Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Economy

สงครามโลกครั้งที่ 3 กำลังใกล้เข้ามาแล้ว | Blue O’Clock Podcast EP. 142

ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ขณะที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตตามปกติ นักวิจารณ์การเมืองคนหนึ่งออกมาพูดในสิ่งที่สื่อกระแสหลักไม่อยากแตะ ว่าสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าสู่สงครามอย่างเงียบ ๆ และถ้ามันเกิดขึ้นจริง โลกทั้งใบจะรู้สึกถึงมัน — ไม่ใช่แค่คนในตะวันออกกลาง

ไม่มีใครฟังเขา และสงครามก็เกิดขึ้นจริง

ทักเกอร์ คาร์ลสัน คือใคร?

ถ้าพูดถึงนักวิจารณ์การเมืองที่ “พูดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าพูด” ในสหรัฐอเมริกา ชื่อของ ทักเกอร์ คาร์ลสัน (Tucker Carlson) คือคนแรก ๆ ที่ถูกพูดถึง เขาเคยเป็นพิธีกรรายการข่าวชื่อดังบน Fox News ที่มียอดผู้ชมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของช่อง ก่อนที่จะแยกตัวออกมาทำสื่อของตัวเองอย่างเต็มตัว

สไตล์ของเขาตรงไปตรงมา บางครั้งขัดแย้งกับกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เขามักหยิบประเด็นที่สื่อใหญ่ไม่อยากแตะมาพูดถึงก่อนใคร

และครั้งนี้ เขาพูดถูกก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

ก่อนสงครามจะเริ่ม: คำเตือนที่ไม่มีใครอยากได้ยิน

ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 คาร์ลสันออกมาส่งสัญญาณเตือนว่าสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนกำลังทหารเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย และเป็นการระดมกำลังครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การบุกอิรักในปี 2003

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ผลสำรวจในขณะนั้นพบว่ามีเพียง 1 ใน 5 ของชาวอเมริกันเท่านั้นที่สนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่าน ส่วนที่เหลือยังงงอยู่เลยว่า “แล้วจะรบกับอิหร่านทำไม?”

เหตุผลที่เขาบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

อิหร่านไม่ใช่อิรัก — คาร์ลสันเน้นย้ำประเด็นนี้ชัดเจน ประชากรอิหร่านอยู่ที่ราว 92 ล้านคน มากกว่าอิรักในปี 2003 ถึงกว่า 3 เท่า และมีพื้นที่ใหญ่กว่าถึง 6 เท่า ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนถึงกำลังทหาร ความซับซ้อนทางการเมือง และต้นทุนมหาศาลที่ต้องจ่ายหากเกิดสงครามขึ้นจริง

ปัญหาคลังอาวุธ — ข้อมูลที่เปิดเผยสู่สาธารณะแล้วระบุว่าสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาวุธและกระสุนสำรองอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำไปสนับสนุนอิสราเอลในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หากเกิดการสู้รบที่รุนแรงแม้แต่ในระยะสั้น สหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะฟื้นฟูสมรรถภาพทางทหารคืนมาได้

ถ้าอิหร่านสู้จริง — คาร์ลสันวาดภาพไว้ว่าหากอิหร่านเลือกสู้เต็มกำลัง การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพอเมริกันและอิสราเอล จะส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กระทบทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก

คำถามที่ไม่มีคำตอบ — และที่คมที่สุดคือเขาตั้งคำถามว่า หลังจากโค่นล้มผู้นำอิหร่านแล้ว ประเทศจะเป็นอย่างไรต่อ? ใครจะปกครอง? วิกฤตผู้ลี้ภัยจะไปไหน? คาร์ลสันมองว่าคนที่ผลักดันสงครามครั้งนี้ “ไม่สนใจคำตอบ” เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการขจัดอิหร่านออกจากสมการอำนาจในภูมิภาค ไม่ใช่การสร้างเสถียรภาพ

เบื้องหลังที่ไม่มีใครพูดถึง: เขาพยายามหยุดมันจนถึงวินาทีสุดท้าย

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำพูด คือสิ่งที่คาร์ลสันทำ เขาเดินทางเข้าพบทรัมป์ในทำเนียบขาวถึง 3 ครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพื่อโน้มน้าวไม่ให้ทำสงคราม โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อทหารอเมริกัน ราคาพลังงาน และพันธมิตรในภูมิภาค เขายังพูดตรง ๆ กับทรัมป์ว่าแรงกดดันจากอิสราเอลคือเหตุผลหลักที่ทำให้ทำเนียบขาวกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่

แต่ก็ไม่เป็นผล

และแล้วมันก็เกิดขึ้นจริง

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เวลา 2.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ทรัมป์ไม่ได้จัดแถลงข่าว ไม่ได้ขอมติรัฐสภา แต่เลือกประกาศเปิดสงครามผ่านคลิปวิดีโอความยาว 8 นาทีบน Truth Social — แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของตัวเขาเอง

ปฏิบัติการที่สหรัฐฯ ตั้งชื่อว่า “Operation Epic Fury” และอิสราเอลตั้งชื่อว่า “Operation Roaring Lion” เริ่มต้นขึ้นพร้อมกันในเวลาประมาณ 7.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นในอิหร่าน เป้าหมายที่ประกาศไว้อย่างเป็นทางการ ได้แก่ การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านขีปนาวุธและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน กำจัดผู้นำกองกำลัง IRGC ทำลายกองทัพเรือ และตัดกำลังกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลังทั่วภูมิภาค

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์แรก

วันแรก — เป้าหมายสูงสุดถูกกำจัด
ปฏิบัติการ Epic Fury ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิต นับเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

กองทัพเรืออิหร่านถูกทำลายเกือบทั้งหมด
ภายในไม่กี่วัน สหรัฐฯ จมเรือรบอิหร่านไปแล้วมากกว่า 30 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกโดรนขนาดเท่าเรือบรรทุกเครื่องบินในสงครามโลกครั้งที่ 2

การโจมตีไม่ได้หยุดแค่ในอิหร่าน
อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพอเมริกันทั่วภูมิภาค ทั้งในบาห์เรน อิรัก จอร์แดน คูเวต UAE กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย

โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางถูกโจมตี
โดรนของอิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Ruwais ในอาบูดาบี ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง จนต้องหยุดการผลิตชั่วคราว — ตรงตามที่คาร์ลสันเคยเตือนถึงผลกระทบด้านพลังงานโลก

สงครามลามไปถึงโลกไซเบอร์
อิหร่านถูกตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วประเทศนานกว่า 6 วัน ขณะที่ธนาคารรัฐขนาดใหญ่อย่าง Bank Melli และ Bank Sepah ถูกโจมตีทางไซเบอร์จนให้บริการไม่ได้

ความสูญเสียที่ยังนับไม่หยุด
ภายในวันที่ 10 มีนาคม มีทหารอิหร่านเสียชีวิตแล้วกว่า 4,000 นาย ส่วนพลเรือนที่เสียชีวิตมีตัวเลขจากสภากาชาดอิหร่านอยู่ที่หลักพันคน ขณะที่ในแค่ 2 วันแรกของปฏิบัติการ สหรัฐฯ ใช้งบประมาณด้านอาวุธไปแล้วกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์ — ตอกย้ำความกังวลเรื่องคลังอาวุธที่คาร์ลสันพูดถึงไว้ก่อนหน้า

สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่บทความนี้

ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ ตั้งเป้าให้ปฏิบัติการนี้เสร็จสิ้นภายใน 4 สัปดาห์ และได้รับข้อเสนอจากอิหร่านให้เปิดการเจรจาอีกครั้ง ขณะที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านลดลงแล้วกว่า 90% และการโจมตีด้วยโดรนลดลง 83% เมื่อเทียบกับวันแรกของปฏิบัติการ

จากผู้สนับสนุนทรัมป์ สู่คนที่ทรัมป์บอกว่า “หลงทาง”

ปฏิกิริยาของคาร์ลสันหลังสงครามเริ่มต้นนั้นชัดเจนและรุนแรง เขาให้สัมภาษณ์กับ ABC News ว่าการตัดสินใจโจมตีอิหร่านครั้งนี้ “น่ารังเกียจและเลวร้ายอย่างที่สุด” และเสริมว่า “เรื่องนี้จะพลิกเกมการเมืองอเมริกาอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดอย่างแน่นอน”

โดยเขายังระบุว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล เป็นคนบอกทรัมป์ว่า “คุณจะร่วมกับผมหรือไม่ก็ได้ แต่ผมก็จะทำอยู่ดี”

ทรัมป์ตอบโต้กลับอย่างรวดเร็ว โดยพูดถึงคาร์ลสันว่า “คิดผิดถนัด” และ “ไม่เข้าใจภาพรวม” ก่อนจะตัดเขาออกจากกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ

ชายที่เคยเป็นปากเป็นเสียงให้ทรัมป์มาหลายปี วันนี้ถูกทรัมป์เองบอกว่า “ไม่ใช่พวกเดียวกันอีกแล้ว”

บทเรียนที่ยังคงอยู่แม้ฝุ่นจะยังไม่จาง

คาร์ลสันเคยพูดไว้ก่อนสงครามอิหร่านจะเริ่มว่า

“เราควรตัดสินคนจากผลที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่ใช่จากคำอธิบายที่พวกเขาให้กับตัวเอง”

วันนี้ สงครามเกิดขึ้นแล้ว คลังอาวุธของสหรัฐฯ กำลังถูกใช้ไปทีละน้อย โรงกลั่นน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียถูกโจมตี และชายที่เตือนทุกอย่างนี้ไว้ก็ถูกประธานาธิบดีที่เขาเคยสนับสนุนตัดออกจากวงไปแล้ว

คำถามที่เขาทิ้งไว้ยังไม่มีคำตอบ — หลังจากนี้ อิหร่านจะเป็นอย่างไร? ใครจะปกครอง? และใครจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้?

Resources

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *