Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Economy

สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนที่ตลาดจะล่มสลาย โดย Robert Kiyosaki

Chapter 1 — คำเตือนก่อนตลาดล่มสลาย

Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือ Rich Dad Poor Dad พ่อรวยสอนลูก
เขาได้กล่าวในรายการ The Iced Coffee Hour ว่า
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก ณ ตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ และมัน “ได้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ” ทุกครั้งก่อนที่ตลาดจะล่มสลาย

โดย Robert Kiyosaki กล่าวว่าก่อนวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ผู้คนมักจะทำในสิ่ง ๆ เดียวกัน นั่นก็คือ —
เมื่อผู้คนส่วนใหญ่เริ่มเชื่อว่าเงินกระดาษ (fiat money) คือความมั่นคง
พวกเขาก็จะเริ่มเก็บออมเงินสดเอาไว้ในบัญชีธนาคาร เพราะพวกเขาคิดว่านั่นคือทางรอด
แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น เงินที่เก็บเอาไว้อยู่ในธนาคารกำลังสูญมูลค่าในตัวมันเองอยู่ทุก ๆ วัน
เพราะรัฐบาลสามารถพิมพ์เพิ่มได้อย่างไม่มีจำกัด
และเมื่อมีจำนวนเงินมากขึ้นในระบบ ก็ส่งผลให้มูลค่าของเงินย่อมลดลงเป็นธรรมดา

“มันคือกับดักทางการเงิน เหมือนกับกบกำลังถูกต้มในน้ำร้อน”
เพราะคนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าการออมคือการรักษาความมั่งคั่งของตนเอง

แต่ในมุมมองของ Robert Kiyosaki เขามองว่าการออมเงินสดคือการยึดติดกับสิ่งที่ไม่มีมูลค่าอยู่จริง
โดยเขากล่าวว่า “คนออมเงินคือผู้แพ้ (savers are losers)”
เพราะพวกเขากำลังเก็บสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำให้ไร้มูลค่าได้ทุกเมื่อ

ซึ่งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา Robert Kiyosaki เขาได้เตือนเรื่องนี้มาโดยตลอด
ตั้งแต่ก่อนวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 (Global Financial Crisis 2008) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (Subprime mortgage crisis) ในสหรัฐอเมริกา เป็นเหตุการณ์ที่ธนาคารปล่อยกู้ให้ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงจนเกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และลุกลามเป็นการล่มสลายของระบบการเงินโลก จนถึงช่วงที่อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน

โดย Robert Kiyosaki เขาเห็นรูปแบบเดิม ๆ เกิดซ้ำ ๆ ในระบบการเงินทุกครั้ง —
โดยมันจะเริ่มจากมีการสร้างหนี้ขนาดใหญ่ (debt expansion)
ตามด้วยการพิมพ์เงินเป็นจำนวนมากเพื่อพยุงระบบ
และจบลงด้วยการสูญเสียความเชื่อมั่นในค่าเงินสกุลนั้น ๆ

ซึ่งสำหรับ Robert Kiyosaki เขาบอกว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัวของเงินเพียงอย่างเดียว
แต่ปัญหามันคือ “ความไม่เข้าใจของผู้คนที่มีต่อธรรมชาติของเงิน”
เพราะเมื่อผู้คนเชื่อว่าเงินคือเครื่องมือเก็บมูลค่า
แทนที่เงินจะเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการแลกเปลี่ยน
มันทำให้พวกเขากำลังวางชีวิตไว้บนรากฐานที่ไม่มั่นคงเอาซะเลย

Chapter 2 — เมื่อคำสอนของ Robert Kiyosaki ถูกมองว่าผิด

นับตั้งแต่ปี 1997 ที่หนังสือ Rich Dad Poor Dad ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรก
Robert Kiyosaki ก็ได้กลายเป็นบุคคลที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับแนวคิดการเงินของคนทั้งโลก
แต่ในขณะเดียวกัน คำสอนของเขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
โดยเฉพาะเมื่อเขากล่าวในสิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมของคนในสังคม

เช่นเขาเคยพูดว่า
“บ้านของคุณมันไม่ใช่ทรัพย์สิน (your house is not an asset)”
ไม่ก็ “คนออมเงินคือผู้แพ้ (savers are losers)”
ซึ่งประโยคเหล่านี้ได้กลายเป็นคำพูดที่คนในสังคมได้ตั้งคำถามมากที่สุดในช่วงเวลานั้น

ในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการเป็นเจ้าของบ้านคือเป้าหมายหลักของชีวิต
ซึ่งการกล่าวว่าบ้านไม่ใช่ทรัพย์สินถือเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อค่านิยมหลักของคนในสังคมอเมริกัน

Robert Kiyosaki เขาอธิบายว่า ‘บ้านที่อยู่อาศัย’ เป็น “สิ่งที่คอยดึงเงินออกจากกระเป๋าของคุณ”
เพราะมันไม่ได้สร้างเงินสร้างกระแสเงินสด (cash flow) กลับเข้ามาในกระเป๋าของเราเลย
เพราะในทุก ๆ เดือน เจ้าของบ้านจะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้าน ภาษีบ้าน และค่าบำรุงรักษาบ้าน
ดังนั้น บ้าน จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นทรัพย์สินในความหมายทางการเงิน

โดย Robert Kiyosaki เขานิยามคำว่า “ทรัพย์สิน (asset)” และ “หนี้สิน (liability)” อย่างชัดเจนว่า
สิ่งใดที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋าของเราคือทรัพย์สิน
และสิ่งใดที่ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋าของเราคือหนี้สิน
ซึ่งแนวคิดนี้แม้จะดูเรียบง่าย แต่มันกลับกลายเป็นหลักการพื้นฐานที่เปลี่ยนวิธีคิดของคนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก

โดย Robert Kiyosaki เขาเล่าว่าเมื่อเขาพูดประโยคนี้ครั้งแรกในรายการโทรทัศน์ท้องถิ่น
ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยในทันที โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านที่มองว่าบ้านคือความมั่นคง
แต่แทนที่จะโต้เถียงกลับไป เขาเพียงแค่ถามกลับไปว่า
“ในทุก ๆ เดือน บ้านหลังนั้นทำให้คุณได้เงินหรือทำให้คุณต้องจ่ายเงินออกไป?”
ซึ่งคำถามนี้เพียงข้อเดียวทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อมาตลอด

และนอกจากแนวคิดเรื่องของบ้านแล้ว เขายังได้พูดถึงเรื่องของ Debt หรือ “หนี้”
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกเข้าใจผิดบ่อยที่สุด
เพราะในขณะที่หลายต่อหลายคนกลัวการเป็นหนี้ แต่ Robert Kiyosaki เขากลับมองว่าหนี้คือเครื่องมือในการสร้างความมั่งคั่ง
ซึ่งเขาได้แยกหนี้ออกเป็นสองประเภท ก็คือ “หนี้ดี (good debt)” และ “หนี้เลว (bad debt)”

หนี้ดี(good debt) คือหนี้ที่นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้ ได้ เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจ
แต่ในขณะที่หนี้เลว (bad debt) คือหนี้ที่เกิดจากการบริโภค เช่น เอาบัตรเครดิตไปรูดซื้อของที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม

ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ทำให้ Robert Kiyosaki เขาถูกมองว่าเป็นความคิดที่ “สวนกระแส”
แต่ในสายตาของเขา การเข้าใจเรื่องหนี้คือสิ่งที่แบ่งเส้นระหว่างคนรวยกับคนทั่ว ๆ ไป
โดยเขากล่าวว่า “คนรวยใช้หนี้เพื่อให้รวยขึ้น ส่วนคนจนใช้หนี้เพื่อทำให้จนลง”

โดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาได้พยายามอธิบายว่า
โลกของการเงินไม่ได้แบ่งระหว่าง “คนไม่มีหนี้” กับ “คนเป็นหนี้”
แต่แบ่งระหว่าง “คนที่รู้วิธีใช้หนี้” กับ “คนที่ถูกหนี้ใช้งาน”

ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Robert Kiyosaki เขาสามารถยืนกรานแนวคิดนี้ได้อย่างมั่นใจ
ก็คือประสบการณ์โดยตรงจากการเป็นนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์
โดยเขาเปิดเผยว่า ในปัจจุบันเขามีหนี้สินรวมกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 40,000 ล้านบาท)
และทั้งหมดเป็นหนี้ที่สร้างขึ้นเพื่อถือครองทรัพย์สินที่สร้างรายได้ ได้
และเมื่อถูกถามว่าเขาไม่รู้สึกกลัวบ้างหรือกับการเป็นหนี้จำนวนมากขนาดนั้น
ซึ่ง Robert Kiyosaki เขาก็ตอบแค่เพียงว่า “ไม่เครียดเลย เพราะหนี้เหล่านี้ทำงานแทนตัวของเขาทุกวัน”

เพราะในมุมมองของเขานั้น การมีหนี้เป็นจำนวนมากมันไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการไม่เข้าใจระบบการเงิน
โดยเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ถ้าคุณติดหนี้ธนาคาร 20 ล้านดอลลาร์และไม่มีปัญญาจ่าย นั่นคือปัญหาของคุณ

แต่ถ้าคุณติดหนี้ธนาคาร 1,000 ล้านดอลลาร์และจ่ายไม่ได้ นั่นคือปัญหาของธนาคาร”

Robert Kiyosaki หมายถึงว่า หากคุณเป็นหนี้จำนวนไม่มาก ธนาคารจะไม่เดือดร้อนและคุณต้องรับผิดชอบเอง แต่ถ้าหนี้ของคุณใหญ่พอจนธนาคารไม่สามารถเพิกเฉยได้ ธนาคารจะต้องหาทางช่วยคุณ เพราะหนี้นั้นมีผลกระทบต่อพวกเขาด้วย

ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนมุมมองแบบนักลงทุนที่เข้าใจกลไกของระบบการเงินเป็นอย่างดี
และเขาก็จะไม่ได้ใช้หนี้อย่างประมาท แต่จะใช้มันเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจในการต่อรอง
และสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ที่หนี้นั้นช่วยให้ได้มันมา

Chapter 3 — การใช้หนี้อย่างชาญฉลาดและบทบาทของธนาคาร

Robert Kiyosaki มองว่าระบบการเงินโลกในปัจจุบันคือ “เกมของหนี้ (the game of debt)”
และผู้ที่เข้าใจเกมนี้เท่านั้นที่จะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว

โดยเขาอธิบายว่า ระบบทุนนิยมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนมั่งคั่งเท่าเทียมกัน
แต่เป็นระบบที่ให้รางวัลกับผู้ที่รู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดก็คือ “หนี้”

ซึ่งในมุมมองของ Robert Kiyosaki นั้นเขามองว่าหนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้
โดยเขากล่าวว่า “คนรวยนั้นพวกเขาใช้หนี้เพื่อซื้อทรัพย์สิน ส่วนคนจนใช้หนี้เพื่อซื้อภาระ”
ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนถึงความแตกต่างในเชิงโครงสร้างระหว่างวิธีคิดของคนสองกลุ่มอย่างชัดเจน

โดยเขายกตัวอย่างว่า เมื่อธนาคารปล่อยเงินกู้ให้กับบุคคลทั่วไป
ส่วนใหญ่จะนำไปซื้อของที่ลดมูลค่า เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ หรือบ้านที่ไม่ได้สร้างรายได้
แต่ในทางกลับกัน นักลงทุนจะนำเงินกู้จากธนาคารไปซื้อสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด (cash flow) ได้
เช่น อาคารพาณิชย์ หรืออพาร์ตเมนต์ที่สามารถปล่อยเช่าได้

ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันไม่ใช่ “จำนวนหนี้” แต่คือ “ทิศทางของเงินที่ไหลไป”
ผู้ที่เข้าใจระบบนี้จะทำให้เงินทำงานแทนตนเองได้
ในขณะที่ผู้ไม่เข้าใจในระบบก็จะกลายเป็นผู้ทำงานให้กับเงินแทน

Robert Kiyosaki เขาได้กล่าวถึงประสบการณ์ของตนเองในการสร้างพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ด้วยการกู้เงิน
โดยเขามักเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดบวกตั้งแต่วันแรกที่ถือครอง
และใช้เงินกู้เป็นเครื่องมือในการขยายการลงทุน
ซึ่งเขาเรียกแนวทางนี้ว่า “การใช้หนี้เพื่อให้รวยขึ้น (leveraging debt to get rich)”

โดยสิ่งที่เขาพยายามเน้นย้ำก็คือ การใช้หนี้มาทำให้รวยขึ้นนั้นจะต้องอยู่บนฐานของความเข้าใจในตัวสินทรัพย์นั้น ๆ เป็นอย่างดี

เพราะหนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ใครมั่งคั่งได้
แต่หนี้ที่ถูกใช้ในทิศทางที่ถูกต้องจะกลายเป็นพลังทวีคูณ ที่ใช้ในการทำให้ร่ำรวยอย่างมหาศาล

โดยในมุมของ Robert Kiyosaki เขามองว่า ธนาคารนั้น คือ “พันธมิตรที่จำเป็น” ของผู้เล่นในเกมนี้
ซึ่งเขาอธิบายว่าธนาคารไม่ใช่ศัตรูของนักลงทุน
ตรงกันข้าม ธนาคารคือผู้ร่วมลงทุนที่มอบเงินทุนให้ในอัตราดอกเบี้ยที่สามารถคาดเดาได้
ซึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือการเข้าใจว่า “ธนาคารต้องการให้คุณกู้”
เพราะรายได้หลักของธนาคารมาจากดอกเบี้ยที่คุณจ่ายนั่นเอง
ดังนั้น เมื่อคุณใช้เงินที่กู้มานำไปสร้างรายได้ที่มากกว่าดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย
ผู้ชนะจึงไม่ใช่แค่ธนาคาร แต่รวมถึงตัวคุณเองด้วย

Robert Kiyosaki เขายังกล่าวถึงความเข้าใจผิดของคนทั่วไปที่เชื่อว่าการไม่มีหนี้คือความมั่นคง
แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ไม่มีหนี้มักไม่มีทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้กับตนเอง
เพราะ “หนี้คือพลังงานทางการเงิน (financial energy)”
ซึ่งสามารถใช้หนี้ในการสร้างความมั่งคั่งได้ หากถูกนำไปใช้ในทิศทางที่ถูกต้อง

นอกจากนั้น ทาง Robert Kiyosaki เขายังได้เปรียบเทียบระบบธนาคารกับระบบของกระแสเลือด

ซึ่งในระบบเศรษฐกิจ เมื่อธนาคารปล่อยกู้ เงินจะเริ่มหมุนเวียนและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
แต่เมื่อธนาคารหยุดปล่อยกู้ เศรษฐกิจจะชะลอตัว
นั่นคือเหตุผลที่เขามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักลงทุนกับธนาคารคือสิ่งที่ต้องเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง
เพราะธนาคารไม่ได้เพียงแค่ปล่อยเงินกู้ แต่เป็นผู้กำหนดจังหวะของระบบเศรษฐกิจโดยตรง

ซึ่งในโลกที่ระบบการเงินขึ้นอยู่กับหนี้
ผู้ที่เข้าใจโครงสร้างของหนี้จึงมีโอกาสมากกว่าผู้ที่พยายามจะหลีกหนีมัน
โดยเขากล่าวว่า “การไม่เข้าใจหนี้ คือการปล่อยให้คนอื่นควบคุมชีวิตทางการเงินของคุณ”

Chapter 4 — วัฏจักรของหนี้และสัญญาณก่อนการล่มสลาย

Robert Kiyosaki อธิบายว่า ทุกระบบเศรษฐกิจล้วนเคลื่อนไปตามวัฏจักรของหนี้ (debt cycle)
ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กหรือประเทศมหาอำนาจ วงจรนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในรูปแบบเดิม ๆ เสมอ
เพียงแต่คนในแต่ละยุคมักไม่ตระหนักว่าตนเองนั้นกำลังอยู่ในช่วงใดของวัฏจักรดังกล่าว

โดยเขาได้อ้างถึงประสบการณ์ที่เคยเห็นการล่มสลายของเศรษฐกิจในหลายประเทศ
ตั้งแต่ญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงฟองสบู่เศรษฐกิจแตกครั้งใหญ่ ที่เกิดจากการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์อย่างรุนแรง จนทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยยาวนาน

สหรัฐอเมริกาในปี 2008 ซึ่งเกิดวิกฤตการเงินโลกจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อซับไพรม์ (Global Financial Crisis 2008) ที่มีต้นเหตุจากการปล่อยสินเชื่อบ้านให้ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูง (subprime mortgage) จำนวนมหาศาล จนราคาบ้านพุ่งขึ้นเกินจริงและระบบการเงินทั่วโลกล่มสลาย

ไปจนถึงซิมบับเวและอาร์เจนตินาที่ค่าเงินสูญมูลค่าเกือบทั้งหมด ที่ทั้งสองประเทศนั้นได้เผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง (hyperinflation)

ประเทศซิมบับเวเคยพิมพ์ธนบัตรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ซิมบับเวต่อใบจนประชาชนต้องใช้เงินเป็นกระสอบเพียงเพื่อที่จะซื้อของพื้นฐานอย่างเช่น ขนมปังหนึ่งก้อนหรือไข่หนึ่งฟองที่มีราคาสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ซิมบับเวต่อชิ้น ซึ่งสะท้อนถึงการสูญเสียมูลค่าของเงินอย่างสิ้นเชิง

ในขณะที่ประเทศอาร์เจนตินาก็ได้เผชิญกับการลดค่าของสกุลเงินเปโซอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมากและประชาชนก็ได้สูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศไป
จะเห็นได้ว่า ในแต่ละกรณีที่ว่ามานั้น มักมีรูปแบบเดียวกันที่เกิดซ้ำ ๆ ก็คือ “มีการสร้างหนี้เกินขนาด” และ “การพิมพ์เงินเพื่อแก้ปัญหา”

ซึ่ง Robert Kiyosaki ก็ได้อธิบายว่า วัฏจักรของหนี้มันได้เริ่มต้นจากช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต
ผู้คนมีความมั่นใจ ธนาคารปล่อยกู้ง่าย และภาครัฐใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น
แต่เมื่อหนี้สะสมจนเกินกว่าที่ระบบจะรับไหว การชำระหนี้จะเริ่มกลายเป็นภาระ
และเมื่อถึงจุดที่การเติบโตชะลอตัว ระบบก็จะเข้าสู่ช่วง “หนี้ล้นระบบ (debt saturation)”

ในช่วงนี้ ธนาคารกลางมักเข้ามาแทรกแซงด้วยการลดดอกเบี้ย
แต่เมื่อวิธีนี้ไม่เพียงพอที่จะแก้ไข ทางธนาคารกลางพวกเขาก็จะเริ่มพิมพ์เงินเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่าการทำ Quantitative Easing (QE)
ซึ่งมาตรการการพิมพ์เงินดังกล่าวเหมือนจะช่วยให้ระบบดูฟื้นตัวในระยะสั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น การทำแบบนี้กลับเป็นการสะสมเชื้อไฟให้กับวิกฤตในครั้งถัดไป

โดย Robert Kiyosaki เขากล่าวว่า “ทุกครั้งที่ทางธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมา ระบบเศรษฐกิจจะเหมือนคนไข้ที่ได้รับสารมอร์ฟีน”
มันอาจช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว แต่มันไม่ได้ช่วยรักษาสาเหตุของโรคที่เกิดขึ้น
และเมื่อฤทธิ์ของมอร์ฟีนหมดลง เศรษฐกิจก็จะอ่อนแอยิ่งกว่าเดิม

โดยในช่วงที่เงินเฟ้อ (inflation) เริ่มปรับตัวสูงขึ้น
ทางรัฐบาลก็มักเลือกที่จะใช้มาตรการการกระตุ้นเพิ่มเติม ซึ่งยิ่งทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงไปอีก
จนในที่สุด สกุลเงินดังกล่าวก็จะเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักลงทุนทั่วโลก
ซึ่งนี่คือจุดที่ Robert Kiyosaki มองว่า “ระบบเริ่มแตกร้าว” แล้ว

