Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Top 10 Mentors

10 สุดยอดบทเรียนจาก Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Amazon.com เจ้าพ่อ Ecommerce

Jeff Bezos อดีตผู้บริหารพนักงานประจำในตลาดหุ้น Wall Street สู่การเป็นเจ้าของร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใคร ๆ ต่างก็หาว่าเขาบ้า ที่ยอมทิ้งหน้าที่การงานที่มั่นคงสู่การเป็นพ่อค้าขายหนังสือออนไลน์ ที่ ณ ปัจจุบันได้พัฒนาเป็น The Everything Store ที่อะไรก็ตามบนโลกใบนี้ สามารถซื้อขายผ่านบนเว็บไซต์ออนไลน์ได้ ก็สามารถหาซื้อได้แทบทุกอย่างบนเว็บไซต์ Amazon.com

และนี่ก็คือ 10 บทเรียนจาก Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Amazon.com เจ้าพ่อ Ecommerce

บทเรียนที่ 1 – จงตามเสียงหัวใจไม่ใช่ในหัวของคุณ (Follow Your Heart Not Your Head)

Jeff Bezos ได้ให้ข้อคิดว่า ในวัยเด็กตอนที่สมองของเรายังไม่ได้เรียนรู้ข้อกำหนดกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ของโลกมนุษย์มากนัก จึงทำให้ตัวเราในวัยเด็ก มักมีจินตนาการที่สูงเนื่องจากไม่ได้ถูกจำกัดขอบเขตของความคิด ทำให้เด็กนั้น เวลาที่จะทำอะไรส่วนใหญ่ก็จะทำตามที่ใจเรียกร้อง ทำตามความชอบ ทำตามความฝัน แต่หลายคนเมื่อเติบโตขึ้นก็กลับเรียนรู้ถึงข้อกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น สังคมสร้างขึ้น จนทำให้สติปัญญาและความรู้ในหัวที่เพิ่มขึ้น เริ่มมามีบทบาทและเริ่มบดบังความฝันในวัยเด็ก จนทำให้หลายต่อหลายคนที่เติบโตมากลายเป็นผู้ใหญ่ เลิกล้มการทำตามความฝัน เลิกล้มทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่รักในที่สุด ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการในการปกป้องความฝันในวัยเด็กของเรา

โดยสิ่งที่ทำ Jeff Bezos ได้ตัดสินใจที่กระโดดเข้ามาทำธุรกิจอินเตอร์เน็ตในการค้าขายบนโลกออนไลน์นั้น เขาลองจิตนาการถึงตัวเองในอนาคตในตอนที่เขามีอายุได้ 80 ปีแล้วนึกย้อนหลังว่า หากเขาไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต เขาจะต้องรู้สึกเสียใจและความเสียใจนี้ก็จะตามหลอกหลอนเขาไปตลอดแน่ ๆ ยิ่งในวันที่รู้ว่าอินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบันนี้มันบูมมากแค่ไหนยิ่งเสียใจเข้าไปใหญ่ ดังนั้นในวันที่เขาตัดสินใจกระโดดเข้ามาในธุรกิจนี้ เมื่อเขามองเห็นโอกาสเขาจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ยังไงก็ต้องทำมันให้ได้ แม้ว่าในอนาคตมันจะล้มเหลวก็ไม่เป็นไร เสียใจตอนล้มเหลวดีกว่าเสียใจเพราะไม่ได้ลงมือทำ

บทเรียนที่ 2 – โฟกัสในสิ่งที่คุณหลงใหล (Focus on Your Passion)

