดำเนินต่อไป และสร้างมูลค่ามหาศาลให้ธุรกิจได้ทันเวลา
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีเหตุผลให้เชื่อว่าเราอาจอยู่ใกล้ ขีดจำกัดสำคัญด้านข้อมูล หรือ กำแพงข้อมูล Data Wall มากกว่าที่คิด โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบบ AI ถูกฝึกด้วย ข้อมูลมหาศาลจากทุกแหล่งที่หาได้บนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งสะสมมาจากความรู้ของมนุษยชาติมานับหลายศตวรรษ แต่ข้อมูลเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด โดยมีงานวิจัยชี้ว่าภายในปี 2027 AI ชั้นนำทั้งหลายจะกลืนกิน ข้อมูลสาธารณะออนไลน์เกือบหมดสิ้น ที่มนุษย์เคยผลิตไว้แล้ว หรือพูดง่าย ๆ ก็คือหลังปี 2027 เป็นต้นไป AI จะไม่มี ข้อมูลใหม่ ๆ ให้ฝึกฝนได้มากเท่าสมัยก่อนอีกต่อไป นั่นจะส่งผลให้การพัฒนาประสิทธิภาพของ AI อาจต้องเปลี่ยนเกียร์ลง เพราะ บันได ที่ให้ AI ไต่ขึ้นสู่ที่สูงนั้นเริ่มหมดช่วงไปต่อแล้ว เหลือเพียงการคืบคลานไปข้างหน้าแบบช้า ๆ ทีละก้าวเท่านั้น
ลองคิดดูว่าข้อมูลบนโลกที่เราใช้ฝึก AI นั้นกว่าครึ่งมาจากองค์ความรู้ที่มนุษย์สั่งสมมาตั้งแต่ยุคโบราณเป็นร้อย ๆ ปี ส่งผลให้ช่วงหลังมานี้ AI เก่งขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นก็เพราะเราเร่งป้อนขุมทรัพย์ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นให้มันพร้อม ๆ กัน แต่เมื่อข้อมูลใกล้จะหมด อัตราความก้าวหน้าของ AI ก็ย่อมช้าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากบริษัท AI ทั้งหลายไม่สามารถหาแนวทาง ฝ่า “กำแพงข้อมูล” นี้ไปได้ เราอาจได้เห็นพัฒนาการของ AI ชะลอตัวลงอย่างมาก นั่นก็จะส่งผลให้ความคาดหวังอันสูงส่งของตลาดจะพังทลายลง และ ฟองสบู่ที่นักลงทุนมากมายได้ฝากความหวังเอาไว้ก็อาจแตกสลายลงในที่สุด นี่คือ ขีดจำกัดด้านการขยายตัวของเทคโนโลยีที่กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณฟองสบู่ที่หลายคนมองข้ามในยามตลาดกำลังคึกคัก
คำถามสำคัญคือ จะมีทางใดบ้างที่ AI จะก้าวข้ามกำแพงข้อมูลนี้ไปได้?
หลายคนเชื่อว่าเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการหา ข้อมูลมากขึ้น แบบเดิม หากแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของ AI ไปสู่มิติใหม่ที่แตกต่างออกไป เช่น การให้ AI เรียนรู้จากการทดลองปฏิสัมพันธ์กับโลกจริงเหมือนมนุษย์ แทนการนั่งรอข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาป้อนเข้าไป เพราะในปัจจุบัน AI เรียนรู้จากฐานข้อมูลที่มนุษย์มีอยู่ ในขณะที่มนุษย์เรียนรู้จาก ประสบการณ์โดยตรง
แนวคิดนี้อาจหมายถึงการพัฒนา AI ในหุ่นยนต์ที่ให้ไปลองผิดลองถูกเองในโลกจริง ๆ หรืออาจจะเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมจำลองโดยให้ AI มีชีวิตของตัวเองเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหมือนมนุษย์ ก็เป็นได้
แต่อย่างไรก็ตามแนวทางเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในมุมมองของนักลงทุนแล้ว กำแพงข้อมูล จึงยังคงเป็นความเสี่ยงที่จับต้องได้ว่าฟองสบู่ AI อาจไปถึงจุดแตกลงหากเทคโนโลยีชนเพดาน แล้วไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างที่ตลาดคาดหวังต่อไปได้
กลยุทธ์การลงทุนรับมือภาวะฟองสบู่ AI
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าฟองสบู่ AI ที่ก่อตัวขึ้นนี้จะดำเนินไปถึงจุดไหน สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมรับมือ ซึ่ง Mark Tilbury ได้แนะนำแนวทางดังต่อไปนี้ในการลงทุนช่วงที่ตลาดอาจกำลังตีมูลค่าที่แท้จริงมากจนเกินไป
-
ลงทุนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง อย่าหยุดลงทุนเพียงเพราะกลัวภาวะฟองสบู่ ซึ่งหากประเมินแล้วว่าเรายังอยู่ช่วงต้นของฟองสบู่ ราคาสินทรัพย์วันนี้อาจกลายเป็นของถูกเมื่อมองย้อนกลับจากอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ดังนั้นการลงทุนแบบ DCA ทยอยสะสมเป็นประจำทุกเดือน เช่น การตั้งตัดเงินอัตโนมัติเข้ากองทุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เราเก็บสะสมสินทรัพย์ในต้นทุนเฉลี่ยที่ไม่สูงเกินไป แม้ภายหลังฟองสบู่จะแตกและพอร์ตการลงทุนปรับตัวลง ก็ไม่จำเป็นต้องเสียใจ เพราะที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นได้ชี้ว่าไม่ว่าฟองสบู่ไหนแตกแล้ว ตลาดก็จะฟื้นตัวกลับมาได้เสมอในระยะยาว ซึ่งกุญแจสำคัญก็คืออย่าตื่นตระหนกขายทิ้งเมื่อเห็นพอร์ตติดลบ เพราะช่วงวิกฤตอาจเป็นโอกาสดีในการซื้อของถูกด้วยซ้ำ ตราบใดที่คุณกระจายเงินลงทุนไว้ในกองทุนหรือหลักทรัพย์ที่ครอบคลุมตลาดวงกว้าง การลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านวิกฤตมีแนวโน้มจะให้ผลดีในระยะยาว โดยนักลงทุนที่ทำเช่นนี้ที่ผ่านวิกฤตดอทคอมมาแล้วหลายรายพบว่าสินทรัพย์ของตนเติบโตมหาศาลหลังตลาดฟื้นตัว และอีกข้อควรระวังคือ อย่าใช้เงินกู้หรือเงินร้อนมาเล่นหุ้น เพราะหากฟองสบู่แตกจริง ผู้ที่ก่อหนี้ลงทุนไว้จะโดนบังคับขายขาดทุนจนหมดตัว ในขณะที่คนที่ไม่มีภาระหนี้สามารถถือสินทรัพย์นั้นต่อและซื้อเพิ่มในราคาถูกได้แบบสบาย ๆ
-
เพิ่มพูนรายได้และเงินทุนสำรอง เพราะรายได้ คือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งของคุณ ยิ่งคุณมีรายได้มากและจัดสรรเงินมาลงทุนได้มากเท่าไหร่ พอร์ตของคุณก็ยิ่งโตเร็วขึ้นเท่านั้น การมองหาโอกาสในการเพิ่มรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนตำแหน่งในงานประจำหรือหารายได้เสริม นอกเวลางาน จึงเป็นกลยุทธ์ที่ควรทำควบคู่กันไป ในช่วงที่ตลาดหุ้นเกิดฟองสบู่ หรือแม้แต่ช่วงฟองสบู่แตกและราคาหุ้นตกต่ำลง คนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เพราะสามารถเก็บหุ้นหรือสินทรัพย์อื่น ๆ ในราคาถูกได้ในช่วงที่คนอื่น ๆ กำลังตื่นตระหนกเทขาย ช่วงนั้นถือเป็นการซื้อในราคาที่ต่ำเพื่อไปขายในราคาที่สูงในระยะยาว
-
กระจายความเสี่ยงในการลงทุน การทุ่มเงินทั้งหมดลงในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง เช่น ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนการใส่ไข่ทุกฟองไว้ในตะกร้าใบเดียว ซึ่งเสี่ยงมากหากเกิดฟองสบู่แตกขึ้นมาจริง ๆ หลักการการลงทุนพื้นฐานเพื่อความอยู่รอดในทุกสภาวะคือ การกระจายการลงทุน หรือ Diversification โดยจัดพอร์ตให้ครอบคลุมสินทรัพย์หลายประเภทที่แตกต่างกัน เช่น หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย, พันธบัตร, ทองคำและโลหะมีค่า ซึ่งมักเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย, อสังหาริมทรัพย์ และแม้แต่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างคริปโตเคอร์เรนซี ทั้งนี้ การกระจายการลงทุนไม่เพียงลดความเสี่ยงในยามฟองสบู่หุ้นแตก แต่ยังเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากแหล่งอื่นหากเศรษฐกิจเปลี่ยนทิศทาง นอกจากนี้ หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ก็น่าสนใจในช่วงตลาดผันผวน เพราะต่อให้ราคาหุ้นตก คุณก็ยังได้รับกระแสเงินสดเป็นปันผลเข้าพอร์ตต่อเนื่อง ช่วยพยุงผลตอบแทนยามตลาดขาลงได้
กลยุทธ์ทั้งสามข้อนี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถอยู่รอดได้ในวันที่ฟองสบู่แตก ไม่ว่า AI จะกลายเป็นฟองสบู่เหมือนยุคดอทคอมหรือไม่ สิ่งสำคัญคือการลงทุนด้วยสติ ไม่ตื่นตระหนก และมองในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้วการแตกสลายของฟองสบู่ ไม่ใช่จุดจบของโลกการลงทุน ตรงกันข้าม ประวัติศาสตร์บ่งบอกว่าเศรษฐกิจมักฟื้นตัวได้เสมอ ผู้ที่เข้าใจธรรมชาติของวัฏจักรตลาดจะไม่ตื่นกลัวตามคนหมู่มาก แต่จะใช้โอกาสช่วงตลาดล่มในการเก็บสะสมสินทรัพย์คุณภาพในราคาถูก ขณะที่คนอื่นกำลังวิ่งหนีออกจากตลาด หากเตรียมพร้อมเช่นนี้ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ฟองสบู่แตกครั้งต่อไปอาจกลายเป็นก้าวกระโดดสู่ความมั่งคั่งของคุณ แทนที่จะเป็นหายนะทางการเงินเหมือนที่เคยเกิดกับหลายคนในอดีต
Resources