Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Economy

Ray Dalio ชี้ อเมริกามาถึง “จุดแตกหัก” เหมือนบริษัทที่กำลังจะล้มละลาย | Blue O’Clock Podcast EP. 141

Ray Dalio ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ All-In Podcast โดยเขาได้อธิบายเรื่อง “วัฏจักรขนาดใหญ่” (The Big Cycle) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในอเมริกาแบบลึกซึ้ง

ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของมหาอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ และสิ่งที่น่ากังวลก็คือ สัญญาณเตือนแบบเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต กำลังปะทุขึ้นพร้อมกันในอเมริกา ณ วินาทีนี้

จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากคำถามง่าย ๆ แต่ตอบยากว่า ณ “ตอนนี้อเมริกากำลังเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่?”

ซึ่งจากประสบการณ์ของ Ray ที่เขาได้ศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกย้อนหลังไปกว่า 500 ปี เขาไม่ได้ตอบคำถามด้วยความคิดเห็นส่วนตัว แต่ตอบด้วย “แบบจำลอง” (Model) ที่เขาใช้ในการบริหารกองทุนป้องกันความเสี่ยงอย่าง Bridgewater Associate ที่เป็นหนึ่งในกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเขาบอกว่าชะตากรรมของทุกมหาอำนาจ ได้ถูกกำหนดโดยพลังขับเคลื่อนขนาดใหญ่อยู่ด้วยกัน 5 อย่าง (5 Big Forces) ที่ทำงานประสานกันเสมอ

ซึ่งพลังทั้ง 5 อย่างนี้ได้แก่:

1. หนี้สินและการเงิน (The Debt & Money Cycle): สุขภาพทางการเงินของประเทศ เมื่อหนี้ท่วมหัวจนต้องพิมพ์เงินออกมาแก้ปัญหา

2. ความขัดแย้งภายใน (Internal Conflict): เมื่อคนในชาติแตกแยกกันอย่างรุนแรงจากความเหลื่อมล้ำและค่านิยมที่แตกต่างกันเกินไป

 3. ความขัดแย้งภายนอก (Great Power Conflict): เกมชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจเดิม (อเมริกา) และมหาอำนาจใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมา (จีน)

4. เทคโนโลยี (Technology): เป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงโลกได้เสมอ และครั้งนี้คือการปฏิวัติของ AI

5. ภัยธรรมชาติ (Acts of Nature): ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น โรคระบาด หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่สามารถซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้เลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิมได้

เมื่อเรามองสถานการณ์ปัจจุบันผ่านเลนส์ทั้ง 5 นี้ ภาพที่น่ากังวลของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาก็จะชัดเจนขึ้นมาในทันที

สถานะการเงินของอเมริกา: เหมือนบริษัทที่กำลังจะล้มละลาย

Ray Dalio ได้อธิบายเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า ให้เราลองคิดว่าประเทศก็เหมือนบริษัท ๆ หนึ่ง ที่ต้องมีการบริหารการเงิน แต่สำหรับสหรัฐฯ มันต่างกันตรงที่ทางรัฐบาลมีความสามารถพิเศษในการ “พิมพ์เงิน” ขึ้นมาใช้เองได้อย่างไม่มีจำกัด

ลองนึกภาพว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เป็นเหมือน “บริษัทขนาดใหญ่” ที่มีปัญหาทางการเงินรุนแรง:

  1. ขาดทุนหนักทุกปี (ขาดดุลงบประมาณ):
    • รัฐบาลสหรัฐมีรายได้ประมาณ 5.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ใช้จ่ายประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ขาดดุลงบประมาณประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

  2. หนี้สินท่วมหัว (หนี้สะสม):
    • กล่าวง่าย ๆ คือ ทุก ๆ 100 บาทที่รัฐบาลหาได้ รัฐบาลใช้ประมาณ 135 บาท การขาดดุลแบบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี ทำให้หนี้รัฐบาลสหรัฐสะสมสูงถึงประมาณ 36–37 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 7 เท่าของรายได้รัฐบาลต่อปี

ซึ่ง Ray เขาเปรียบเทียบว่ามันเหมือน “คราบไขมันที่ค่อย ๆ อุดตันในเส้นเลือด” ที่เสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดในสมองแตก ดังนั้น ยิ่งหนี้เยอะ ดอกเบี้ยก็ยิ่งบานปลาย จนตอนนี้เฉพาะรายจ่าย “ค่าดอกเบี้ย” อย่างเดียวก็กินสัดส่วนไปแล้วถึงครึ่งหนึ่งของยอดขาดดุลทั้งหมด มันกำลังเบียดบังงบประมาณที่ควรจะถูกนำไปลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ แต่ต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เก่าที่เกิดขึ้นแทน

คำถามที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ “แล้วใครจะมาซื้อหนี้ก้อนใหม่ทั้งหมดนี้?” เพราะในเมื่อรัฐบาลสหรัฐหาเงินได้ไม่มากพอ ก็ต้องออกพันธบัตรรัฐบาลมาขาย หรือถ้าเป็นบริษัทก็เหมือนกับออกหุ้นกู้ ที่ให้ดอกเบี้ยตามตกลง และสัญญาว่าจะใช้คืนตามเวลาที่กำหนด