Jeff Bezos ได้ให้คำแนะนำที่ดูเหมือนผู้ประกอบการคนไหนก็มักจะให้คำแนะนำนี้ก็คือ จงตรวจสอบตนเอง ว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่หลงใหล หรือทำตาม Passion ของคุณอยู่ โดย Jeff Bezos ได้สำรวจตัวของเขาเองว่า เขาเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มต้นทำธุรกิจค้าขายบนโลกออนไลน์อย่างจริงจังและหมกมุ่นอยู่กับมันตั้งแต่ตอนที่อินเตอร์เน็ตยังไม่บูมด้วยซ้ำ ซึ่ง ณ เวลานั้นแทบจะนับจำนวนธุรกิจได้เลย โดยเขาได้ทำการออนไลน์เว็บไซต์ Amazon.com ครั้งแรกในปี 1995 จนเติบโตอย่างรวดเร็วและสามารถนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น จนเติบโตแบบก้าวกระโดด จากราคาหุ้นเริ่มต้นที่ $18 และไปแตะจุดสูงสุดเกินกว่า $100 ต่อหุ้น จนกระทั่งในปีช่วง 2000 ที่อยู่ในช่วงเกิดสภาวะฟองสบู่ดอทคอมแตก ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นโดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต ทำให้หุ้นของ Amazon ลดลงมาต่ำกว่า $10 ซะอีก จึงทำให้ Amazon ต้องปรับแผนลดค่าใช้จ่ายด้วยการ Lay Off พนักงานกว่า 1,300 ตำแหน่ง และพยายามพยุงบริษัทให้อยู่รอดให้ได้ ซึ่งกว่าบริษัทจะกลับมามีกำไรอีกครั้งก็ปาเข้าไปในช่วงปลายปีของปี 2001 นู่น และการที่ Jeff Bezos สามารถนำพาบริษัทรอดวิกฤตนั้นมาได้ ตัวเขาเองก็ยิ่งมั่นใจว่าเขาหลงใหลในธุรกิจนี้อย่างแน่นอน เพราะตัวเขาเองบอกว่า เขารู้สึกเลือดสูบฉีดกว่าทุกครั้งในสถานการณ์ที่ตกเป็น underdog หรือการอยู่ในสถานะเสียเปรียบในการแข่งขันในธุรกิจ ตกเป็นเบี้ยล่าง ที่ยากต่อการเอาชนะ แต่ก็ชนะได้ในที่สุด

ดังนั้นหากใครที่กำลังคิดหรือกำลังที่จะเริ่มต้นสร้างธุรกิจขึ้นมา ให้ตรวจสอบตัวคุณเองให้ชัดเจนว่าคุณทำตามความหลงใหลหรือ Passion จริง ๆ ไม่ใช่ทำตามเพราะมันเป็นกระแส หรือทำตาม Fashion เพราะหากคุณทำตามกระแสนิยม เมื่อกระแสนิยมหมดคุณก็เบื่อแล้วก็เลิกทำมันไปในท้ายที่สุด

และการสร้างธุรกิจที่ดีนั้น คุณจะต้องสร้างธุรกิจที่มีคุณค่าต่อผู้คนต่อลูกค้าจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่หวังจะกอบโกยเงินจากคนอื่นเข้ากระเป๋าตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่จงคิดด้วยว่าการสร้างสินค้าหรือบริการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้คนได้นั้น มันเป็นการสร้างธุรกิจที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

บทเรียนที่ 3 – จงเลือกชื่อที่ดี (Pick A Good Name)

Jeff Bezos ได้เล่าว่า การเดินทางหลายปีที่ผ่านมาของ Amazon.com นั้น แต่ก่อนเขาไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แต่ก่อนเขาใช้ชื่อว่า Cadabra Inc. ที่มาจากคำว่า Abracadabra โดยเหตุการณ์มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งเขาได้คุยงานกับทนายที่จะต้องเดินเรื่องเกี่ยวกับด้านกฎหมาย โดยทนายถามเขาว่าบริษัทคุณชื่ออะไร Jeff Bezos ก็เลยตอบไปว่า Cadabra โดยทนายอุทานออกมาทางโทรศัพท์ด้วยความตกใจแล้วพูดทวนว่า “อะไรนะ! บริษัทคุณชื่อ Cadaver งั้นหรือ?” ซึ่งเจ้าคำว่า Cadaver นี้แปลเป็นไทยก็คือ ซากศพดี ๆ นี่เอง ทำให้ Jeff Bezos สะดุ้งและรู้สึกตัวทันทีเลยว่า ชื่อนี้ไม่เวิร์คแน่ ๆ แล้วเขาก็รีบทำการเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Amazon หลังจากวางสายนั้นแทบจะในทันที

บทเรียนที่ 4 – สั่งสมชื่อเสียงในด้านดี (Earn Good Reputation)

Jeff Bezos ให้ความเห็นว่า สำหรับทรัพย์สินทางปัญญาหรือ intellectual property ที่สำคัญมากที่สุดในความคิดของเขาก็คือ Brand Name ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคนมันก็คือคน ๆ หนึ่งที่มีชื่อเสียงในสังคม ที่กว่าจะได้ชื่อเสียงที่ดีมานั้นแสนยากเย็น แต่ตอนที่เกิดชื่อเสียนั้นเกิดได้ง่ายมาก(ก ไก่ล้านตัว) ดังนั้น Jeff Bezos จึงบอกว่าสำหรับเขาและทีมงานนั้นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดก็คือ Amazon ซึ่งฟังดูเผิน ๆ มันก็แค่ชื่อธรรมดาชื่อหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับพวกเขามันคือทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งพวกเขาพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อให้ชื่อเสียงของ Amazon ได้รับความไว้วางใจจากผู้คน ซึ่งเรื่องความไว้วางใจนั้น คุณไม่สามารถได้มันมาด้วยการร้องขอจากผู้คน แต่คุณจะต้องทำในสิ่งที่คุณได้เคยให้สัญญากับผู้คนเอาไว้ ยกตัวอย่างจาก Amazon ก็คือ หากประกาศกับลูกค้าไปแล้ว พวกเขาสามารถส่งสินค้าได้ภายในวันพรุ่งนี้ พวกเขาก็ต้องส่งให้ได้ตามนั้น ห้ามขาด ห้ามเกิน และเมื่อคุณทำมันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ชื่อเสียงของคุณก็จะค่อย ๆ ถูกสั่งสมจนลูกค้าเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปากกับคนอื่น ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ ซึ่งแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ แต่สำหรับ Jeff Bezos นั้น เขามองในมุมเปรียบเทียบเสมือนว่าหาก Amazon เป็นคนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง หากสั่งสมชื่อเสียงที่ดีอย่างต่อเนื่อง ก็จะได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่นได้ในที่สุด

บทเรียนที่ 5 – โฟกัสที่ลูกค้าเป็นสำคัญ (Focus on the customer)

Jeff Bezos บอกว่าสำหรับกฎเหล็กที่เขาใช้ในการดำเนินการกับ Amazon อยู่เสมอก็คือ การสร้างมาตรฐาน ในการยึดมั่นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง(Customer Centric) โดยต้องการสร้างมาตรฐานในระดับที่เมื่อองค์กรอื่นมาเห็นความสำเร็จของ Amazon แล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “องค์กรของพวกเราก็ควรจะยึดหลัก Customer Centric เช่นเดียวกับของ Amazon” จึง Jeff Bezos ก็คาดหวังเอาไว้ว่ามาตรฐานที่เขาสร้างเอาไว้นี้ จะมีทั้งองค์กรเอกชนและองค์กรรัฐบาล นำไปใช้เป็นแบบอย่าง โดยใช้ Amazon เป็น Role Model หรือต้นแบบที่ดีในการสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งนั่น Jeff Bezos มองว่า มันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าองค์กรของเขาเองซะอีก

โดยความหมายของ Customer Centric ก็คือ แนวคิดที่เมื่อโฟกัสที่ลูกค้าเป็นหลัก มันจะทำให้เราทุ่มเททั้งพลังงานและเม็ดเงินในการวิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า จนทำให้เขารู้ว่า

  • ลูกค้าชอบสินค้าลดราคาและสินค้าจัดโปรโมชั่น
  • ลูกค้านั้นชอบสินค้าราคาถูก และเขารู้ด้วยว่าลูกค้าชอบสินค้าที่ช่วงราคาเท่าไหร่
  • ลูกค้าชอบการส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว

โดยสิ่งที่ลูกค้าชอบนี้จะเป็นไปแบบนี้ค่อนข้างแน่นอนอีก 10 หรือ 20 ปีเป็นอย่างน้อย เขาจึงมั่นใจมากว่าการลงเงินลงแรงในการศึกษาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางนั้นไม่มีทางเสียเปล่าอย่างแน่นอน ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เอาเข้าจริงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริง

บทเรียนที่ 6 – ขายสินค้าพรีเมี่ยมในราคาถูก (Sell Premium Products at Non-Premium Prices)

มีคนถาม Jeff Bezos ว่า กลยุทธ์ในขายแท็ปเล็ต Amazon Kindle คืออะไร นอกจากขายสินค้าที่มีราคาต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่ง Jeff Bezos ได้ให้คำตอบว่า นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักของ Amazon เพราะความตั้งใจหลักในขายแท็ปเล็ตอย่าง Amazon Kindle นั้น ไม่ได้ตั้งใจจะทำกำไรจากตัวเครื่องตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ ที่ขายแท็ปเล็ตนั้น มุ่งเน้นไปที่การทำกำไรให้ได้มากที่สุดจากตัวเครื่อง เพราะตัวกำไรที่แท้จริงจะอยู่ที่ลักษณะการใช้งานของผู้ใช้แท็ปเล็ตมากกว่า โดยกำไรหลักของ Amazon Kindle นั้นจะมาจากการที่ผู้คนใช้แท็ปเล็ตในการซื้อ Digital Products อย่าง eBook หรือหนังสืออิเล็คทรอนิกส์มากกว่า เพราะลูกค้าหนึ่งคนต้องซื้อ eBook ตลอดการใช้งาน Kindle หลายเล่มอย่างแน่นอน และข้อดีของการขายสินค้าอย่าง eBook นั้น ก็ไม่มีต้นทุนในการผลิตหรือทำซ้ำเฉกเช่นเดียวกับหนังสือที่เป็นรูปเล่มแบบปกติ ดังนั้นเมื่อนำ eBook เข้าระบบออนไลน์เพียงครั้งเดียว ก็สามารถสร้างเม็ดเงินได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

ซึ่งสิ่งที่ Jeff Bezos ได้พูดนั้นก็ไม่เกินความจริง เพราะตั้งแต่ Amazon Kindle วางจำหน่ายมาตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่าน ก็มีรายงานอย่างไม่เป็นทางการว่า Kindle สามารถขายได้กว่า 90 ล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่งจากรายงานการใช้ eBook ในปี 2017 เฉพาะของผู้คนในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีประมาณ 487,298,000 เล่ม/ปี โดยที่ Amazon กินส่วนแบ่งได้ถึง 83.3% หรือ eBook จำนวนกว่า 405,919,234‬ เล่ม/ปี มาจาก Amazon นั่นเอง

บทเรียนที่ 7 – ทำให้ไอเดียเกิดขึ้นจริง (Execute Your Idea)

Jeff Bezos ได้บอกเอาไว้ว่า มันเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ ที่ใครสักคนหนึ่งนั้นมีไอเดียที่ดี แต่มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ สำหรับใครสักคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนไอเดียนั้นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ ซึ่งต้องอาศัยความวิริยะอุตสาหะอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง

โดยเขามักจะพร่ำบอกกับคนที่ต้องการจะเข้ามาสู่การเป็นผู้ประกอบการอยู่เสมอว่า หากต้องการที่จะเป็นผู้ประกอบการที่ดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วย 2 อย่างหลัก ๆ ก็คือ ความยืดหยัดหนักแน่นผสมกับความยืดหยุ่น และต้องรู้ด้วยว่าสถานการณ์ใดควรที่จะต้องใช้รูปแบบใดในการจัดการ

โดยคุณจำเป็นต้องยืนหยัดและมีความแน่วแน่ในวิสัยทัศน์ของคุณ เพราะระหว่างการเดินทางไปยังเป้าหมายที่คุณตั้งใจเอาไว้นั้น มันจะมีอุปสรรคขวางกั้นอยู่มากมายและง่ายต่อการล้มเลิกเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหนักแน่นเข้าไว้ ในขณะเดียวกันคุณก็จำเป็นที่จะต้องมีความยืดหยุ่นในรายละเอียดยิบ ๆ ย่อย ๆ ที่คุณเจอระหว่างการเดินทาง ซึ่งเรื่องบางอย่างอาจเป็นเรื่องที่คุณไม่เห็นด้วยหรือรับไม่ได้ แต่หากทำแล้วมันส่งผลให้คุณเข้าใกล้เป้าหมายและสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของคุณเป็นอย่างดี คุณก็ต้องสามารถผ่อนปรนหรือวางอีโก้และอคติของตนเองลงก่อน

ดังนั้นสำหรับใครก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จและผลิตภัณฑ์นั้นก็สามารถช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของชีวิตลูกค้าให้ดีขึ้นได้นั้น มันเป็นงานที่หนักมาก ๆ ในขณะที่ไอเดียนั้นมันแทบไม่มีค่าอะไรเลยหากไม่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้

บทเรียนที่ 8 – ลงมือทำ (Take Action)

