100 ข้อคิด จาก ผู้พันแซนเดอส์ Harland David Sanders ผู้ก่อตั้งไก่ทอด KFC
จากปั๊มน้ำมันเล็ก ๆ ริมทางหลวงในรัฐเคนตักกี้ที่แทบไม่มีใครแวะ สู่ไก่ทอดสูตร 11 เครื่องเทศที่ขายอยู่ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก นี่คือเส้นทางของ โคโลเนล ฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ชายที่เริ่มขายแฟรนไชส์ครั้งแรกตอนอายุ 66 ปี หลังธุรกิจที่ทำมาทั้งชีวิตพังยับเยินและเหลือเงินติดตัวแค่เช็คประกันสังคมเดือนละ 105 ดอลลาร์ หรือประมาณสามพันกว่าบาท และนี่คือ 100 ข้อคิด 100 บทเรียน ที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเขา
- “อย่ายอมแพ้แม้ในวัย 65 ปี เพราะบางทีเรือของคุณยังมาไม่ถึงฝั่ง” – นี่คือประโยคที่ฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกบทสัมภาษณ์ตลอดบั้นปลายชีวิต เมื่อธุรกิจที่เขาทำมาตลอด 25 ปี ได้เจ๊งและปิดตัวลง เมื่อตอนอายุ 65 เขาเหลือแค่เช็คประกันสังคมเดือนละ $105 ดอลลาร์ หรือประมาณสามพันกว่าบาท แต่ทว่าเขาไม่ย่อท้อต่อชีวิต ิิิขายแฟรนไชส์สูตรไก่ทอดในตอนอายุ 66 จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งถ้าหากคุณยังไม่ยอมแพ้อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
- เกิดในกระท่อมครอบครัวยากจน – ฮาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอร์ส เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน 1890 ในครอบครัวชาวนายากจน พ่อของเขาได้เสียชีวิตตอนที่แซนเดอร์สอายุได้เพียง 5 ขวบ ทิ้งให้แม่ของเขาต้องเลี้ยงลูกสามคนตามลำพัง ซึ่งความยากจนและความข้นแค้นตั้งแต่วันแรก ๆ ของชีวิตนั้นมันก็ไม่ได้เป็นข้อแก้ตัวให้เขาหยุดฝัน แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของทักษะที่เขาใช้หากินไปตลอดชีวิต นั่นคือการทำอาหารเพื่อเลี้ยงน้อง ๆ
- เมื่อแม่ต้องออกไปทำงานโรงงาน ลูกชายวัย 6 ขวบต้องทำกับข้าวให้น้อง ๆ กินเอง – หลังคุณพ่อของเขาเสียชีวิต แม่ของแซนเดอร์สต้องออกไปทำงานปอกมะเขือเทศที่โรงงานผลิตอาหารกระป๋องเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เธอสอนให้ลูกชายคนโตรู้ว่าจะจัดการเตาไฟอย่างไร ส่วนไหนของเตาร้อนส่วนไหนเย็น และวิธีทำกับข้าวพื้นฐานให้น้องอีกสองคน แซนเดอร์สเล่าเองว่าเขาโตมากับการทำอาหารเป็นตั้งแต่เด็ก นั่นคือรากฐานที่ทำให้เขามีสูตรไก่ทอดในอีก 45 ปีต่อมา
- ขนมปังก้อนแรกที่อบเองได้ – แซนเดอร์สเล่าว่าตอนอายุ 7 ขวบ เขาอบขนมปังเนื้อนุ่มได้เป็นครั้งแรกโดยที่ไม่มีแม่คอยอยู่ช่วย ซึ่งมันทำให้เขาภูมิใจในผลงานมากจนอุ้มน้องสาววัยสองขวบเดินลัดทุ่งไปหาแม่ถึงที่ทำงานที่อยู่ในเมืองเพื่อโชว์ขนมปังก้อนนั้นด้วยความภูมิใจในฝีมือตัวเอง และนั่นมันคือเมล็ดพันธุ์แห่งความหมกมุ่นในเรื่องของคุณภาพอาหารที่ติดตัวเขาไปตลอดชีวิต
- ได้งานแรกในชีวิต เมื่อตอนอายุ 10 ปี แซนเดอร์สเขาได้ไปทำงานที่ไร่ของชายชื่อชาร์ลี นอร์ริส ที่กำลังถางป่าเพื่อเปิดพื้นที่เตรียมทำการเกษตร แต่เพราะแซนเดอร์สยังเด็ก วอกแวกง่าย มัวแต่ชมนกชมไม้ซะเป็นส่วนใหญ่ เขาจึงถางป่าถางหญ้าได้น้อยกว่าที่นายจ้างคาดหวัง พอถึงปลายเดือนเจ้าของที่ก็ไล่เขาออก ซึ่งนี่คือความล้มเหลวครั้งแรกในชีวิตการทำงานของเด็กชายในวัย 10 ขวบ
- แซนเดอร์ส เอาเงินรับจ้างถางป่าถางหญ้าจำนวน 2 ดอลลาร์ไปให้แม่ พร้อมกับข่าวถูกไล่ออกจากงาน – ซึ่งแม่ของแซนเดอร์สเธอก็ได้บอกลูกชายในวัย 10 ขวบตรง ๆ ว่าเขาเป็นลูกคนโตที่ไม่มีพ่อ ไม่มีใครให้พึ่งพานอกจากตัวของเขาเอง แถมยังรักษางานเดือนละ 2 ดอลลาร์เอาไว้ยังไม่ได้ ซึ่งคำตำหนินั้นทำให้เขารู้สึกต่ำต้อยที่สุดเท่าที่เคยรู้สึกมา แซนเดอร์สเล่าเองในภายหลังว่าตั้งแต่วันนั้น เขาตั้งปณิธานกับตนเองว่าจะไม่มีวันปล่อยให้ความเหน็ดเหนื่อยหรืออะไรก็ตามมาขวางไม่ให้เขาทำงานให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่ทำได้
- แม่แต่งงานใหม่ ครอบครัวย้ายไปกรีนวูด รัฐอินเดียนา แต่แซนเดอร์สออกจากบ้านตอนอายุ 12 ปี – เพราะพ่อเลี้ยงกับแซนเดอร์สนั้นพวกเขาไม่ค่อยลงรอยกัน เขาจึงต้องไปตามหาเส้นทางของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย เขาเรียนไปด้วยทำงานฟาร์มไปด้วยจนถึงจุดที่แบกรับไม่ไหว ในที่สุดก็ลาออกจากโรงเรียนตอนเข้าเกรดเจ็ด(หรือ ม.1)ได้เพียงแค่สองสัปดาห์ และนับตั้งแต่นั้น การศึกษาในระบบของแซนเดอร์ส ก็จบลงเพียงเท่านั้น แต่ทว่าการศึกษาแบบลงมือทำในชีวิตจริงของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นก็เท่านั้นเอง
- เป็นพนักงานเก็บตั๋วรถราง – ในวัยราว 15 ปี แซนเดอร์สเขาย้ายไปที่เมืองนิวออลบานี (New Albany) รัฐอินเดียนา และได้งานเป็นพนักงานเก็บตั๋วรถรางทั้งที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ซึ่งเขาได้งานนี้เพราะลุงของเขาทำงานอยู่กับบริษัทรถรางและฝากงานให้
- สมัครเป็นทหารตอนอายุ 16 ปี – มีชายคนหนึ่งชักชวนแซนเดอร์สให้ไปเป็นทหารในคิวบา ด้วยค่าตอบแทนที่ล่อใจ แซนเดอร์สในวัยเพียง 16 ปี เขาได้ปลอมวันเกิดเพื่อสมัคร เพราะยังไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งเขาได้ไปประจำการอยู่ที่คิวบาราวสี่เดือนทำหน้าที่เป็นคนขับเกวียนลำเลียง ก่อนถูกปลดประจำการอย่างมีเกียรติ
- เป็นช่างไฟ เก็บขี้เถ้าหัวรถจักร แล้ววันหนึ่งได้ขึ้นคุมรถแทนคนที่ไม่มา – ในปี 1907 หลังกลับจากคิวบาในวัย 16 ปี แซนเดอร์สเขาได้ไปทำงานกับการรถไฟหลายตำแหน่ง ตั้งแต่ผู้ช่วยช่างตีเหล็กไปจนถึงงานทำความสะอาดขี้เถ้าเตาหัวรถจักรก่อนออกเดินทางแต่ละวัน และในช่วงเช้าวันหนึ่งพนักงานคุมไฟไม่มาทำงาน หัวหน้าจึงส่งเขาขึ้นคุมรถฉุกเฉิน และเขาก็ทำได้ดีจนหัวหน้าวิศวกรโปรโมทให้เขาได้งานประจำในตำแหน่งนั้น โอกาสเล็ก ๆ ที่มาแบบไม่ได้คาดคิด กลายเป็นบันไดขั้นถัดไปของชีวิตเขา
- แต่งงานตอนอายุ 18 หลังใช้ชีวิตเหมือนผู้ใหญ่มาสิบกว่าปี – แซนเดอร์สเขาได้แต่งงานกับ โจเซฟีน คิง(Josephine King) ในปี 1909 และปีถัดมาทั้งคู่มีลูกสาวคนแรก การตัดสินใจสร้างครอบครัวของตัวเองในวัยยังน้อยจึงดูเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับเขา แม้จะยังไม่มีอาชีพที่มั่นคงรองรับเลยก็ตาม เพราะเขาเคยต้องดูแลบ้านและครอบครัวมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ
- เรียนกฎหมายทางไปรษณีย์ระหว่างทำงานรถไฟ – แซนเดอร์สมีความทะเยอทะยานอยากเป็นทนายความระดับเดียวกับทนายชื่อดังในยุคนั้น เขาจึงเริ่มเรียนกฎหมายทางไปรษณีย์ควบคู่ไปกับงานประจำ และสองปีต่อมาแม้เขาจะถูกไล่ออกจากงานรถไฟ แต่ทว่าความรู้ด้านกฎหมายที่เขาสะสมเอาไว้ไม่ได้สูญเปล่า มันกลายเป็นใบเบิกทางสู่บทบาทใหม่ในไม่ช้า
- เริ่มต้นการเป็นทนาย – ราวปี 1915 ในวัยยี่สิบกลาง ๆ แซนเดอร์สเขาได้ไปว่าความอยู่ที่ศาล Justice of the Peace ในเมืองลิตเทิลร็อก (Little Rock) รัฐอาร์คันซอ โดยที่นี่ไม่ได้มีการบังคับให้ทนายต้องสอบเนติบัณฑิต แซนเดอร์สจึงได้ว่าความในคดีเล็ก ๆ อยู่ราวสามปี แม้จะเรียนจบเพียงแค่ ป.6
- เปลี่ยนไปเป็นพนักงานขายประกัน – หลังจากที่เส้นทางในศาลจบลง แซนเดอร์สเขาก็หันไปทำงานเป็นพนักงานขายประกันภัย ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องเดินเข้าไปหาคนแปลกหน้าถึงหน้าประตูบ้าน แล้วก็อธิบายให้คนที่ไม่ได้อยากคุยด้วยตั้งแต่แรกเข้าใจให้ได้ว่าของที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้อย่างกรมธรรม์นั้นมันมีค่ายังไง แน่นอนว่างานแบบนี้เจอคำปฏิเสธเป็นเรื่องปกติในทุก ๆ วัน ซึ่งอาชีพขายตรงที่ดูไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องอาหารเลยแม้แต่น้อยนี้ กลับกลายเป็นสนามฝึกทักษะเดียวกับที่เขาต้องใช้ในอีกเกือบสี่สิบปีให้หลัง ตอนที่ต้องขับรถไปเคาะประตูร้านอาหารทีละร้านด้วยตัวเอง
- ตั้งบริษัทเรือข้ามฟาก – ในปี 1920 ในวัยสามสิบ แซนเดอร์ส ได้ตั้งบริษัทเรือข้ามฟากบนแม่น้ำโอไฮโอ ซึ่งประสบความสำเร็จอยู่พักหนึ่ง แต่ทว่าเมื่อมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ ความจำเป็นในการใช้เรือข้ามฟากก็หายไปในทันที เขาสูญเสียธุรกิจไปเพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะทำธุรกิจไม่ดี และนี่คือบทเรียนแรกในธุรกิจ ว่าตลาดที่เคยมั่นคง สามารถหายไปได้ภายในชั่วข้ามคืน
- งานในออฟฟิศที่เขาอยู่ได้ไม่ถึงปี – ราวปี 1922 แซนเดอร์สเขาได้งานเป็นเลขานุการของหอการค้าประจำเมืองโคลัมบัส (Columbus) รัฐอินเดียนา ซึ่งเป็นงานนั่งโต๊ะที่มั่นคงและดูมีหน้ามีตากว่างานแบกหามที่เขาเคยทำมาทั้งหมด แต่ทำไปได้ไม่ถึงปีเขาก็ลาออก และเหตุผลที่เขายอมรับเองตรง ๆ ในภายหลังก็คือ เขาทำงานนั้นได้ไม่ดีเลย ไม่ได้โทษเจ้านาย ไม่ได้โทษจังหวะชีวิต แต่ยอมรับว่ามันไม่ใช่งานที่ตัวเองทำได้ดีจริง ๆ ซึ่งการมองตัวเองตรง ๆ แบบนี้มันเจ็บกว่าการหาคนผิดมารับไปมาก แต่มันก็คือสิ่งเดียวที่ทำให้คนคนหนึ่งไม่ต้องเสียเวลาอีกสิบปีไปกับงานที่เขาไม่มีวันเก่ง
- หันไปขายโคมไฟให้ชาวไร่ชาวนา – ราวปี 1923 ในวัยสามสิบต้น ๆ แซนเดอร์สเขาได้หันมาขายโคมไฟก๊าซอะเซทิลีนหรือโคมไฟคาร์ไบด์ ให้กับชาวไร่ชาวนา แต่ทว่าเมื่อบริษัท Delco (Dayton Engineering Laboratories Co.) ได้คิดค้นระบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับฟาร์มและขยายสายส่งเข้าสู่ชนบทอย่างรวดเร็ว ทำให้โคมไฟตะเกียงของเขากลายเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยและขายไม่ออกทันที จนเขาต้องสูญเสียเงินทุนไปเกือบทั้งหมด
- บริหารปั๊มน้ำมันแห่งแรกที่นิโคลัสวิลล์ – ก่อนจะมาถึงเมืองคอร์บิน แซนเดอร์สเขาเคยบริหารสถานีบริการน้ำมัน Standard Oil ที่เมืองนิโคลัสวิลล์ (Nicholasville) รัฐเคนตักกี้ มาแล้วตั้งแต่ปี 1927 แต่ทว่าพอถึงปี 1930 กิจการนั้นก็ต้องปิดตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ที่ลากเศรษฐกิจทั้งประเทศสหรัฐฯ ดิ่งลงไปพร้อมกัน แต่สิ่งที่เขาทำหลังจากนั้นน่าสนใจมากกว่าตัวความล้มเหลวที่เกิดขึ้นเสียอีก เพราะเขาไม่ได้เลิกทำอาชีพนี้ไปเลย แต่กลับไปยืนหลังเคาน์เตอร์ปั๊มน้ำมันอีกครั้งในปีเดียวกันนั้นเอง นั่นแสดงให้เห็นว่าการที่ธุรกิจหนึ่งล้มลงนั้น มันไม่ได้แปลว่าอาชีพนั้นผิด บางครั้งมันแค่ผิดจังหวะเวลาก็เท่านั้นเอง
- ข้อเสนอจากบริษัทน้ำมันที่มาถึงในวัย 40 – แต่ในปี 1930 ปีเดียวกันกับที่จะต้องปิดปั๊มน้ำมัน ในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัท Shell Oil ยื่นข้อเสนอให้แซนเดอร์สเข้าไปบริหารสถานีบริการน้ำมันที่เมืองนอร์ทคอร์บิน (North Corbin) รัฐเคนตักกี้ โดยไม่คิดค่าเช่าสักดอลลาร์เดียว แต่ใช้วิธีแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขายน้ำมันแทน ซึ่งดีลลักษณะนี้มันแปลว่าถ้าขายไม่ได้เขาก็ไม่ต้องจ่าย และถ้าขายได้ดีทั้งสองฝ่ายก็ได้ไปด้วยกัน สำหรับคนที่เพิ่งเสียกิจการไปกับวิกฤตเศรษฐกิจและไม่มีทุนเหลือติดตัว โครงสร้างดีลที่ไม่มีต้นทุนคงที่แบบนี้นี่เอง คือประตูบานเดียวที่ยังเปิดอยู่ให้เขาได้เริ่มใหม่
- เริ่มขายอาหารจากห้องหลังปั๊ม – ในปี 1930 ขณะอายุได้ 40 ปี แซนเดอร์สเขาลงหลักปักฐานกับปั๊มน้ำมันในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตักกี้ และนี่กลายเป็นงานที่เขาทำนานที่สุดในชีวิต และเพื่อดึงดูดลูกค้าที่แวะปั๊มเติมน้ำมัน เขาก็เริ่มขายอาหารง่าย ๆ จากห้องหลังปั๊มให้กับนักเดินทางที่หิวโหย และนี่คือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรระดับโลก ที่ไม่ได้เริ่มจากร้านอาหารที่หรูหรา แต่เริ่มจากห้องเล็ก ๆ หลังปั๊มน้ำมัน
- ไก่ทอดยังไม่มีในเมนูช่วงแรกในร้านอาหารด้วยซ้ำ – ในช่วงปีแรก ๆ ของร้านที่คอร์บินนั้น เมนูของแซนเดอร์สที่ปั๊มน้ำมันคือของกินง่าย ๆ อย่างแฮม กระเจี๊ยบเขียว ขนมปังบิสกิต และถั่ว ไม่ใช่ไก่ทอดอย่างที่คนทั่วโลกรู้จักในวันนี้ เพราะการทอดไก่แบบกระทะเหล็กใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง ซึ่งมันช้าเกินไปสำหรับร้านอาหารริมทาง และปัญหาเรื่องของความเร็วในการเสิร์ฟนี้เองที่ผลักดันให้เขาต้องหาวิธีทอดไก่แบบใหม่ ๆ ในเวลาต่อมา
- ลูกค้ากลุ่มแรกคือคนขับรถบรรทุก – ตลอดช่วงต้นทศวรรษ 1930 อาหารที่แซนเดอร์สเขาเสิร์ฟที่หลังปั๊มน้ำมันในคอร์บินนั้น ไม่ได้เสิร์ฟให้นักท่องเที่ยวหรือคนมีอันจะกิน แต่เสิร์ฟให้คนขับรถบรรทุกและนักเดินทางที่แวะเติมน้ำมันระหว่างทาง โดยให้นั่งกินกันบนโต๊ะกินข้าวของครอบครัวเขาเอง ซึ่งคนขับรถบรรทุกก็คือกลุ่มคนที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นเดิมซ้ำไปซ้ำมาทุกสัปดาห์และคุยกับคนขับคันอื่นตลอดเวลา ฝีมือทำอาหารของเขาจึงเลื่องลือออกไปตามเส้นทางเดินรถแบบปากต่อปาก จนต้องขยายจากห้องหลังปั๊มกลายเป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบในเวลาไม่นาน นี่คือการบ่งบอกว่าลูกค้ากลุ่มแรกที่ดีที่สุด ไม่ใช่กลุ่มที่จ่ายแพงที่สุด แต่คือกลุ่มที่พูดต่อได้ไกลที่สุด
- ทาป้ายโฆษณายักษ์บนหลังคาโรงนา – ในช่วงปีแรก ๆ ที่คอร์บินนั้น แซนเดอร์สเขาโปรโมทปั๊มน้ำมันของตัวเองด้วยการทาสีป้ายขนาดใหญ่บนหลังคาโรงนาในพื้นที่ ซึ่งแมตต์ สจ๊วต (Matt Stewart) เจ้าของปั๊มคู่แข่งที่อยู่ใกล้กันเขาไม่พอใจ จึงแอบไปทาสีทับป้ายของแซนเดอร์สซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความขัดแย้งเรื่องป้ายโฆษณาเล็ก ๆ นี้เอง ก็ค่อย ๆ ลุกลามใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ
- ป้องกันตัว – ในปี 1931 แซนเดอร์สเขาได้พาผู้จัดการเขตของบริษัทน้ำมันสองคนไปเผชิญหน้ากับแมตต์ สจ๊วต (Matt Stewart) เจ้าของปั๊มคู่แข่ง เพื่อพูดคุยเรื่องป้ายที่ถูกทาทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สถานการณ์กลับบานปลายจนสจ๊วตชักปืนยิง ทำให้ผู้จัดการเขตคนหนึ่งเสียชีวิตคาที่ แซนเดอร์สจึงยิงตอบโต้จนสจ๊วตบาดเจ็บเพื่อป้องกันตัวและป้องกันเพื่อนร่วมงาน สุดท้ายสจ๊วตถูกดำเนินคดีฆาตกรรมและต้องติดคุก ส่วนแซนเดอร์สพ้นข้อกล่าวหาเพราะศาลถือว่าเป็นการป้องกันตัวโดยชอบ
- ออกมาห้ามคนเมายิงกันตอนกลางคืน – ในช่วงทศวรรษ 1930 ที่เหล้าเถื่อนยังระบาดอยู่ทั่วรัฐเคนตักกี้ คืนหนึ่งกลุ่มคนต้มเหล้าเถื่อนสองพวกยิงกันใกล้ปั๊มของแซนเดอร์สตอนดึก แซนเดอร์สเขาสวมเพียงกางเกงในเดินออกไปพร้อมปืนลูกซองประจำตัว แล้วตะโกนสั่งให้ทั้งสองฝ่ายเรียงแถวและทิ้งปืนลง ซึ่งทั้งคู่ก็ยอมทำตามโดยดี เขาช่วยนายอำเภอพาทั้งสองไปเข้าคุกโดยที่ยังไม่ทันได้ใส่กางเกงด้วยซ้ำ ความกล้าที่จะเข้าไปจัดการปัญหาตรงหน้าโดยไม่รีรอ แม้จะดูบ้าบิ่นในสายตาคนอื่น ก็คือบุคลิกที่ติดตัวเขามาตลอดชีวิต
- ตกสะพานสูงกว่าสิบเมตร – ราวปลายทศวรรษ 1920 เคยเกิดเหตุการณ์สะพานแขวนหน้าบ้านของแซนเดอร์สเกิดขาดลงในขณะที่เขากำลังลากรถของลูกชายอยู่ เขาตกลงมาจากความสูงราว 42 ฟุต หรือราว ๆ 13 เมตรพร้อมกับรถที่ทับอยู่ด้านบน แต่ทว่าเขากลับลุกขึ้นเดินได้เองและรอดมาโดยแทบไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ซึ่งแซนเดอร์สเขามองเหตุการณ์แบบนี้ว่าเป็นสัญญาณจากพระเจ้าว่าท่านอาจกำลังลงโทษเขาสำหรับความผิดบาปในอดีต หรือไม่พระเจ้าก็กำลังเก็บชีวิตเขาเอาไว้ใช้งานบางอย่างต่อโลกใบนี้
- สูญเสียลูกชายคนเดียว – ในช่วงที่ร้านที่คอร์บินเพิ่งตั้งตัวได้ไม่กี่ปี แซนเดอร์สกับ โจเซฟีน คิง (Josephine King) ภรรยาคนแรกนั้น มีลูกด้วยกันสามคน คือ ฮาร์แลนด์ จูเนียร์ (Harland Jr.), มาร์กาเร็ต (Margaret) และ มิลเดร็ด (Mildred) แต่ทว่าฮาร์แลนด์ จูเนียร์ ลูกชายคนเดียวของเขากลับเสียชีวิตลงในปี 1932 ตั้งแต่อายุได้เพียง 20 ปี ด้วยโรคต่อมทอนซิลอักเสบติดเชื้อ ซึ่งเรื่องราวความสำเร็จที่คนเล่าต่อกันมามักตัดช่วงนี้ออกไปเสมอ ทั้งที่ชีวิตของคนคนหนึ่งไม่ได้เดินทีละเรื่อง ความล้มเหลวในหน้าที่การงานกับความสูญเสียในบ้านนั้น มันเกิดขึ้นพร้อมกันได้
- ได้รับตำแหน่งกิตติมศักดิ์ “โคโลเนล” จากผู้ว่าการรัฐ – ผู้ว่าการรัฐเคนตักกี้ รูบี้ แลฟฟูน (Ruby Laffoon) มอบตำแหน่ง Kentucky Colonel ให้แซนเดอร์สในปี 1935 ซึ่งเป็นเกียรติยศพลเรือนสูงสุดที่รัฐมอบให้ได้ เพื่อยกย่องผลงานด้านอาหารและการช่วยเหลือชุมชนของเขา แซนเดอร์สไม่เคยรับราชการทหารในตำแหน่งนี้จริงแม้แต่น้อย แต่เขากลับรับเอาตำแหน่งนี้ไปใช้เต็มตัว ทั้งเรียกตัวเองว่าโคโลเนลและให้คนอื่นเรียกตามนั้นไปตลอดชีวิต การรับตำแหน่งกิตติมศักดิ์มาสร้างเป็นตัวตนทั้งหมดแบบนี้ ก็คือกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลที่เขาทำก่อนคำว่า personal branding จะถูกบัญญัติขึ้นเสียอีก
- ได้ถูกยกให้เป็นจุดต้องแวะในคู่มือท่องเที่ยวชื่อดัง – ร้าน Sanders Court & Café ที่ขยายจากห้องหลังปั๊มจนมีที่นั่งได้ถึง 142 ที่นั่ง ถูก ดันแคน ไฮนส์ (Duncan Hines) นักวิจารณ์อาหารชื่อดังในยุคนั้น บันทึกร้านของแซนเดอร์สเอาไว้ในคู่มือท่องเที่ยวของเขาในปี 1939 ว่าเป็นร้านที่ต้องแวะ แซนเดอร์สเขาเล่าว่าการได้อยู่ในคู่มือนั้นทำให้เขามีลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่คัดสรรมาแล้ว จนรู้สึกว่าตัวเองมีพันธะทางศีลธรรมที่ต้องเสิร์ฟของดีมีคุณค่าให้พวกเขาทุกครั้ง ไม่ใช่แค่ทำกำไรเพียงอย่างเดียว
- ทางลัดที่เขาไม่ยอมเลือก – ในช่วงกลางทศวรรษ 1930 การทอดไก่มีอยู่สองทาง คือทอดในกระทะเหล็กที่กินเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง กับการทอดน้ำมันท่วมที่เร็วกว่ากันมาก แต่ทว่าการทอดน้ำมันท่วมนั้นมันทำให้เนื้อไก่แห้ง แข็ง และเสียรสชาติไป ซึ่งร้านริมทางส่วนใหญ่ก็ยอมเลือกทางที่เร็วกันหมด เพราะลูกค้าทุกคนล้วนรีบไปต่อ แต่แซนเดอร์สเขากลับไม่ยอมแลกรสชาติกับความเร็ว เขาเลือกที่จะไปหาวิธีที่สามแทน แม้จะต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานก็ตามที
- ทางออกที่เขาไปเจอในเทคโนโลยีใหม่ – แทนที่จะยอมแลกรสชาติกับความเร็วเหมือนร้านริมทางเจ้าอื่น แซนเดอร์สเขาหันไปใช้เทคโนโลยีใหม่ของยุคนั้นอย่างหม้อความดัน (pressure cooker) มาทอดไก่แทนตั้งแต่ปี 1939 ซึ่งลดเวลาจากครึ่งชั่วโมงเหลือเพียง 7 ถึง 8 นาทีเท่านั้น เขาอธิบายเองในรายการทีวีว่าความดันในหม้อมันบีบให้ความชื้นไม่หลุดออกจากเนื้อไก่ เก็บรสชาติและน้ำในเนื้อไว้ได้ครบ ในขณะที่สุกเร็วกว่าเดิมมาก และการไม่ยอมทนกับข้อจำกัดเดิม แล้วไปหาเครื่องมือใหม่มาแก้ปัญหาเก่านี่เอง คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไก่ทอดของเขากลายเป็นสินค้าที่ขายได้จริง
- คิดสูตรลับ 11 เครื่องเทศได้สำเร็จ – ในปี 1940 แซนเดอร์สเขาเล่าเองว่าไอเดียเรื่องสูตรลับนี้มาจากความรู้เรื่องการปรุงไส้กรอกและซอสหมักเนื้อที่เขาได้สะสมมา เพราะเขารู้ว่าเครื่องเทศแต่ละชนิดใช้กับอาหารต่างชนิดกันได้ จึงลองผสมผสานกันไปมาจนได้สูตรใหม่สำหรับไก่ทอดโดยเฉพาะ ซึ่งความรู้ที่สะสมจากงานทำอาหารทั่วไปในวัยเด็ก ก็ได้กลายมาเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในธุรกิจของเขา
- ไม่เคยเก็บเงินค่าอาหารจากนักบวช – แซนเดอร์สเขาเล่าว่าตลอด 26 ปีที่เปิดร้านอาหารอยู่ที่คอร์บินนั้น ไม่มีนักบวชคนไหนที่เดินทางผ่านไปมาทางเหนือหรือใต้ของรัฐฟลอริดา (Florida) หรือคนของกองทัพแห่งความรอด ต้องจ่ายเงินค่าอาหารในร้านของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาให้เหตุผลว่าถ้าคนเหล่านั้นยอมสละทั้งชีวิตทำงานให้พระเจ้าได้ เขาเองก็สามารถให้อาหารฟรีเป็นการตอบแทนได้เช่นกัน ซึ่งการให้ที่สม่ำเสมอตลอดหลายสิบปีแบบนี้ มันบอกอะไรได้มากกว่าการบริจาคเงินก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว
- หลับในขณะขับรถ – ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างขับรถผ่านหุบเขาคัมเบอร์แลนด์ (Cumberland) เพื่อขนวัตถุดิบสดไปยังร้านของตัวเอง แซนเดอร์สเขาเผลอหลับในขณะขับรถหลังจากที่ไม่ได้นอนมานานถึง 48 ชั่วโมง รถพุ่งตกขอบถนนและพลิกไปสามตลบก่อนจะไปหยุดอยู่ข้างต้นไม้ริมลำธาร ซึ่งทั้งเขาและผู้จัดการอีกสองคนที่นั่งมาด้วยกันนั้น ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน และหลังเหตุการณ์นี้เขาก็ยังคงเดินทางหนักต่อไปเหมือนเดิม ไม่ได้ชะลอตารางงานของตัวเองให้ช้าลงเลย
- หย่าร้างกับภรรยา – ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1920 ช่วงที่แซนเดอร์สเปลี่ยนงานบ่อยจนโจเซฟีนทนไม่ไหว เธอพาลูกกลับไปอยู่กับพ่อแม่ สุดท้ายเขาเดินเข้าไปคุยกับพ่อตาและโจเซฟีนตรง ๆ จนคืนดีกันได้ชั่วคราว ก่อนที่ทั้งคู่จะหย่ากันจริง ๆ ในปี 1947 หลังแต่งงานกันมาเกือบ 40 ปี
- แต่งงานใหม่ในปี 1949 – หลังจากที่ชีวิตแต่งงานกับโจเซฟีนภรรยาคนแรกจบลงด้วยการหย่าร้างในปี 1947 อีกสองปีต่อมาแซนเดอร์สเขาก็ได้แต่งงานใหม่กับ คลอเดีย ไพรซ์ (Claudia Price) ซึ่งเป็นพนักงานที่เขาจ้างมาช่วยดูแลคาเฟ่หลังจากธุรกิจขยายตัวขึ้น ทั้งคู่อยู่ด้วยกันไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตเขา และคลอเดียเธอก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภรรยาเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญที่รับหน้าที่ดูแลการผสมเครื่องเทศสูตรลับทั้ง 11 ชนิดให้เขาในเวลาต่อมาอีกด้วย
- ได้รับตำแหน่งโคโลเนลซ้ำอีกครั้งในอีก 15 ปีต่อมา – ในปี 1950 ผู้ว่าการรัฐเคนตักกี้ ลอว์เรนซ์ เวเธอร์บี (Lawrence Wetherby) ได้แต่งตั้งให้แซนเดอร์สเป็นโคโลเนลแห่งรัฐเคนตักกี้ (Kentucky Colonel) อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เขาเคยได้รับตำแหน่งเดียวกันนี้มาแล้วตั้งแต่ปี 1935 นั่นหมายความว่าเกียรติยศใบนี้อยู่ในมือเขามาตั้งแต่วัยสี่สิบกว่า แต่เขาเพิ่งจะหยิบมันขึ้นมาใช้สร้างตัวตนอย่างจริงจังตอนใกล้จะหกสิบ ซึ่งสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของคนคนหนึ่งนั้น บางครั้งมันไม่ใช่ของที่ต้องออกไปหามาใหม่ แต่เป็นของที่ถืออยู่ในมือมานานแล้ว รอแค่วันที่เจ้าของจะรู้ว่าจะใช้มันยังไง
- ใส่สูทสีขาว – แซนเดอร์สเขาเริ่มสวมสูทสีขาวเป็นเครื่องแบบประจำตัวตั้งแต่ราวปี 1950 ในวัยใกล้หกสิบ แต่ก่อนจะมาเป็นสูทสีขาวที่คนทั้งโลกจดจำได้นั้น เขาเคยสวมเสื้อคลุมสีดำแบบนักบวชมาก่อน แต่ทว่าพอลงมือทำงานในครัวจริง ๆ เขาก็พบว่าเสื้อสีขาวนั้นซ่อนคราบแป้งได้ดีกว่ามาก เขาจึงสั่งตัดชุดผ้าฝ้ายบางไว้ใส่หน้าร้อน และชุดผ้าขนสัตว์หนาไว้ใส่หน้าหนาว แล้วก็สวมมันเป็นเครื่องแบบชุดเดียวในที่สาธารณะตลอด 20 ปีสุดท้ายของชีวิต เอกลักษณ์ที่ดูเหมือนกลยุทธ์การตลาดชั้นเลิศนี้ แท้จริงแล้วมันเริ่มมาจากเหตุผลเรื่องการใช้งานจริงในครัวก็เท่านั้นเอง
- จงใจทำให้ตัวเองดูแก่กว่าเดิม – ตลอดช่วงทศวรรษ 1950 ก่อนที่จะกลายเป็นใบหน้าที่คนทั้งโลกจำได้ แซนเดอร์สเขาค่อย ๆ ประกอบตัวละครของตัวเองขึ้นมาทีละชิ้น ทั้งการไว้หนวดและเคราแพะสีขาว การถือไม้เท้า และการผูกเนคไทเส้นเชือกแบบคนทางใต้ ในวัยที่คนส่วนใหญ่พยายามทำทุกทางให้ตัวเองดูอ่อนกว่าวัย เขากลับเลือกขับเน้นความแก่ของตัวเองให้ชัดขึ้นไปอีก จนกลายเป็นผู้พันแห่งรัฐเคนตักกี้ที่มีชีวิตเดินได้จริง ๆ ซึ่งอายุที่คนทั่วไปมองว่าเป็นจุดอ่อนที่ต้องปกปิดนั้น เขาเอามาทำเป็นจุดขายหลักของแบรนด์เสียเลย
- เจอพีท ฮาร์แมนที่งานประชุมร้านอาหารในชิคาโก – แซนเดอร์สเขาได้รู้จักกับ พีท ฮาร์แมน (Pete Harman) เป็นครั้งแรกที่งานประชุมธุรกิจร้านอาหารในชิคาโกเมื่อปี 1951 และในปีต่อมาเขาก็เดินทางไปหาถึงร้าน Do Drop Inn ในเมืองซอลต์เลกซิตี รัฐยูทาห์ ที่เขายอมเดินทางไปหาคนที่เคยเจอกันเพียงครั้งเดียวไกลถึงคนละฝั่งของประเทศ นั่นแสดงให้เห็นว่า แซนเดอร์สเขาไม่ได้นั่งรอให้โอกาสมาเคาะที่ประตูบ้าน แต่เขาเลือกที่จะขับรถไปเคาะประตูโอกาสด้วยตัวเอง
- ทำอาหารโชว์ในครัวของฮาร์แมนเอง – ในปี 1952 เมื่อแซนเดอร์สเดินทางถึงร้าน Do Drop Inn เขาไม่ได้ใช้การพูดโน้มน้าวเป็นเครื่องมือหลักในการปิดดีลกับฮาร์แมน แต่เขาพาฮาร์แมนไปซื้อวัตถุดิบที่ร้านขายของชำ แล้วก็ลงมือทอดไก่สูตร 11 เครื่องเทศให้ชิมแบบสด ๆ ในครัวของฮาร์แมนเอง เพื่อให้รสชาติเป็นตัวพิสูจน์แทนคำพูด ซึ่งฮาร์แมนเขาก็ตกลงร่วมมือทันทีหลังได้ชิม นี่คือการบ่งบอกว่าการเชื่อมั่นในสินค้าของตัวเองจนกล้าให้คนอื่นพิสูจน์แบบต่อหน้า มันมีน้ำหนักมากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อเสมอ
- ดีลแรกเป็นแค่การจับมือ – ข้อตกลงในปี 1952 ระหว่างแซนเดอร์สกับฮาร์แมน คือการให้เขาได้ค่าลิขสิทธิ์ห้าเซนต์ต่อไก่หนึ่งตัวที่ขายได้ โดยไม่มีการเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการให้บัญชีตรวจสอบยอดขายใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างวิ่งอยู่บนความไว้ใจล้วน ๆ ซึ่งแซนเดอร์สเขาเรียกฮาร์แมนว่าเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ดีที่สุดที่เขาเคยร่วมงานด้วย และความไว้ใจแบบนี้นี่เองที่กลายเป็นรากฐานให้เครือข่ายแฟรนไชส์ของเขาเติบโตเร็วกว่าที่สัญญาฉบับหนาเป็นตั้งจะทำได้
- ชื่อ KFC “Kentucky Fried Chicken” ไม่ได้มาจากแซนเดอร์ส – คนที่คิดชื่อนี้ขึ้นมาในปี 1952 คือ ดอน แอนเดอร์สัน (Don Anderson) ช่างเขียนป้ายที่ฮาร์แมนจ้างมาทำป้ายหน้าร้าน ซึ่งเขาตั้งใจให้ชื่อนี้มันดูโดดเด่นกว่าคำว่าไก่ทอดสไตล์ทางใต้ที่ร้านอื่นใช้กันทั่วไป และแซนเดอร์สเขาก็ยอมรับชื่อที่คนอื่นตั้งให้อย่างไม่มีอีโก้ ทั้งที่มันกลายเป็นชื่อแบรนด์ของตัวเองมาตลอดหลายสิบปีนับจากนั้น ซึ่งการไม่ยึดติดว่าไอเดียดี ๆ จะต้องมาจากตัวเองเท่านั้น มันเปิดทางให้แบรนด์เติบโตได้เร็วกว่าที่คนคนเดียวจะคิดได้เองทั้งหมด
- ยอดขายปีแรกพุ่งทันทีที่ร้านของฮาร์แมนขายไก่ทอดสูตรนี้ – หลังร้านของฮาร์แมนเริ่มขายไก่สูตรนี้ในปี 1952 ยอดขายของร้านก็พุ่งขึ้นกว่าสามเท่าตัว ซึ่งความสำเร็จจากร้านนำร่องแห่งนี้ก็กลายเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ ทำให้แซนเดอร์สเขามีกรณีศึกษาจริงไปเปิดใจร้านอื่น ๆ ทั่วประเทศ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แค่ร้านเดียวในซอลต์เลกซิตี ภายในไม่กี่ปีก็ขยายไปได้หลายร้อยแห่งทั่วสหรัฐฯ และแคนาดา ตัวเลขยอดขายที่พุ่งขึ้นจริงจากร้านแรกนี่เอง คือเครื่องมือขายที่ทรงพลังกว่าคำโฆษณาสวยหรูใด ๆ
- ทดลองระบบแฟรนไชส์กับร้านนำร่องก่อน – ในช่วงราวปี 1953 ถึง 1955 ก่อนจะออกตระเวนขายสูตรไก่ทอดทั่วประเทศ แซนเดอร์สเขารู้ตัวว่าทางหลวงระหว่างรัฐตัดใหม่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขาจึงเริ่มทดลองให้ร้านสองสามแห่งลองใช้สูตรไก่ทอดของเขาแบบแฟรนไชส์ดูก่อน เพื่อพิสูจน์กับตัวเองว่าสินค้านี้ขายได้จริงกับผู้บริโภคและทำกำไรให้กับเจ้าของร้านได้ ซึ่งนี่คือการทดสอบสมมติฐานทางธุรกิจเล็ก ๆ ก่อนลงทุนแบบเต็มตัว ไม่ใช่การกระโดดเข้าสู่สิ่งใหม่ทั้งหมดในทันทีโดยไม่มีหลักฐานอะไรรองรับ
- ทางหลวงสายหลักถูกย้าย – ตลอดยี่สิบกว่าปี ธุรกิจของแซนเดอร์สตั้งอยู่ตรงจุดตัดของทางหลวงสายหลัก ซึ่งเป็นเส้นทางที่คนขับรถผ่านไปรัฐฟลอริดา (Florida) และเทือกเขาสโมกกี (Great Smoky Mountains) แต่ทว่าในช่วงกลางทศวรรษ 1950 เมื่อทางการย้ายจุดตัดทางหลวงเข้าไปในเมือง และภายหลังก็สร้างระบบทางหลวงระหว่างรัฐหรืออินเตอร์สเตท (Interstate) ตัดผ่านห่างจากร้านของเขาไปกว่า 11 กิโลเมตร ธุรกิจของเขาก็สูญเสียลูกค้าที่ผ่านทางไปเกือบหมด และนี่คือจุดพลิกผันที่เขาไม่มีทางควบคุมอะไรได้เลย
- อายุ 65 ต้องขายกิจการทอดตลาด – เมื่อสูญเสียลูกค้าจากทางหลวงไปเรื่อย ๆ แซนเดอร์สเขาจึงตัดสินใจขายร้านอาหารและห้องพักริมทางของตัวเองทอดตลาด ซึ่งเงินที่ได้จากการขายนั้นเพียงพอสำหรับจ่ายภาษีคงค้างและหนี้สินเท่านั้น ไม่มีเงินเก็บเหลือสำหรับชีวิตหลังเกษียณเลยแม้แต่บาทเดียว เขากลับต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ในวัย 65 ปี หลังจากที่ทำงานหนักในกิจการนี้มากว่า 25 ปี
- ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันจะเก็บอะไรออกมาจากซากปรักหักพังนี้ได้บ้าง” – แทนที่จะจมอยู่กับความสูญเสีย แซนเดอร์สในวัย 66 ปีเขาเลือกถามตัวเองด้วยคำถามที่เป็นรูปธรรม เพราะเขารู้ว่าคนชอบไก่ทอดของเขา แต่เขาไม่มีทรัพย์สินอะไรติดตัวเลย นอกจากสูตรและวิธีการทำไก่ทอด ดังนั้นคำตอบที่ได้ก็คือการขายสิทธิ์ในสูตรอาหารให้ร้านอื่น แทนที่จะเปิดร้านเอง ซึ่งในตอนนั้นเป็นแนวคิดที่ยังไม่ค่อยมีใครทำในธุรกิจร้านอาหาร
- “จากหายนะสู่พรจากพระเจ้า” – ในบั้นปลายชีวิต แซนเดอร์สเขาย้อนพูดถึงตอนที่ทางหลวงถูกเปลี่ยนเส้นทางในวัย 65 ปี จนธุรกิจดั้งเดิมที่ทำมากว่า 25 ปีของเขาพังลงไปว่า มันคือหายนะที่แท้จริงแล้วมันกลับกลายเป็นพรราวกับฟ้าประทาน เพราะเขาเชื่อว่าแทนที่จะนอนจมอยู่กับความเสียหายเมื่อภัยพิบัติมาถึง คนเราสามารถเลือกที่จะใช้มันเป็นบันไดก้าวไปสู่สิ่งอื่นได้ ซึ่งนี่ไม่ใช่การมองโลกสวยแบบไร้เหตุผล แต่มันคือการตั้งคำถามในทางปฏิบัติทันทีว่า เราจะสามารถเก็บเกี่ยวอะไรออกมาจากซากปรักหักพังนั้นได้บ้าง
- บรรทุกหม้อความดันกับถุงเครื่องเทศขึ้นรถ – เมื่อเริ่มออกเดินทางขายสูตรแฟรนไชส์อย่างจริงจัง แซนเดอร์สเขายัดหม้อความดัน แป้ง น้ำมัน และถุงเครื่องเทศทั้ง 11 ชนิดไว้ในรถของตัวเอง แล้วก็นอนในรถคันนั้นเพื่อประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ทำต่อเนื่องแบบนี้อยู่นานกว่าสิบปีตั้งแต่วัย 60 กว่าไปจนถึง 70 กว่าปี การยอมลำบากกายในวัยที่คนอื่นเกษียณไปแล้ว- ก็คือราคาที่เขาจ่ายเพื่อสร้างเครือข่ายแฟรนไชส์ด้วยมือของตัวเองเพียงคนเดียว
- ทอดไก่ให้ชิมก่อนคุยเรื่องดีลทุกครั้ง – ตลอดสิบกว่าปีนับตั้งแต่ปี 1956 เป็นต้นมา รูปแบบการขายแฟรนไชส์ของแซนเดอร์สเขาก็คือขับรถไปหาเจ้าของร้านถึงที่ แล้วบอกตรง ๆ ว่าจะทอดไก่ที่อร่อยที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยชิมมาให้ดู ถ้าชอบแล้วค่อยมาคุยกันเรื่องดีล เขาทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับร้านอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ไม่ใช่ใช้วิธีนี้แค่ครั้งเดียวแล้วอาศัยชื่อเสียงต่อยอดไปเรื่อย ๆ ซึ่งความสม่ำเสมอในการพิสูจน์ตัวเองซ้ำ ๆ แบบนี้นี่เอง คือสิ่งที่สร้างเครือข่ายแฟรนไชส์ขึ้นมาทีละร้าน
- “ผมถูกไล่ออกจากร้านอาหารดี ๆ มากกว่าใคร ๆ ในอเมริกา” – แซนเดอร์สเขายอมรับประโยคนี้เอาไว้ในอัตชีวประวัติของตัวเอง ว่าเขาเคยถูกไล่ออกจากร้านอาหารมากกว่าใคร ๆ ในสหรัฐฯ เพราะเขามักจะไปยืนเถียงกับเจ้าของร้านอาหารแบบตรงไปตรงมาว่าไก่ของพวกเขานั้นสามารถปรุงให้ดีกว่านี้ได้อีก และเขาเองก็รู้วิธีทอดไก่เป็นอย่างดี แน่นอนว่าเจ้าของร้านอาหารต้องไล่ตะเพิดเขาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งการถูกปฏิเสธของเขานั้นไม่ได้เพิ่งเริ่มขึ้นตอนอายุ 65 ปีตามที่หลายคนเข้าใจกัน แต่มันคือสิ่งที่เขาเจอมาตลอดชีวิตการทำงานในครัว
- ระบบเกียรติยศ – ตลอดสิบกว่าปีที่แซนเดอร์สเขาขยายแฟรนไชส์ไปทั่วประเทศนับตั้งแต่ปี 1952 นั้น เขาไม่เคยขอใบแจ้งยอดขายที่ผ่านการรับรองจากร้านไหนเลยสักร้านเดียว ไม่มีผู้ตรวจสอบบัญชีเข้าไปนับยอดขายจริงของแต่ละสาขา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของเจ้าของร้านล้วน ๆ ว่าจะรายงานยอดขายและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามจริงหรือไม่ ซึ่งแซนเดอร์สเขาเรียกกลุ่มเจ้าของร้านแฟรนไชส์ของตัวเองว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มนักธุรกิจที่ดีที่สุดเท่าที่เคยรวมตัวกันมาในประเทศนี้ นี่คือการบ่งบอกว่าเขาเลือกที่จะไว้ใจคนทั้งเครือข่ายก่อน แล้วค่อยตรวจสอบทีหลังด้วยลิ้นของตัวเองในครัว ไม่ใช่ด้วยตัวเลขในบัญชี
- “หลายคนคงแปลกใจว่าเหรียญห้าเซนต์นั้นมันสะสมกันได้เร็วแค่ไหน” – ตลอดทศวรรษ 1950 ถึงต้นทศวรรษ 1960 ด้วยรายได้เพียงห้าเซนต์ต่อไก่หนึ่งตัวที่ขายได้ แซนเดอร์สเขาค่อย ๆ สร้างรายได้ที่ในภายหลังเขาเล่าเองว่ามันพุ่งขึ้นไปถึง $11,000 ดอลลาร์ต่อวัน เขาบอกว่าธุรกิจนี้ทำให้เขาเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าร้านขายของจิปาถะที่ขายชิ้นละห้าถึงสิบเซนต์นั้น มันสร้างรายได้มหาศาลขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งความหมายของมันก็คือ กำไรต่อหน่วยที่ดูเล็กน้อยจนแทบไม่น่าสนใจนั้น มันสามารถกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ถ้าหากทำให้มันเกิดซ้ำในปริมาณที่มากพอ
- ถุงเครื่องเทศปิดผนึก – นับตั้งแต่เริ่มขายแฟรนไชส์ในปี 1952 เป็นต้นมา เพื่อปกป้องทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของธุรกิจเอาไว้ แซนเดอร์สเขาให้คลอเดียภรรยาของเขาเป็นคนผสมเครื่องเทศทั้ง 11 ชนิดเองในปริมาณมาก แล้วส่งเป็นถุงสำเร็จรูปไปให้แต่ละร้านโดยตรง เจ้าของร้านแฟรนไชส์เองก็ไม่เคยรู้เลยว่าในถุงนั้นมีอะไรผสมกันอยู่บ้าง ซึ่งการให้คนในครอบครัวที่ไว้ใจที่สุดเป็นผู้ดูแลความลับที่สำคัญที่สุด แทนที่จะกระจายความรู้นั้นออกไปสู่คนแปลกหน้าอีกหลายร้อยคน ก็คือวิธีปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในยุคที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองรัดกุมนัก
- บีบและชิมแป้งเครื่องเทศทุกครั้งที่เข้าครัวแฟรนไชส์ – ตลอดหลายสิบปีที่เดินสายตรวจร้าน แซนเดอร์สเล่าเองว่าสิ่งแรกที่เขาทำเมื่อเดินเข้าไปในครัวของร้านแฟรนไชส์ ก็คือหยิบแป้งเครื่องเทศขึ้นมากำแล้วบีบดูเนื้อสัมผัส ดมกลิ่น แล้วก็แตะปลายลิ้นชิมรสดู เพื่อจะดูว่าเจ้าของร้านแอบเติมแป้งลงไปในถุงเครื่องเทศเพิ่มหรือเปล่า การตรวจด้วยมือและลิ้นของตัวเองแบบนี้ไม่ใช่พิธีกรรม แต่มันคือระบบควบคุมคุณภาพของคนที่เชื่อประสาทสัมผัสตัวเองมากกว่ารายงานจากใครทั้งนั้น
- “เขาลดคุณค่าของสินค้าฉัน” – คำพูดตรง ๆ เวลาเจอแฟรนไชส์ซีเจือจางสูตร – ในช่วงที่เครือข่ายขยายไปเป็นหลายร้อยสาขา เมื่อพบว่าเจ้าของร้านบางรายใส่แป้งเพิ่มลงไปในถุงเครื่องเทศเพื่อให้ใช้ได้นานขึ้นและประหยัดต้นทุน แซนเดอร์สไม่ยอมมองข้ามเรื่องนี้เลย เขามองว่าการโกงเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้คือการลดคุณค่าของสินค้าที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต แม้เจ้าของร้านจะได้กำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ในสายตาเขาคือการทำลายความไว้ใจของแบรนด์ทั้งระบบ
- “ถ้าทำน้ำเกรวี่ได้ดีพอ ต่อให้ทิ้งไก่ไปแล้วกินแต่เกรวี่ก็ยังอร่อย” – นี่คือคำที่แซนเดอร์สเขาบอกกับเจ้าของร้านแฟรนไชส์หน้าใหม่คนหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1950 แบบตรง ๆ เพราะสำหรับเขา น้ำเกรวี่นั้นสำคัญไม่แพ้ตัวไก่เองเลย ซึ่งประโยคนี้ไม่ใช่แค่มุกตลกขำ ๆ แต่ทว่ามันสะท้อนความเชื่อที่ว่าองค์ประกอบเสริมของสินค้าที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไปนั้น บางทีมันก็ต้องการความใส่ใจมากพอ ๆ กับตัวสินค้าหลักนั่นเอง
- อีกสองไอเดียที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ – ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 พีท ฮาร์แมน เจ้าของแฟรนไชส์รายแรกของแซนเดอร์ส ยังเป็นคนช่วยคิดสโลแกน “finger lickin’ good” หรือ “อร่อยจนต้องเลียนิ้ว” ที่โด่งดังไปทั่วโลก กับไอเดียการขายไก่แบบใส่ถังในปี 1957ให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านได้อีกด้วย ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาจนถึงทุกวันนี้ แซนเดอร์สเขาให้เครดิตไอเดียเหล่านี้กับฮาร์แมนอย่างตรงไปตรงมาในบทสัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าใบหน้าที่อยู่บนถังไก่นั้นจะเป็นของเขาเพียงคนเดียวก็ตาม
- ออกแบบดีลให้คู่ค้ารวยไปด้วยกัน – ตลอดหลายสิบปีนับจากดีลแรกในปี 1952 ค่าลิขสิทธิ์เพียงห้าเซนต์ต่อไก่หนึ่งตัวนั้นทำให้แซนเดอร์สเขาได้กำไรจริง แต่ในขณะเดียวกันเจ้าของร้านแฟรนไชส์ก็ยังเก็บกำไรจากอาหารจานเต็มไปได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งพีท ฮาร์แมนเองก็ขยายกิจการจนกลายเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ได้มากกว่า 200 สาขาในรัฐยูทาห์ (Utah) แคลิฟอร์เนีย (California) เนวาดา (Nevada) และวอชิงตัน (Washington) จนกลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาจากดีลนี้ ซึ่งโมเดลธุรกิจที่ออกแบบมาให้พันธมิตรรวยไปด้วยกันได้จริงแบบนี้ มันมักจะยั่งยืนกว่าโมเดลที่กินรวบทุกอย่างเอาไว้คนเดียวเสมอ
- วันที่เขาไม่ต้องขับรถไปหาใครอีกต่อไป – หลายปีที่แซนเดอร์สตระเวนเคาะประตูร้านอาหารทีละร้านนั้น มันกินเวลามหาศาลและได้ร้านเพิ่มขึ้นมาทีละร้านเท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่งทิศทางก็กลับด้าน เมื่อเจ้าของร้านที่อยากได้สิทธิ์แฟรนไชส์เริ่มเดินทางมาหาเขาถึงที่เอง จนในปี 1959 เขากับคลอเดียจึงเปิดร้านอาหารและสำนักงานใหญ่ของบริษัทขึ้นที่เมืองเชลบีวิลล์ (Shelbyville) รัฐเคนตักกี ให้เป็นหลักแหล่งที่คนเดินทางมาหาได้ ชายที่เคยขับรถข้ามรัฐไปพิสูจน์ตัวเองกับคนแปลกหน้า กลายเป็นชายที่คนแปลกหน้าขับรถข้ามรัฐมาหา ซึ่งจุดที่แรงดึงดูดกลับทิศแบบนี้ ไม่ได้มาจากการเปลี่ยนวิธีขาย แต่มาจากการทำวิธีเดิมซ้ำ ๆ นานพอจนผลลัพธ์เริ่มพูดแทนตัวเอง
- ยื่นจดสิทธิบัตรกระบวนการทอดไก่ – ในปี 1962 แซนเดอร์สเขาไม่ได้ปกป้องแค่สูตรเครื่องเทศเท่านั้น แต่เขายื่นขอจดสิทธิบัตรตัววิธีทอดไก่ใต้ความดันเอาไว้ด้วย ซึ่งตอนนั้นเขาต้องอธิบายให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่านี่ไม่ใช่การนึ่งแบบที่พวกเขาคุ้นเคยกันอยู่ แต่มันคือการทอดภายใต้ความดัน มันเป็นเรื่องที่ใหม่มากในยุคนั้นจนเจ้าหน้าที่เองยังไม่แน่ใจว่ามันเป็นไปได้จริงหรือไม่ และการปกป้องทั้งสูตรและกระบวนการทอดไก่ควบคู่กันไปนี้เอง ที่ทำให้คู่แข่งลอกเลียนแบบรสชาติของเขาได้ยากกว่าที่คิด แม้จะพอเดาส่วนผสมคร่าว ๆ ได้ก็ตามที
- ภายใน 10 ปี แฟรนไชส์ก็ขยายไปไกลถึงอีกซีกโลก – จาก 0 สาขาในปี 1952 ผ่านไปราว ๆ 10 ปี ธุรกิจแฟรนไชส์ของแซนเดอร์สก็ขยายตัวจนมีสาขากว่า 900 แห่งทั่วสหรัฐฯ และแคนาดา รวมถึงไกลไปถึงโฮโนลูลูและกรุงลอนดอน เขาพูดเองในรายการทีวีด้วยความภูมิใจว่าไม่ว่าจะเห็นใบหน้าของเขาที่ไหนในโลก ก็หมายความว่าจะได้กินอาหารดี ๆ อย่างน้อยก็ไก่ดี ๆ อย่างแน่นอน และความสม่ำเสมอของคุณภาพในทุกสาขานี้นี่เอง คือสิ่งที่ทำให้ใบหน้าของคนคนเดียวกลายเป็นตราสัญลักษณ์ที่คนทั้งโลกจดจำได้
- “มันต้องเป็นแบบ KFC เท่านั้นถึงจะชนะใจตลาดได้” – ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เมื่อสาขาขยายออกไปไกลถึงอีกซีกโลกแล้ว สิ่งที่แซนเดอร์สเขาห่วงที่สุดกลับไม่ใช่จำนวนสาขา แต่เป็นไก่ที่อยู่ในกระทะของทุกร้าน เขาพูดชัดในการสัมภาษณ์ว่าคนอื่นมองว่านี่ก็แค่ไก่ทอดธรรมดา แต่สำหรับเขาแล้ว ไก่ทอดเฉย ๆ นั้นมันไม่พอ มันต้องเป็นไก่แบบที่เขาวางมาตรฐานเอาไว้เท่านั้น ซึ่งความต่างระหว่างสินค้าธรรมดากับสินค้าที่มีแบรนด์นั้น มันไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบ แต่อยู่ที่คำมั่นสัญญาว่าลูกค้าจะได้ของแบบเดิมทุกครั้งที่สั่งนั่นเอง
- ยอมขายกิจการที่ตัวเองสร้างมากับมือ – พอถึงปี 1964 เครือข่ายแฟรนไชส์ก็โตเร็วเกินกว่าที่ชายวัย 73 ปีคนหนึ่งจะดูแลไหว ทั้งระบบขนส่ง การจัดหาวัตถุดิบให้ร้านหลายร้อยสาขา และสัญญาทางกฎหมายที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน แซนเดอร์สเขาจึงตัดสินใจขายกิจการ KFC ในสหรัฐฯ ให้กับกลุ่มนักลงทุนที่นำโดย จอห์น วาย. บราวน์ จูเนียร์ (John Y. Brown Jr.) ทนายความหนุ่ม และ แจ็ก ซี. แมสซีย์ (Jack C. Massey) นักธุรกิจ ในราคา 2 ล้านดอลลาร์ และนอกจากนั้นเขากลัวว่าถ้าตายไปแล้วภรรยากับลูกสาวสองคนดูแลต่อไม่ได้ และรัฐจะเก็บภาษีมรดกจนหมด
- บุกเข้าครัวแฟรนไชส์แบบไม่แจ้งล่วงหน้า – หลังปี 1964 แม้ในวันที่ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์บริษัทแล้ว แซนเดอร์สเขาก็ยังทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบคุณภาพด้วยตัวเองอยู่เหมือนเดิม เขาเดินทางไปโผล่ที่ร้านแฟรนไชส์ทั่วโลกโดยไม่บอกล่วงหน้าสักคำ เพื่อดูว่าแต่ละร้านยังทำตามมาตรฐานที่เขาวางเอาไว้อยู่หรือไม่ ซึ่งการไม่ยอมวางมือทั้งที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการแล้วแบบนี้ สิ่งนี้บอกได้ว่าสำหรับเขาแล้ว ชื่อเสียงของตัวเองมันผูกติดอยู่กับคุณภาพของสินค้าอย่างแยกกันไม่ออก ไม่ว่าใครจะถือกรรมสิทธิ์บริษัทอยู่ก็ตามที
- เจอของไม่ได้มาตรฐานเมื่อไหร่ เป็นเรื่องทุกครั้ง – ตลอดสิบกว่าปีสุดท้ายของชีวิตที่ยังเดินสายตรวจร้าน เมื่อพบว่าน้ำเกรวี่หรือไก่ไม่ได้มาตรฐานตามที่เขากำหนดเอาไว้ แซนเดอร์สเขาไม่เคยเก็บอาการเลยสักครั้ง เขาแสดงความไม่พอใจออกมาตรง ๆ ทันที บางครั้งก็ถึงขั้นเทของทิ้งไปต่อหน้าต่อตาแล้วบอกว่า นี่ไม่ใช่ของที่จะเสิร์ฟให้ลูกค้าได้ แม้จะรับบทเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างเป็นทางการแล้ว เขาก็ไม่เคยยอมลดความจริงจังเรื่องคุณภาพลงเลยแม้แต่น้อย
- ลงมือสอนพนักงานในครัวเอง – บทบาทของแซนเดอร์สหลังขายบริษัทไปในปี 1964 นั้น มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ให้แบรนด์เท่านั้น เพราะเมื่อไปตรวจแล้วพบว่าร้านไหนมีปัญหา เขาก็ลงมือสอนกระบวนการทำอาหารให้พนักงานร้านนั้นด้วยตัวเองทันที ไม่ใช่แค่ชี้จุดผิดแล้วปล่อยให้คนอื่นไปแก้กันเอง ซึ่งการลงมือสอนด้วยตัวเองแบบนี้ มันสะท้อนว่าเขามองพนักงานทุกคนในทุกร้านเป็นส่วนหนึ่งของทีมตัวเอง แม้จะไม่มีสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบริษัทเหลืออยู่แล้วก็ตามที