โดยเขาเตือนว่า ทุกครั้งก่อนที่ตลาดจะล่ม
จะมีช่วงที่ผู้คนเริ่มรู้สึกนึกคิดไปเองว่า “เศรษฐกิจอาจจะกลับมาดีขึ้นได้อีกครั้ง”
ราคาหุ้นต่างพากันขึ้น ค่าเงินยังดูดี อัตราการว่างงานลดลง
แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นคือหนี้ที่ขยายตัวอย่างเงียบ ๆ
และเมื่อแรงกดดันถึงขีดสุด ตลาดก็จะเข้าสู่ช่วง “reset”
ซึ่งเป็นการปรับสมดุลใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดย Robert Kiyosaki เขาได้ยกตัวอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันว่า
กำลังอยู่ในช่วงปลายของวัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่ (long-term debt cycle)
เขาชี้ให้เห็นว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน สูงกว่า 34 ล้านล้านดอลลาร์ฯ
และตัวเลขดังกล่าวก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่รัฐบาลต้องใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับการชำระดอกเบี้ย มากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

ซึ่งในมุมมองของเขา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ คือ “สัญญาณก่อนการล่มสลาย”
เพราะเมื่อประเทศหนึ่งต้องกู้เงินใหม่เพื่อนำไปจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เก่า เหมือนงูกินหาง
นั่นหมายความว่าระบบได้เข้าสู่ภาวะที่ไม่ยั่งยืนแล้ว

โดยเขาเปรียบเทียบว่า “มันเหมือนกับคนที่ต้องรูดบัตรเครดิตใบใหม่เพื่อไปจ่ายหนี้ของบัตรใบเก่า”
ซึ่งสถานการณ์อาจดูปกติอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ในที่สุด วงจรนี้จะพังทลายลง

นอกจากนั้น Robert Kiyosaki ยังเตือนถึงความเข้าใจผิดของประชาชนที่เชื่อว่า
เมื่อรัฐบาลพิมพ์เงินเพิ่มขึ้น ทุกคนจะมีเงินใช้มากขึ้น
แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มันคือการลดค่าของเงินที่มีอยู่แล้วในมือของประชาชน
“รัฐบาลไม่ได้แจกเงิน แต่พวกเขาแจกความยากจนในรูปแบบใหม่” พวกเขาขโมยความมั่งคั่งไปจากประชาชน

ซึ่งสำหรับเขาแล้วนั้น สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดของการล่มสลายก็คือ
เมื่อผู้คนเริ่มรู้สึกสบายใจกับการพิมพ์เงินและการกู้ยืมในระดับประเทศ เพราะจริง ๆ มันควรจะต้องซีเรียส
ถ้ายังรู้สึกชิล ๆ กันอยู่ นั่นแสดงให้เห็นถึงจุดที่ระบบกำลังสูญเสียกลไกของความรับผิดชอบทางการเงิน

ซึ่ง Robert Kiyosaki เน้นว่าการล่มสลายของตลาดไม่ใช่จุดจบของระบบ
แต่มันคือการ “รีเซ็ต (reset)” เพื่อเริ่มวัฏจักรใหม่
และในทุกครั้งที่วัฏจักรเริ่มต้นใหม่ โอกาสก็เกิดขึ้นเสมอสำหรับผู้ที่เตรียมความพร้อม

Chapter 5 — ทองคำ เงิน และ Bitcoin สินทรัพย์ที่จะอยู่รอดในระบบใหม่

เมื่อพูดถึงการล่มสลายของตลาด ทาง Robert Kiyosaki เขาไม่ได้มองมันเป็นเพียงเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจ
แต่เขายังมองในฐานะที่จะเกิด “การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงิน (monetary reset)” ที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก

โดยเขากล่าวว่า ทุกครั้งที่ระบบการเงินพังทลายลง สินทรัพย์ที่อยู่รอดได้คือสิ่งที่มีมูลค่าจริง (real assets)
ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เงิน หรือทรัพย์สินที่จับต้องได้
เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้เหมือนเงินกระดาษ

โดย Robert Kiyosaki เขามักจะพูดอยู่เสมอว่า “ทองคำคือเงินของพระเจ้า (gold is God’s money) เงินกระดาษคือเงินของรัฐบาล (fiat money is government’s money) และ Bitcoin คือเงินของประชาชน (Bitcoin is people’s money)”
ประโยคนี้สรุปแนวคิดของเขาได้อย่างชัดเจนว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของ “อำนาจในการควบคุมเงิน”

ซึ่งเขาอธิบายว่า ทองคำและแร่เงินมีมูลค่ามาเป็นเวลาหลายพันปี
มันไม่ใช่เพราะรัฐบาลกำหนดให้มันมีค่า แต่เพราะมนุษย์ยอมรับมันโดยธรรมชาติ
เพราะทองคำไม่สามารถถูกพิมพ์หรือปลอมแปลงได้
มันจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษามูลค่าได้ในระยะยาว

ในขณะที่เงินกระดาษ (fiat currency) กลับขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อมั่น (trust)” ของรัฐบาลที่เป็นเจ้าของสกุลเงินนั้น ๆ
และเมื่อความเชื่อมั่นในรัฐบาลเริ่มสั่นคลอน มูลค่าของเงินก็จะลดลงตามไปด้วย

Robert Kiyosaki ได้ย้อนกลับไปถึงช่วงปี 1971 ที่ประธานาธิบดี Richard Nixon ได้ประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กับทองคำ
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเงินกระดาษอย่างเต็มรูปแบบ (pure fiat system)
โดยเขามองว่าการตัดขาดจากมาตรฐานทองคำในยุคนั้นคือจุดเริ่มต้นของการสูญเสียเสถียรภาพในระบบการเงินโลก
เพราะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถพิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องมีทองคำหนุนหลัง

ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตัวของ Robert Kiyosaki เขาก็เริ่มลงทุนในทองคำและแร่เงินในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา
โดยมองว่าสินทรัพย์เหล่านี้คือ “หลักประกันของอิสรภาพทางการเงิน”
โดยเขากล่าวว่า “ทองคำไม่ได้เปลี่ยนแปลงมูลค่า แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือมูลค่าของเงินกระดาษที่ใช้ซื้อมัน” มันมีค่าน้อยลงจึงต้องใช้จำนวนมากขึ้นเพื่อใช้ในการซื้อทองคำ
ซึ่งคำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในมุมมองของ Robert Kiyosaki เขามองว่าการซื้อทองคำไม่ใช่การลงทุนเพื่อเก็งกำไร
แต่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินกระดาษ

และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทาง Robert Kiyosaki เขาก็ได้เพิ่ม Bitcoin เข้ามาในพอร์ตสินทรัพย์ของตนเองด้วย
โดยเขาอธิบายว่า Bitcoin คือ “ทองคำในยุคดิจิทัล (digital gold)”
เพราะมันมีคุณสมบัติเดียวกันกับทองคำในแง่ของความจำกัดในการผลิต (limited supply) คือมันมีจำกัดแค่ 21 ล้านเหรียญ BTC เท่านั้น
แถมมันยังสามารถเคลื่อนย้ายและเก็บรักษาได้ง่ายกว่าในโลกยุคใหม่

โดยเขากล่าวว่า “ผมไม่ได้ซื้อ Bitcoin เพราะอยากรวย ผมซื้อเพราะไม่อยากจนลงต่างหาก”
ซึ่งประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของเขาต่อระบบการเงินที่กำลังเปลี่ยนผ่านยุคสมัย
ไม่ใช่การไล่ตามกำไร แต่เป็นการปกป้องมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินในช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นในระบบการเงินเดิมกำลังลดลง

โดย Robert Kiyosaki ยังเตือนว่าคนส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่ในกรอบคิดแบบเดิม ๆ
ที่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้ตลอดไป
แต่จากประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีระบบการเงินใดคงอยู่ตลอดกาล
ทุกระบบล้วนมีจุดเริ่มต้น เติบโต เสื่อมถอย และถูกแทนที่ด้วยระบบใหม่

ซึ่งตัวของเขามองว่า ทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin คือสินทรัพย์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล
และนั่นคือเหตุผลที่เขาถือมันในสัดส่วนสูงในพอร์ตการลงทุนของเขา
เพราะเมื่อระบบเก่าถูกรีเซ็ต สินทรัพย์เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ยังคงมีมูลค่าในโลกหลังการเปลี่ยนผ่านระบบการเงิน
ซึ่งตัวของ Robert Kiyosaki เขาไม่เคยไว้วางใจรัฐบาลเลย เพราะสิ่งที่เขาไว้ใจมากกว่าคือสิ่งเขาถือเอาไว้อยู่กับตัวเองจริง ๆ มากกว่า
และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขายังคงสะสมทองคำและ Bitcoin อย่างต่อเนื่อง
แม้ในช่วงเวลาที่ราคาของมันผันผวนสูงก็ตาม

ซึ่งสำหรับเขาแล้ว ความผันผวนคือเรื่องปกติของการเปลี่ยนแปลงระบบทางการเงิน
แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าก็คือ “การนิ่งเฉย” โดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร
โดยเขาเตือนว่า “ผู้ที่เก็บเงินสดเอาไว้โดยหวังว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือในยามวิกฤต กำลังทำให้ตัวเองนั้นอยู่ผิดที่ผิดเวลา

Chapter 6 — บทเรียนจากอดีต

Robert Kiyosaki มักกล่าวเสมอว่า “วิกฤตคือครูที่ดีที่สุด (crashes are the best teachers)”
เพราะทุกครั้งที่ระบบการเงินล่มสลาย มันจะเผยให้เห็นจุดอ่อนของทั้งประเทศ บริษัท และบุคคลที่ไม่เข้าใจกลไกของเงิน

โดยเขาเคยผ่านวิกฤตการเงินครั้งใหญ่หลายครั้งในชีวิต —
ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 1973, ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในช่วงทศวรรษ 1980, วิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 (หรือก็คือวิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540), วิกฤตซับไพรม์ปี 2008
จนถึงสถานการณ์เงินเฟ้อระดับสูงในยุคปัจจุบัน
และทุกครั้งที่เกิดวิกฤตทาง Robert Kiyosaki เขาไม่ได้มองมันในฐานะเป็นภัยคุกคาม
แต่มันเป็น “ช่วงเวลาของการเรียนรู้” ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ณ ขณะนั้น

โดยเขากล่าวว่า คนส่วนใหญ่กลัววิกฤตเพราะมองมันในมุมของความสูญเสีย
แต่ในมุมของนักลงทุน วิกฤตคือช่วงเวลาที่ทรัพย์สินถูกจัดราคาใหม่ (repricing)
และนั่นคือโอกาสในการสะสมสินทรัพย์ที่แท้จริงในราคาที่ต่ำที่สุด

เขาเล่าว่าในช่วงปี 1986 เขาได้เผชิญกับภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ ที่พังลงอย่างหนัก
หลายบริษัทล้มละลาย นักลงทุนจำนวนมากสูญเงิน
แต่สำหรับเขา มันคือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจว่า “การขาดสภาพคล่องไม่ใช่จุดจบ หากมีความรู้เรื่องของกระแสเงินสด (cash flow)”

โดยเขาเล่าว่าในช่วงเวลานั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างของหนี้
และเริ่มมองเห็นว่าระบบการเงินทั้งหมดตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นของผู้คน
เมื่อความเชื่อมั่นของผู้คนหายไป ทุกอย่างจะล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว
และผู้ที่เข้าใจสิ่งนี้จะสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้

ซึ่งในวิกฤตปี 2008 ทาง Robert Kiyosaki คือหนึ่งในผู้ที่ออกมาเตือนก่อนตลาดล่ม

ว่าระบบการปล่อยกู้ซับไพรม์กำลังสร้างฟองสบู่
และเมื่อมันแตก มันจะไม่เพียงกระทบภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่มันจะลามไปถึงทั้งระบบธนาคารโลก
ซึ่งหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไป เขากลับมองว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นคือการยืนยันอีกครั้งว่าความรู้ทางการเงินสำคัญกว่าทรัพย์สินใด ๆ”

โดยเขาใช้คำว่า “financial education” ซึ่งมันไม่ใช่เพียงในความหมายของการเรียนรู้ในด้านทฤษฎี
แต่มันหมายถึงความสามารถในการเข้าใจความจริงทางการเงินที่ซ่อนอยู่ในระบบของการเงิน
เช่น การรู้ว่าเงินเฟ้อไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
แต่เป็นผลมาจากการบริหารหนี้และการพิมพ์เงินของรัฐบาล

ซึ่งสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการเกิดวิกฤตซ้ำ ๆ ก็คือ “ระบบการเงินมันจะไม่เปลี่ยนเพื่อคุณ”
ดังนั้น สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือ “ความเข้าใจของคุณที่มีต่อระบบการเงิน”

โดยเขากล่าวว่า “ผมไม่ได้พยายามทำนายอนาคต แต่ผมพยายามเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำเสมอ”
ซึ่งแนวคิดนี้คือรากฐานของคำสอนในหนังสือพ่อรวยสอนลูก Rich Dad Poor Dad
ซึ่งเน้นการสร้างระบบกระแสเงินสดส่วนบุคคลที่มั่นคงกว่าการพึ่งพารายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

โดย Robert Kiyosaki เขาเชื่อว่า คนที่อยู่รอดในวิกฤตไม่ได้ฉลาดกว่าคนอื่น
แต่คือคนที่ไม่ยึดติดกับความเชื่อแบบเดิม ๆ
ซึ่งเขาอธิบายว่า ความผิดพลาดของคนส่วนใหญ่คือการใช้ตรรกะของช่วงที่เศรษฐกิจกำลังไปได้ดี
ไปใช้ในช่วงที่ระบบเศรษฐกิจกำลังพังลง ซึ่งมันได้ตรรกะชุดเดียวกันไม่ได้
ดังนั้น “สิ่งที่ใช้ได้ผลในยุคดอกเบี้ยต่ำ อาจกลายเป็นกับดักในยุคเงินเฟ้อสูง” คุณต้องระวังให้ดี

สิ่งหนึ่งที่เขาย้ำเตือนเสมอมาก็คือ “ความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจดี แต่มักเริ่มต้นในช่วงเศรษฐกิจแย่”
เพราะในช่วงเวลานั้น ทรัพย์สินที่มีมูลค่าจริงจะถูกลดราคาลง
และผู้ที่มีความเข้าใจและสภาพคล่องเพียงพอจะสามารถเข้าซื้อสินทรัพย์นั้นได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
โดยเขาเรียกช่วงนั้นว่า “ช่วงเวลาของการสะสมทรัพย์สิน (accumulation period)”

ซึ่งในมุมมองของ Robert Kiyosaki เขามองว่าวิกฤตไม่ใช่เหตุการณ์ที่ควรหลีกเลี่ยง
เพราะมันคือส่วนหนึ่งของวงจรเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และไม่มีใครหลีกหนีมันได้
สิ่งที่ทำได้คือ “การเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตนั้น ๆ”

โดยเขากล่าวว่า “คุณไม่สามารถควบคุมตลาดได้ แต่คุณสามารถควบคุมการตัดสินใจของตัวคุณเองได้”
และนั่นคือเหตุผลที่เขาเน้นเรื่องของการศึกษาและการเข้าใจในสินทรัพย์จริง ๆ มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

Chapter 7 — บทสรุป เมื่อทุกสิ่งกลับสู่ศูนย์

Robert Kiyosaki มักพูดซ้ำ ๆ อยู่เสมอว่า
“สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และมันจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต”
ซึ่งสำหรับตัวของเขาแล้วนั้น เขามองว่าระบบเศรษฐกิจโลกคือวงจรซ้ำ ๆ ของความโลภ ความกลัว และการหลงลืมบทเรียนจากวิกฤตครั้งก่อนหน้านี้ (เพราะไม่มีใครอยากจำเรื่องแย่ ๆ)

โดยเขาเชื่อว่า “การล่มสลายของตลาด (market collapse)” ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
แต่มันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ของผู้คนและรัฐบาลที่สะสมมานานหลายปี
จนถึงวันที่ทุกอย่างมันไม่สามารถแบกรับน้ำหนักของหนี้และความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจได้อีกต่อไป

ซึ่งในมุมมองของ Robert Kiyosaki เขามองว่าระบบการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงปลายของวัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่
ซึ่งเขาเรียกช่วงเวลานี้ว่า “The Everything Bubble” อะไร ๆ ก็ฟองสบู่ไปหมด —
เรากำลังอยู่ในยุคที่ราคาทุกอย่างถูกผลักให้สูงเกินจริงด้วยการปล่อยเครดิตและการพิมพ์เงินขึ้นเป็นจำนวนมาก
ตั้งแต่ตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงพันธบัตรรัฐบาล

ซึ่งเขาเตือนว่า “เมื่อทุกสิ่งขึ้นพร้อมกัน ทุกอย่างก็จะตกลงพังลงพร้อม ๆ กันด้วย”
และสิ่งที่กำลังจะตามมาก็คือจะเกิดกระบวนการปรับสมดุลของระบบเศรษกิจ
ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในโลกที่จำนวนหนี้ขยายตัวเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

แต่ในขณะเดียวกันทาง Robert Kiyosaki เขาก็ไม่ได้มองว่านี่คือจุดจบ
แต่เขามองว่ามันคือ “การกลับสู่ศูนย์อีกครั้ง (reset to zero)” —
มันเป็นช่วงเวลาที่ระบบการเงินจะถูกจัดระเบียบใหม่
และผู้ที่เข้าใจหลักการของเงินและสินทรัพย์จริง จะสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ก่อนใคร

โดยเขากล่าวว่า “ในช่วงที่ทุกอย่างถูกรีเซ็ต ผู้ที่ถือของจริงจะยังคงอยู่ ส่วนผู้ที่ถือสิ่งสมมติจะหายไป”
ซึ่งสิ่งที่เขาหมายถึงก็คือ สินทรัพย์จริง อย่างเช่น ทองคำ แร่เงิน อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสด
ในขณะที่เงินกระดาษ หุ้น หรือสินทรัพย์ที่ไม่มีมูลค่าทางกายภาพ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

โดยทาง Robert Kiyosaki เขาก็ไม่สามารถฟันธงได้แน่ชัดว่า “ตลาดจะล่มเมื่อใด”
แต่เขาเตือนว่า “สัญญาณที่จะล่มมันได้อยู่ตรงหน้าเราแล้ว”
ทั้งระดับจำนวนหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ เกิดการพิมพ์เงินที่ไม่สิ้นสุด
และความเชื่อมั่นที่เริ่มสั่นคลอนในระบบธนาคารและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยเขามองว่าสิ่งที่ประชาชนควรทำไม่ใช่การตื่นกลัว แต่คือการเตรียมตัวให้พร้อม
และการเตรียมตัวที่ดีที่สุดก็คือ “การศึกษาหาความรู้”
เพราะความรู้ทางด้านการเงินคือทรัพย์สินที่ไม่มีวันเสื่อมค่า

ซึ่งทาง Robert Kiyosaki เขามักจะกล่าวอยู่เสมอว่า “คุณไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลให้ปกป้องตัวคุณได้”
สิ่งที่คุณทำได้คือการสร้างระบบการเงินของตัวเอง —
สร้างระบบที่ทำให้เงินทำงานแทนคุณ ไม่ใช่คุณทำงานเพื่อเงิน

โดยเขาเชื่อว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินในบัญชี
แต่มันคือความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในทุกวัฏจักรของเศรษฐกิจ
และ “ผู้ที่เข้าใจระบบ จะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงของระบบ”

Robert Kiyosaki ได้ปิดท้ายคำเตือนว่า

“ทุกครั้งที่ตลาดล่มสลาย โลกจะถูกจัดระเบียบใหม่ และคนที่เข้าใจเกมนี้จะเป็นฝ่ายได้เปรียบเสมอ”
ซึ่งสำหรับตัวของเขาแล้วนั้น การล่มสลายไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่คือสิ่งที่ต้องเข้าใจและใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเราเอง

Resources