Jeff Bezos ได้อธิบายว่า หากคุณมีความเครียดเกิดขึ้น นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของบางสิ่งบางอย่างที่คุณยังไม่ได้ Take Action หรือลงทำมือทำ ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นอยู่ในการควบคุมของคุณ ดังนั้น Jeff เลยแชร์ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเขาเกิดความเครียดวิตกกังวลขึ้นมา มันเหมือนเป็นเรดาห์ที่กำลังเตือนตัวเขาว่าจะต้องทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเมื่อพอที่จะระบุสาเหตุของแหล่งที่มาของความเครียดได้แล้วว่าเกิดจากอะไร ตัวเขาก็จะรีบดำเนินการบางอย่างทันที ไม่ว่าจะเป็นส่งอีเมลหรือยกหูโทรศัพท์หาใครสักคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ แล้วสื่อสารมันออกไป ซึ่งทันใดนั้น ความเครียดที่เกิดขึ้นมันจะลดลงในทันที แม้ว่าปัญหาที่พบเจออยู่นั้นจะยังไม่ถูกแก้ไขให้เรียบร้อยก็ตามที

ดังนั้น Jeff Bezos จึงสรุปเหตุการณ์ได้ว่า ความเครียดนั้นเกิดมาจากการที่เพิกเฉยหรือไม่ได้ลงมือกระทำการบางสิ่งบางอย่างที่มันควรที่จะจัดการให้เรียบร้อย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าความเครียดนั้นเกิดจากการทำงานอย่างหนัก ซึ่งความเห็นส่วนตัวของเขานั้นมองว่ามันไม่จริง เพราะในขณะที่คุณทำงานอย่างหนักคุณสามารถเอนจอยและสนุกไปงานนั้นได้ ในทางตรงกันข้ามแม้ในยามที่คุณไม่ได้ทำงาน คุณสามารถมีความเครียด ความวิตกกังวลเกิดขึ้นอย่างรุนแรงได้ เพราะคุณมัวแต่กังวลในสิ่งที่คุณยังไม่ได้ทำหรือทำยังไม่เสร็จ

บทเรียนที่ 9 – เลือกลงมือทำจากไอเดียที่ยอดเยี่ยม (Act On Your Great Ideas)

Jeff Bezos ได้อธิบายถึงเหตุผลที่ตอนเริ่มต้นทำ Amazon.com ในช่วงแรกสุดว่าเพราะเหตุใดทำไมเขาถึงเลือกที่จะเริ่มต้นด้วยการขายหนังสือออนไลน์ สาเหตุเป็นเพราะ หนังสือเป็นสินค้าที่จำนวนสินค้าที่มีอย่างมากมายมหาศาล แถมเมื่อนำมาแบ่งประเภทและแยกแต่ละหมวดหมู่แล้ว มันถือว่าเป็นสินค้าที่มีจำนวนที่มากที่สุดในบรรดาสินค้าอื่น ๆ โดยในปี 1994 ในตอนที่เขาเริ่มให้ความสนใจการสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ก็มีหนังสือจำนวนมากกว่า 3 ล้านปกที่ยังคงพิมพ์และจำหน่าย ณ ขณะนั้น ซึ่งถือได้ว่าสามารถสร้างเป็น Universal หรือจักรวาลของหนังสือของโลกนี้ได้เลย ในขณะที่ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่ในโลก สามารถบรรจุหนังสือได้เพียง 150,000 ปกที่ไม่ซ้ำกันเท่านั้น

ดังนั้นเขาจึงได้ไอเดียว่า เขาจะสร้างเว็บไซต์ขายหนังสือออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนับล้านปกที่บรรจุไปด้วยหนังสือที่ยังคงมีวางขายอยู่และแม้จะไม่มีวางขายแล้วก็ตามเขาก็จะเอามาอยู่บนเว็บไซต์ให้หมด