ซึ่งเมื่อระบบการเงินภายในประเทศสหรัฐฯ​ สั่นคลอนขนาดนี้ นักลงทุนที่ฉลาด ๆ และธนาคารกลางทั่วโลกก็เริ่มมองหาทางหนีทีไล่ ซึ่งนั่นจะนำเราไปสู่คำถามสำคัญข้อต่อไป

ว่าทำไมทองคำยังคงเป็นราชา (และ Bitcoin ยังไม่ใช่คำตอบ)

โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง Ray เน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่การเก็งกำไร แต่มันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนจาก “วัฏจักรขนาดใหญ่”

เราต้องเข้าใจก่อนว่าสำหรับธนาคารกลางทั่วโลก ทองคำมันไม่ใช่แค่โลหะ แต่มันคือ “เงิน” ที่เป็นสินทรัพย์สำรองสากลที่ทั่วโลกต่างยอมรับ และมันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับ เงินกระดาษ ที่แท้จริงแล้วมันคือ “หนี้” ของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง

เมื่อธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มไม่มั่นใจในเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (ซึ่งโฉมหน้าที่แท้จริงของมันก็คือ “สัญญาลมปากจากรัฐบาลสหรัฐว่าเดี๋ยวจะจ่ายหนี้คืนนะ”

เพราะสถานการณ์ ณ ตอนนี้มีความเสี่ยงทางการคลังและภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทางธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลก พวกเขาจึงเทขายพันธบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วหันไปซื้อทองคำแทน เพราะทองคำคือสินทรัพย์ที่ปลอดภัย มันพิมพ์เพิ่มไม่ได้ และตัวของมันไม่ได้เป็นภาระหนี้ของใคร

ส่วนถ้าถามว่า แล้วทำไม Bitcoin ถึงยังไม่ใช่คำตอบในเกมนี้? โดย Ray ได้ให้เหตุผลง่ายๆ ว่า:

Bitcoin มันยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับสถาบัน: เพราะธนาคารกลางไม่ซื้อ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองหลักในคงคลัง

Bitcoin มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นสูง: เพราะเวลาหุ้นเทคโนโลยีร่วง Bitcoin ก็มักจะร่วงตาม มันจึงไม่ใช่สินทรัพย์กระจายความเสี่ยงที่ดีเท่าทองคำ

และ Bitcoin ขาดความเป็นส่วนตัว: เพราะทุกธุรกรรมถูกตรวจสอบย้อนหลังได้หมดบน Blockchain

การเคลื่อนไหวของทองคำจึงเป็นเหมือน “คำเตือน” ที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าว่าความเชื่อมั่นในระบบการเงินปัจจุบันกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

เมื่อการเมืองที่แตกแยก ทำให้ทุกอย่างพังลง

Ray บอกว่า ปัญหาหนี้สินที่ว่าหนักแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาที่หนักกว่า นั่นก็คือ “ความขัดแย้งภายในประเทศที่ประนีประนอมกันไม่ได้”

เพราะตอนนี้ “ระบบ” การเมืองสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แก้ไขอะไรได้อีกต่อไป ในสังคมที่แตกแยกเป็นสองขั้ว ไม่ว่าคุณจะพยายามปฏิรูปอะไร ก็จะถูกอีกฝ่ายโจมตีว่าเป็นศัตรูทางการเมืองทันที การจะทำอะไรให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

และนี่คือสิ่งที่นำพาสหรัฐฯ ไปสู่จุดที่อันตรายที่สุดของวัฏจักร

จุดอันตรายที่สุด: สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในวัฏจักร “ขั้นที่ 5” จากทั้งหมด 6 ขั้น

“ขั้นที่ 5” (Stage 5) ของวัฏจักร เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดในวัฏจักรขนาดใหญ่

นี่คือจุดที่ปัญหาการเงินที่เลวร้าย (หนี้ท่วม) มาเจอกับความขัดแย้งภายในประเทศที่รุนแรง (ฝ่ายซ้ายสุด vs ฝ่ายขวาสุด) จนผู้คนพร้อมที่จะสู้เพื่อ “อุดมการณ์” ของตัวเอง มากกว่าจะรักษา “ระบบ” ที่ควรจะเป็นของส่วนรวม

Ray อธิบายด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า นี่คือจุดที่ เหตุผลถูกแทนที่ด้วยอารมณ์, การประนีประนอมกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ และการต่อสู้กลายเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่

เมื่อผู้คนไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่เชื่อมั่นในกฎหมาย และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ฝ่ายตัวเองเป็นฝ่ายชนะ นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าระบบทั้งหมดของประเทศกำลังใกล้จะล่มสลาย

แม้ว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามันจะไม่ได้บ่งบอกอนาคตได้แบบเป๊ะ ๆ แต่มันมีแพทเทิร์นของเหตุและผลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนเดิมทุกครั้ง ซึ่งการเข้าใจวัฏจักรเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดได้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้น คำถามที่สำคัญที่สุดในตอนนี้จึงไม่ใช่ว่าการล่มสลายมันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะเตรียมรับมือกับมันอย่างไร ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

Resources

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *