10 สุดยอดบทเรียนจาก Elon Musk
หากพูดถึงนักธุรกิจในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อวงการธุรกิจและนวัตกรรมโลกแล้วล่ะก็ ชื่อของ Elon Musk ก็จะต้องเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่นการสร้าง x.com หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า paypal.com ที่กลายมาเป็นระบบชำระเงินออนไลน์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และถูก eBay ซื้อไปในราคา 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือราว ๆ 46,500 ล้านบาท) โดย Elon Musk ได้นำเงินส่วนแบ่งทั้งหมดไปต่อยอดในธุรกิจหลักอย่าง SolarCity โรงงานผลิตพลังงานแสงอาทิตย์, Tesla Motors โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และ SpaceX โรงงานผลิตยานอวกาศเพื่อเตรียมส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคาร ที่ใคร ๆ ต่างก็พากันบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นไอเดียที่บ้าบอและเพ้อฝันเอามาก ๆ จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันนี้ Elon Musk ก็สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่แม้กระทั่งองค์การ NASA ยังไม่สามารถทำได้เลยด้วยซ้ำ จน NASA มาร่วมลงทุนกับเขาด้วยดีลมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว ๆ 5 หมื่นล้านบาท
และนี่ก็คือ 10 บทเรียนจาก Elon Musk ชายผู้มีความฝันที่จะรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยการไปตั้งรกรากที่ดาวอังคาร
บทเรียนที่ 1 – ทำงานอย่างหนักหน่วง (Work Super Hard)
ความหมายของการทำงานอย่างหนักของ Elon Musk นั้น เขาเล่าให้ฟังว่า ในตอนที่เขากับน้องชายแท้ ๆ อย่าง Kimbal Musk เพื่อเริ่มต้นต้นธุรกิจแรก พวกเขาเช่าอพาร์ทเม้นท์เล็ก ๆ เพื่อทำเป็นออฟฟิศ แถมยังใช้ออฟฟิศเป็นที่อาศัยหลับนอน โดยในออฟฟิศมันไม่มีพื้นที่มากพอที่จะวางเตียง พวกเขาเลยอาศัยนอนกันบนโซฟารับแขกแทน และในเวลาที่ต้องการอาบน้ำ พวกเขาก็ต้องเดินไปสนามกีฬาที่อยู่ใกล้ ๆ ออฟฟิศแทน
ซึ่งในช่วงแรกของการเริ่มต้นทำธุรกิจอินเตอร์เน็ตนั้น ตอนนั้นเขามีคอมพิวเตอร์เพียงหนึ่งเครื่องเท่านั้นเพื่อสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่เขาทำก็คือการนั่งเขียนโค้ดดิ้ง ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีหยุดพัก ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้เว็บไซต์เสร็จโดยเร็วที่สุด หรือแม้กระทั่งตอนนั้นที่เขากำลังคบกับอดีตแฟนสาวประกอบกับช่วงนั้นเขาต้องเร่งปั่นงานให้ทันเพื่อเสนอคู่ค้าทางธุรกิจ เขาก็ต้องลากอดีตแฟนสาวไปนอนที่ออฟฟิศด้วย
ดังนั้นการทำงานอย่างหนักในความหมายของ Elon Musk ก็คือ การที่เมื่อคุณตื่นขึ้นมา ทุกลมหายใจคือการทำงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ ซึ่ง Elon Musk ได้ยกตัวอย่างการคำนวณคณิตศาสตร์อย่างง่าย ๆ ว่า หากคนอื่นทั่ว ๆ ไปทำงานเฉลี่ยสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมง แล้วสามารถทำงานได้สำเร็จหนึ่งชิ้น นั่นหมายถึงหากคุณทำงานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง คุณจะสามารถทำงานได้สำเร็จเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ หรือหากคนอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไปใช้เวลาทำงานให้สำเร็จโดยใช้เวลา 1 ปี ตัวคุณที่ทำงานอย่างหนักจะใช้เวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้น
บทเรียนที่ 2 – มีผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม (Have A Great Product)
Elon Musk ได้กล่าวถึงบริษัท Tesla Motors รถยนต์ไฟฟ้าของเขาว่า หากคุณต้องการที่จะสร้างธุรกิจที่ยอดเยี่ยม คุณต้องเริ่มจากการที่มีสินค้าที่ยอดเยี่ยมหรือบริการที่ยอดเยี่ยมเสียก่อน โดยเฉพาะหากคุณเป็นบริษัทที่พึ่งเริ่มก่อตั้งใหม่ หรือต้องการเปิดตลาดใหม่ให้แตกต่างจากบริษัทคู่แข่งเจ้าใหญ่ ๆ ที่ครองตลาดนั้นไว้อยู่แล้ว ซึ่งการที่เขาเลือกที่จะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมานั้น ก็ถือว่าเป็นการเปิดตลาดใหม่ที่แตกต่างจากบริษัทรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งคู่แข่งของเขายังไม่มีใครทำได้ดีสักเท่าไหร่ ดังนั้นเมื่อคุณมั่นใจว่า หากคุณจะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าได้ดีกว่าคู่แข่ง คุณก็จำเป็นที่จะต้องเป็นคนริเริ่มสร้างมาตรฐานให้สูงขึ้นจนกลายเป็นมาตรฐานหลักที่หากใครต้องการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแข่งกับเขา อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องผลิตรถยนต์ให้ได้ตามมาตรฐานที่ Tesla ได้สร้างเอาไว้ และแน่นอนว่า Tesla ต้องสร้างมาตรฐานให้สูงเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการที่จะตัดสินว่าสินค้าดีแค่ไหน ให้คุณลองจินตนาการว่าตัวคุณเองเป็นลูกค้าธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใหม่สักคัน คุณก็ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูว่า ลูกค้าคิดอย่างไร พวกเขาใช้อะไรเป็นตัวตัดสินว่าสินค้าชิ้นนี้ดีหรือไม่ดี ตัดสินใจซื้อเพราะแบรนด์หรือประสิทธิภาพของรถเป็นหลัก ซึ่งหากคุณทำได้ดีทั้งแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ และสินค้าที่ยอดเยี่ยม คุณก็สามารถเป็นที่หนึ่งในอุตสาหกรรมนี้ได้เช่นกัน แม้ว่าจะเป็นบริษัทหน้าใหม่ในวงการก็ตามที
โดยหลายบริษัทมักทำผิดพลาดและสับสนกับการใช้เงินภายในบริษัทไปกับเรื่องอื่น เช่นการทำการตลาดและการลงโฆษณา ซึ่งแทนที่จะนำไปใช้สร้างสินค้าหรือบริการที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา โดย Elon Musk ได้ยกตัวอย่างจากบริษัท Tesla ของเขานั้น เขาไม่เคยใช้เงินในการโฆษณาเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการทำ R&D หรือ Reserch & Development, Manufacturing และ Design เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งตัวเขาเองคิดว่าการโฟกัสที่การสร้างสินค้าหรือบริการที่ดีนั้นเป็นเส้นทางของธุรกิจที่ดีที่ควรจะทำกัน
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าหรือบริการที่ยอดเยี่ยมของบริษัทคุณแล้ว เมื่อพวกเขาพึงพอใจกับสินค้า พวกเขาจะเริ่มพูดคุย บอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งในทางการตลาดถือได้ว่า การบอกแบบปากต่อปากนั้นเป็นการตลาดที่ทรงพลังที่สุด เพราะลูกค้าเป็นคนทำการตลาดให้โดยที่บริษัทไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเลยแม้แต่บาทเดียว
บทเรียนที่ 3 – ดึงดูดผู้คนที่ยอดเยี่ยม (Attract Great People)
หากคุณกำลังที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองหรือคุณกำลังจะเข้าไปร่วมทีมกับบริษัทอื่นก็ตามที สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงเริ่มต้นก็คือ การดึงดูดคนที่เก่ง คนที่เจ๋งเข้ามาร่วมบริษัทกับคุณให้ได้ หรือหากคุณไปร่วมกับบริษัทอื่น บริษัทนั้นก็ต้องรวบรวมไปด้วยกลุ่มคนที่คุณซูฮกในฝีมือ กลุ่มคนเจ๋ง ๆ และเก่งกาจ ซึ่งพวกเขาสามารถทำในสิ่งที่ตนเองถนัดให้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเมื่อขึ้นต้นด้วยคำว่าบริษัทแล้วนั้น ความหมายของมันก็คือ การรวมตัวของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเพื่อร่วมกันสร้างสินค้าหรือบริการที่ยอดเยี่ยมขึ้นมา โดยอาศัยทักษะและความสามารถของแต่ละคน ที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก โดยทำงานด้วยการโฟกัสไปที่เป้าหมายอย่างไม่ลดละ และสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องไปในทิศทางที่ถูกต้องที่เป็นเส้นทางไปสู่ความสำเร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้
ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะสร้างบริษัทที่ประสบความสำเร็จขึ้นมา จงทำทุกวิถีทางเพื่อดึงดูดคนที่เจ๋ง ๆ เข้ามาในบริษัทให้จงได้
บทเรียนที่ 4 – มีแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ (Inspire Greatness)
มีผู้คนมักจะถาม Elon Musk ว่า ทำไมการที่จะส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคารนั้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญต่อตัวของเขามากถึงขนาดนั้น โดย Elon Musk ได้ให้เหตุผลว่า เขาต้องการที่สร้างอารยธรรมในอนาคตให้กับมนุษยชาติ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้มนุษย์เราอาศัยอยู่บนดาวดวงเดียวจากดาวนับล้าน ๆ ดวง แถมในศตวรรษนี้สิ่งที่มนุษย์ไปได้ไกลสุดก็ไปได้แค่เพียงดวงจันทร์ดวงดาวบริวารของโลกเท่านั้นเอง โดยกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์ก็คือ หากโลกนี้เกิดอะไรสักอย่างนึงที่ส่งผลให้มีโอกาสที่มนุษย์จะสูญพันธุ์ได้ ดังนั้นการที่มีมนุษย์อยู่บนดาวดวงเดียวจึงเป็นเรื่องเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิดแนวคิดที่ว่า แล้วถ้าหากมนุษย์เราไม่ได้อยู่บนดาวดวงเดียวล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การที่มนุษย์จะเริ่มกระจายออกไปสู่ดวงดาวต่าง ๆ ที่อยู่จักรวาลนี้ จนเกิดอารยธรรมของมนุษย์ระหว่างดวงดาวเกิดขึ้น ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและน่าค้นหากว่าเรื่องราวในอดีตของมนุษย์ที่ผ่านมา โดยในขั้นแรกการไปดาวอังคารดูเหมือนจะเป็นอะไรที่สามารถทำได้เร็ว ทำได้ไวกว่าการไปดาวดวงอื่นมากที่สุดแล้วที่จะทดสอบการสร้างอาณานิคมบนดาวดวงอื่นนอกจากโลก และเพื่อพัฒนาระบบการเดินทางระหว่างดาวให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการสร้างระบบพลังงานสุริยะให้มีความสเถียร เพราะเป็นพลังงานที่สามารถใช้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ตราบเท่าที่ดวงอาทิตย์ยังส่องสว่างอยู่
และนี่ก็คือสิ่งที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นจริง ก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติที่ร้ายแรงเกินกว่าจะรับมือได้บนโลกใบนี้จนส่งผลให้มนุษย์เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ นั่นคือภาพใหญ่ แต่หากพูดถึงเหตุผลส่วนตัวของเขาเองนั้น มันคือการที่เขาจะได้ผจญภัยไปในสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยมีมา และนั่นมันก็ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาอยากลุกขึ้นจากเตียงในทุก ๆ วัน เพื่อพยายามที่จะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง และหากทำได้สำเร็จ เรื่องราวของเขาก็จะกลายเป็นแรงบันดาลของใครอีกหลาย ๆ คนบนโลกใบนี้ที่จะต่อยอดโปรเจคของเขาต่อไป แม้ว่าในวันที่เขาไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ตามที
บทเรียนที่ 5 – ทำในสิ่งที่คู่ควร (Do Something Important Enough)
มีคนถามกับ Elon Musk ว่าเขามีแนวคิดริเริ่มอย่างไรก่อนที่จะลงมาลุยในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ Tesla Motors ซึ่งทันทีที่คำถามจบ Elon Musk รีบตอบกลับสวนไปในทันทีเลยว่า ณ ตอนนี้ผมยังไม่คิดว่า Tesla นั้นประสบความสำเร็จเลยแม้แต่น้อย เพราะส่วนใหญ่ผลที่ออกมามากกว่านั้นกลับเป็นความล้มเหลวในหลากหลายรูปแบบ เพียงแต่ผมคาดหวังเพียงแค่ว่า ผมจะสามารถเปลี่ยนแนวความคิดของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า ที่แต่เดิมรถยนต์ไฟฟ้าในสายตาคนอื่นมันมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยโอเค อย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้ามันต้องหน้าตาอัปลักษณ์, ชับข้าเป็นเต่าตุ่น ไม่ก็มันดูน่าเบื่อเมื่อได้ลองนั่งขับ มันคงไม่แตกต่างจากรถกอล์ฟสักเท่าไหร่ล่ะมั้ง
ซึ่งจนถึง ณ ตอนนี้ หลังจากที่ Elon Musk ได้ปลุกปล้ำและปั้นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla ออกสู่ตลาด เขาก็สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าที่คนอื่นเคยมองลบ ๆ อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบที่ดูโฉบเฉี่ยว ดูเท่ห์ล้ำสมัย รถแรงและเร็ว แถมยังขับได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ขับสนุกไม่น่าเบื่อมีฟังก์ชั่นสมาร์ทคาร์ในรถติดตั้งมาแบบเต็มเหนี่ยว แถมยังสามารถผลิตได้ในราคาที่คนทั่วไปสามารถเอื้อมถึงได้
โดยสาเหตุที่ Elon Musk เลือกที่จะทำรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ แต่เขาบอกเพียงเอาไว้ว่า หากบางสิ่งบางอย่าง มันควรค่าที่จะลงมือทำ ก็จงลงมือทำไปเถอะ ลงมือทำอย่างเต็มที่ แม้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายมันจะออกมาล้มเหลวก็ตามที แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำแล้วมานั่งเสียใจในภายหลัง
บทเรียนที่ 6 – พุ่งชนความเสี่ยง (Take a Risk)
Elon Musk ได้ให้คำแนะนำกับคนรุ่นใหม่ ๆ ที่กำลังจะเรียนจบหรือพึ่งจะเรียนจบหรือกำลังเริ่มต้นเข้าสู่วัยทำงานใหม่ ๆ ว่า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คนกลุ่มนี้ควรที่จะพุ่งชนความเสี่ยงมากที่สุด เหตุผลเพราะ เป็นวัยที่ยังไม่มีครอบครัว ยังไม่มีลูก ๆ ที่ต้องคอยดูแล และยังไม่มีหนี้ระยะยาวอย่างบ้านหรือรถ (แต่หลายคนก็มีรถตั้งแต่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ) เพราะการมีภาระผูกพันระยะยาวนั้น เวลาที่การเงินมีปัญหามันจะไม่ใช่การกระทบตัวเราเพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่มันหมายถึงการเอาครอบครัวมาร่วมเสี่ยงด้วย ดังนั้นเวลาที่จะตัดสินใจทำอะไรแต่ละอย่างมันจะทำได้ยากกว่าตัวคนเดียว เพราะต้องคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ ส่งผลให้คุณสามารถตัดสินใจได้ช้าลงและความเด็ดเดี่ยวก็ลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้น หาก ณ ตอนนี้คุณยังไม่มีภาระผูกพันระยะยาว ก็ลุยให้มันเต็มเหนี่ยวไปเลย
บทเรียนที่ 7 – ลงมือทำทั้ง ๆ ที่ยังกลัว (Act Despite Fear)
มีคนถาม Elon Musk ว่า คุณเอาความกล้ามาจากไหนที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจที่คนอื่นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันบ้า มันเป็นไอเดียที่บ้าบอ เป็นไอเดียที่มีแต่คนบ้าและคนโง่เท่านั้นแหละที่จะทำ ซึ่ง Elon Musk ก็ได้ตอบกลับไปในทันทีเลยว่า ใครว่าผมไม่กลัว ผมก็ทำทั้ง ๆ ที่ผมมีความกลัวอยู่นั่นแหละ แถมกลัวมาก ๆ ซะด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจทำทั้ง ๆ ที่ยังกลัวอยู่ก็คือ หากใจคุณบอกว่าสิ่งนั้นมันคุ้มค่าจะลองลงมือทำสักดูสักครั้งในชีวิต และตัวคุณเองก็มีความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้จริง
ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากสำหรับมนุษย์เราทั่ว ๆ ไปที่หากคิดจะทำอะไรสักอย่างแล้วรู้สึกกลัวขึ้นมา เพราะถ้าคุณไม่มีความกลัว แสดงว่าคุณน่าจะมีความผิดปกติทางจิตแล้วล่ะ ซึ่งหากคุณสามารถยอมรับความเสี่ยงและโอกาสที่น่าจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้แม้จะเพียงเสี้ยวเดียว นั่นมันก็จะทำให้ความกลัวดูน้อยลงไปอยู่บ้าง
โดย Elon Musk ได้เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นธุรกิจอวกาศอย่าง SpaceX นั้น ตัวเขารู้ดีว่า โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้นั้นมีโอกาสน้อยกว่า 10% ซะอีก ซึ่งตัวเขาเองก็ยอมรับตัวเลขเหล่านี้ได้ เพราะอย่างแย่สุดที่เขาจะเจอก็คือ เขาจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างมากับมือไปทั้งหมด บริษัทเจ๊ง ตัวเขาล้มละลาย แต่อย่างน้อยสิ่งที่เขาทำไว้ก็มีความคืบหน้าไปในระดับหนึ่ง ดังนั้นแม้ว่าบริษัทเขาจะเจ๊ง สุดท้ายก็จะมีบริษัทใดสักบริษัทหนึ่งมารับช่วงสานต่อจากสิ่งที่เขาได้เคยทำเอาไว้และพัฒนาไปอีกขั้น ซึ่งแค่นั้นเขาก็รู้สึกดีแล้ว
บทเรียนที่ 8 – คาดหวังที่จะล้มเหลว (Expect to Fail)
Elon Musk ได้บอกเอาไว้ว่า การที่คุณจะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมานั้น มันเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะเกิดข้อผิดพลาดอย่างมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ คุณจะต้องยอมรับและรับรู้ว่าข้อผิดพลาดนั้นมันมีอยู่จริงและมันเกิดขึ้นจริง และหาวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ซึ่งบริษัทที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่นั้นเป็นเพราะพวกเขาสามารถแก้ไขและจัดการกับปัญหานั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และจะไม่ทำผิดพลาดในเรื่องเดิม ๆ ซ้ำสอง ซึ่งความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลวนั้น มันแตกต่างกันตรงที่ คนที่ประสบความสำเร็จนั้น พวกเขายอมรับข้อผิดพลาดและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่คนที่ล้มเหลวนั้น ไม่ยอมแม้แต่จะยอมรับว่าตัวเองผิดพลาด และเมื่อไม่ยอมรับว่ามันมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น พวกเขาก็จะไม่พยายามหาวิธีแก้ไขมัน และนั่นก็ทำให้พวกเขาล้มเหลว
ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ล้มเหลว ก็มักจะเป็นคนที่เก่งและฉลาดพอตัว แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จก็คือ พวกเขามีอีโก้บังตาอยู่ จึงทำให้ไม่ยอมหรือไม่สามารถรับข้อผิดพลาดนั้นได้ แต่ Elon Musk ได้บอกเอาไว้ว่า สิ่งที่บ่มเพาะทำให้เขาสามารถยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติได้ก็คือ เขาได้บ่มเพาะมาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งเขาได้เรียนในสาขาวิชาฟิสิกส์ที่ถูกสอนมาว่า กว่าที่จะพิสูจน์ทฤษฎีอะไรขึ้นมาสักอย่างนึงนั้น จะต้องมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย ซึ่งหน้าที่ของการเป็นนักฟิสิกส์ที่ดีก็คือ คุณจะต้องพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าคุณถูก ดังนั้นแน่นอนว่า กว่ามันจะได้ทฤษฎีที่ถูกต้อง มันก็เกิดจากความล้มเหลวมากมายนับครั้งไม่ถ้วน
Failure is an option here. If things are not failing, you are not innovating enough. หมายถึง ความล้มเหลวคือทางเลือกหนึ่งเดียวของที่แห่งนี้ หากคุณไม่ได้ทำผิดพลาดใด ๆ เลย นั่นก็หมายถึงคุณยังมีนวัตกรรมที่ยังไม่มากพอ
บทเรียนที่ 9 – จงใช้เงินของคุณเอง (Use Your Own Money)
Elon Musk ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่เขาสร้างบริษัทแรกคือ Zip2 ซึ่งเป็นบริษัทที่รวบรวมข้อมูลของหนังสือพิมพ์เจ้าต่าง ๆ (คล้าย ๆ กับสมุดหน้าเหลือง) และบริษัท AltaVista ก็เข้ากิจการ Zip2 โดยจ่ายเป็นเงินสดจำนวน 307 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือราว ๆ 9,500 ล้านบาท) และอยู่ในรูปของหุ้นอีก 34 ล้านเหรียญฯ (ราว ๆ 1,000 ล้านบาท) รวม ๆ แล้ว Zip2 สามารถทำเงินได้กว่าหมื่นล้านบาท ซึ่ง Elon Musk มีหุ้นส่วนในบริษัทอยู่ 7 เปอร์เซ็นต์ เขาจึงได้รับส่วนแบ่งประมาณ 22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว ๆ 680 ล้านบาท
ต่อมาเขาก็ได้นำเงินบางส่วนไปเริ่มต้นธุรกิจใหม่อย่าง X.com ซึ่งในภายหลังก็คือ Paypal.com ระบบการชำระเงินออนไลน์อันดับต้น ๆ ของโลก ที่ถูก eBay เว็บไซต์ประมูลออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกซื้อกิจการไปด้วยมูลค่ากว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือราว ๆ 46,500 ล้านบาท) โดย Elon Musk ได้รับส่วนแบ่งเป็นประมาณ 12% คิดเป็นเงินจำนวน 180 ล้านเหรียญฯ (ราว ๆ 5,500 ล้านบาท) และเขาก็ได้ใช้เงินที่ขายกิจการได้ไปกับการลงทุนในบริษัทใหม่แบบทุ่มหมดหน้าตัก โดยแบ่งลงทุนเป็นดังนี้
- ลงทุนใน Tesla Motors : $70 M
- ลงทุนใน SolarCity : $10 M
- ลงทุนใน SpaceX : $100 M
โดย Elon Musk ได้ให้เหตุผลว่า เขาต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายในการส่งมนุษย์ไปสร้างอาณานิคมบนดางอังคารให้สำเร็จก่อนที่เขาจะแก่ตายให้จงได้ และการที่เขาใช้เงินตัวเองลงทุนเองนั้นก็เป็นเพราะ เขาเชื่อมั่นว่า หากบริษัทเอาแต่อาศัยเงินจากผู้อื่นเพียงอย่างเดียวมันจะไม่มีทางเวิร์คเท่ากับการเอาเงินตัวเองไปลงด้วย และหากคุณไม่คิดที่จะเอาเงินของคุณไปเสี่ยงเอง คุณก็ไม่ควรถามหาเงินจากผู้อื่นให้มาร่วมลงทุนกับคุณ
บทเรียนที่ 10 – จงอย่ายอมแพ้ (Never Give Up)
ในวันที่ Elon Musk ได้เริ่มต้นโครงการธุรกิจอวกาศอย่าง SpaceX นั้น ไม่มีใครเห็นด้วยกับเขาเลยสักคน แถมสื่อหลักและคนที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Neil Armstrong มนุษย์คนแรกของโลกที่ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ ที่เป็นฮีโร่และแรงบันดาลใจของ Elon Musk ในการสร้างยานอวกาศ ก็กลับออกมาบอกกับสื่อว่า เขาไม่เห็นด้วยกับโครงการยานอวกาศในเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะบริษัทเอกชนภายนอกที่ไม่ใช่จากองค์การ NASA
ซึ่ง Elon Musk เองก็ยอมรับว่า เขารู้สึกเสียใจและทำใจได้ค่อนข้างยากอยู่พอสมควรที่ฮีโร่ของเขากลับไม่เห็นด้วย ซึ่งเขาก็หวังให้ Neil Armstrong มาที่โรงงานของเขา เพื่อรับชมยานอวกาศที่เขาสร้างก่อน และก็หวังว่าเขาอาจจะมีความคิดที่เปลี่ยนไปในภายหลัง แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไง หรืออะไรจะเกิดขึ้นก็ตามที เขาไม่มีทางยอมแพ้อย่างเด็ดขาดจนกว่าผมจะพิกลพิการจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้หรือไม่ก็จนกว่าผมจะตายไปจากโลกนี้
Resources