และแล้ว สิ่งที่ Jeff Bezos คิดและลงมือทำก็เกิดขึ้นจริง เมื่อเขาได้ทำการเปิดขายหนังสือออนไลน์เป็นครั้งแรก โดยภายใน 1-2 เดือน Amazon.com ก็สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 80,000 เหรียญฯ ต่อเดือน หรือราว ๆ กว่า 2.4 ล้านบาท ซึ่งมันได้รับการตอบกลับที่ดีเกินคาดที่แม้ตัวของ Jeff Bezos เองนั้นก็คาดไม่ถึง ทำให้ช่วงที่มีออเดอร์เข้ามาอย่างถล่มถลาย เขาจึงจำเป็นต้องเกณฑ์พนักงานทุกคนในบริษัทมาช่วยกันแพคของรวมถึงตัวเขาเองด้วย ซึ่ง ณ ขณะนั้น Amazon มีพนักงานเพียง 10 คนเท่านั้น แถมพนักงานส่วนใหญ่ก็เป็น Sofeware Engineers เกือบทั้งหมด โดยตอนนั้นปัญหาที่พวกเจอก็คือ นอกจากโต๊ะวางคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ไม่มีโต๊ะไว้เพื่อทำงานอย่างอื่น พวกเขาจึงจำใจต้องแพคของบนพื้นห้องคอนกรีต โดย ณ ขณะนั้นน่าจะเป็นช่วงเวลาประมาณ ตี 1 หรือตี 2 โดยประมาณ จน Jeff Bezos ก็เริ่มเหนื่อยล้า แล้วพูดกับ Paul ที่เป็น Sofewere Engineer ของบริษัทว่า “Paul ตอนนี้ผมรู้สึกว่าการแพคของบนพื้นมันกำลังทำให้หัวเข่าของผมกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อยู่แล้ว ผมว่าเราควรจะต้องหาเบาะรองพื้นดี ๆ มาปูก่อนที่เข่าจะพังกันแล้วล่ะ” จน Paul หันมาขมวดคิ้วใส่ Jeff Bezos แล้วพูดกับเขาว่า “Jeff สิ่งที่เราต้องการคือโต๊ะสำหรับแพคของไม่ใช่เบาะรองพื้น ปัดโถ่ว!” พอ Jeff ได้ยินดังนั้น เขาจึงอุทานออกมาว่า “OMG! such a good idea.” มันเป็นไอเดียที่ดีมาก ๆ เลย Paul ซึ่งในวันรุ่งขึ้น เขาจึงรีบซื้อโต๊ะแพคของมาในทันที แถมยังได้ประโยชน์มาสองเด้งจากเดิมที่ตั้งใจด้วยก็คือ นอกจากจะหายปวดเข่าแล้ว เขายังหายปวดหลังอีกด้วย

บทเรียนที่ 10 – สร้างวิสัยทัศน์ให้กว้างไกล (Grow Your Vision)

หลังจากที่ Jeff Bezos ประสบความสำเร็จในการขายหนังสือออนไลน์แล้ว สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจที่จะทำให้ Amazon กลายเป็น The Everything Store ที่กลายมาเป็นเว็บไซต์ที่ขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบนั้น เขาได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ขายหนังสือเป็นอย่างแรกนั้น ต่อมาเขาได้ลองเพิ่มการขายเพลงและวีดีโอตามลำดับ และหลังจากนั้นเขาก็มีความคิดขึ้นว่าจะขายอะไรเพิ่มต่อจากนี้ดี เขาจึงตัดสินใจส่งอีเมลนับพันฉบับโดยการสุ่มไปหาลูกค้าที่เคยมาอุดหนุนเขาว่า อยากให้มีอะไรขายบนเว็บไซต์ Amazon อีกบ้าง ซึ่งคำตอบที่เขาได้รับนั้น มันมีหลากหลายมาก จนไม่มีอะไรเป็นเอกฉันท์ ซึ่งคำตอบอีเมลฉบับหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจก็คือ ลูกค้าบอกกับเขาว่า อยากให้มี ที่ปัดน้ำฝนขายบน Amazon ทำให้ Jeff ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า อันที่จริงนั้นเราสามารถขายอะไรก็ได้บนเว็บไซต์ Amazon นี่นา จึงทำให้หลังจากนั้นก็มีสินค้าหมวดหมู่ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาเช่น  Elctronics, Toys เป็นต้น ซึ่งถ้าหากย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของบริษัทตั้งแต่แรกคุณจะพบว่า Amazon มันถูกสร้างให้เป็นเฉพาะร้านขายหนังสือออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความที่เขาได้รับฟีดแบ็คจากอีเมลของลูกค้า จึงทำให้เขาได้วิสัยทัศน์ในการขยายร้านค้านี้มานั่นเอง

Resources