- ไก่ต้องสดใหม่เสมอ – ในโฆษณาทีวีของตัวเองช่วงทศวรรษ 1960 ถึง 1970 แซนเดอร์สอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดว่าเขาใช้แต่ไก่หนุ่มตัวอ้วนสด ไม่เคยแช่แข็ง นำมาหั่นเป็นชิ้น จุ่มในนมผสมไข่ แล้วคลุกแป้งที่ผสมเครื่องเทศ 11 ชนิด เขาย้ำหลายครั้งว่าไม่มีทางอื่นที่จะทำให้ได้ไก่ “finger licking good” “อร่อยจนต้องเลียนิ้ว” นอกจากวิธีของเขาเท่านั้น การพูดถึงกระบวนการอย่างละเอียดแบบนี้ในทุกโฆษณา คือการสร้างความเชื่อมั่นด้วยความโปร่งใส ไม่ใช่แค่คำโฆษณาลอย ๆ
- หม้อทอดความดันสูง – ในรายการทีวีช่วงทศวรรษ 1960 แซนเดอร์สเขาอธิบายเองว่าเมื่อไก่จมอยู่ในน้ำมันร้อนภายใต้ความดันสูง ความชื้นที่ระเหยออกจากเนื้อไก่จะดันน้ำมันออกจากตัวมันเองไปในตัว ทำให้ไก่ดูดซับน้ำมันน้อยกว่าการทอดแบบธรรมดา นี่คือเหตุผลเชิงเทคนิคที่เขาใช้อธิบายว่าทำไมไก่ของเขาไม่อมน้ำมัน มันไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่มันมีหลักการทางฟิสิกส์ของการปรุงอาหารรองรับอยู่จริง
- แบ่งเงินหนึ่งในสิบไปทำบุญ – ในปี 1964 หลังการขายกิจการ แซนเดอร์สเขาได้รับเงินก้อนแรกจำนวน 500,000 ดอลลาร์ และสิ่งแรกที่เขาทำก็คือแบ่งเงินออกมาทันที 50,000 ดอลลาร์ ตามหลักศาสนาคริสต์ที่สอนให้แบ่งรายได้หนึ่งในสิบส่วนออกมาทำบุญ แต่ทว่าเขากลับไม่ได้มอบเงินก้อนนั้นให้โบสถ์ที่ตัวเองไปประจำ เขาเลือกที่จะมอบให้กับองค์กรการกุศลอย่างกองทัพแห่งความรอด (Salvation Army) แทน โดยให้เหตุผลว่ากองทัพแห่งความรอดคือองค์กรที่ยอมก้มลงไปช่วยคนตกทุกข์ได้ยากมากกว่าโบสถ์ไหน ๆ ที่เขารู้จัก ซึ่งการเลือกให้ตามคุณค่าที่ตัวเองเชื่อ มากกว่าจะให้ตามความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบนี้นี่เอง ก็คือหลักการที่แซนเดอร์สเขายึดถือมาโดยตลอด
- สร้างอาคารให้องค์กรการกุศล – นอกจากเงินบริจาคส่วนตัวแล้ว แซนเดอร์สเขายังทุ่มเงินของบริษัทอีก 85,000 ดอลลาร์ สร้างอาคารที่ทำการให้กองทัพแห่งความรอด(Salvation Army) ในย่านตะวันออกของเมืองหลุยส์วิลล์ (Louisville) เขาไม่ได้แค่บริจาคเงินก้อนหนึ่งให้แล้วก็จบกันไป แต่เขาเลือกที่จะลงทุนสร้างสิ่งที่จับต้องได้และใช้งานได้จริงในระยะยาวให้กับองค์กรที่เขาเชื่อมั่น
- ยกหุ้นทั้งหมดในแคนาดาให้มูลนิธิ – ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 แซนเดอร์สเขารู้ดีว่าถ้าเก็บหุ้นกิจการ KFC ในแคนาดามูลค่า 6 ล้านดอลลาร์เอาไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว มันจะตกไปอยู่ในกองมรดกที่ต้องเสียภาษีมหาศาลเมื่อเขาเสียชีวิต เขาจึงตั้งมูลนิธิ Harland Sanders Charitable Foundation ขึ้นมา แล้วก็โอนหุ้นทั้งหมดให้มูลนิธินี้ไปเลย โดยไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แม้แต่คนในครอบครัวของตัวเอง ซึ่งการวางแผนให้เงินไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้จริง ๆ แทนที่จะปล่อยให้ระบบภาษีกินไปก่อนครึ่งหนึ่งแบบนี้ มันคือความฉลาดที่มาพร้อมกับความเอื้อเฟื้อ
- ทุนการศึกษาราวหนึ่งพันคน – ตลอดสิบกว่าปีสุดท้ายของชีวิต ผลจากการโอนทรัพย์สินให้มูลนิธิการกุศลของตัวเองนั้น ทำให้แซนเดอร์สเขาสามารถสนับสนุนทุนการศึกษาให้นักเรียนได้ราวหนึ่งพันคน ในวิทยาลัยแปดแห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งบริจาคให้โรงพยาบาลสำหรับเด็กพิการและโบสถ์ต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง นั่นแสดงให้เห็นว่าแซนเดอร์สเขาไม่ได้มองว่าเงินที่หามาได้ทั้งชีวิตนั้นคือสิ่งที่ต้องกอดเอาไว้ แต่มันคือเครื่องมือที่ต้องส่งต่อออกไปให้ถึงมือคนที่ใช้มันได้จริง
- “ไม่มีประโยชน์ที่จะเป็นคนรวยที่สุดในสุสาน” – ในบั้นปลายชีวิต ประโยคนี้กลายเป็นคำตอบที่แซนเดอร์สเขาใช้ตอบทุกครั้งที่ถูกถามว่าทำไมถึงบริจาคเงินมากมายขนาดนี้ เพราะเขาบอกว่าคนเราทำธุรกิจอะไรในสุสานไม่ได้เลยสักอย่าง เขาเรียกมันเองว่าเป็นปรัชญาแปลก ๆ ของตัวเอง แต่ทว่าเขาก็ยึดถือมันอย่างจริงจังมาโดยตลอด ซึ่งความหมายของมันก็คือ ทรัพย์สินที่ไม่ได้ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มันก็แทบไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับคนที่อุตส่าห์สะสมมันขึ้นมา
- เปิดร้านคู่แข่งของตัวเอง – เมื่อรู้สึกว่า KFC หลังการขายกิจการนั้นไม่ได้รักษามาตรฐานเดิมอีกต่อไป ในปี 1968 แซนเดอร์สเขากับคลอเดียภรรยาของเขาจึงเปิดร้านอาหารของตัวเองที่เมืองเชลบีวิลล์ (Shelbyville) รัฐเคนตักกี ในชื่อ Claudia Sanders, The Colonel’s Lady Dinner House ที่เสิร์ฟทั้งแฮมหมักเกลือสไตล์ทางใต้ ตับไก่ และไก่ทอดสูตรดั้งเดิมตามมาตรฐานเดิมของเขา ซึ่งบริษัทเจ้าของ KFC ในตอนนั้นก็ฟ้องร้องเรื่องเครื่องหมายการค้าตามมาในอีกไม่กี่ปี เพราะคำว่า Colonel กับใบหน้าของเขานั้นถือเป็นทรัพย์สินของบริษัทไปแล้ว สุดท้ายร้านต้องยอมตัดคำว่า Colonel ออกจากชื่อ เหลือเพียง Claudia Sanders Dinner House แต่ทว่าร้านนี้ก็ยังเปิดอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นร้านนอกเครือ KFC เพียงแห่งเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ขายไก่สูตรดั้งเดิมของแซนเดอร์สได้จริง ๆ
- ฟ้องบริษัทที่ตัวเองก่อตั้ง – เมื่อถูกบริษัทเจ้าของ KFC ฟ้องเรื่องชื่อร้านอาหารใหม่ของตัวเอง แซนเดอร์สเขาก็ไม่ได้ยอมถอย แต่ยื่นฟ้องกลับบริษัท Heublein ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ KFC ในตอนนั้น เป็นมูลค่าถึง 122 ล้านดอลลาร์ ในปี 1974 เพราะบริษัทนำภาพใบหน้าของเขาไปใช้ขายสินค้าที่ไม่ใช่ไก่ทอด อย่างขนมปังและขนมอบ โดยไม่ได้ให้เขาตรวจสอบคุณภาพก่อน เขากังวลว่าคนจะเข้าใจผิดไปว่าเขารับรองคุณภาพของสินค้าเหล่านั้น ทั้งที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย ซึ่งคดีจบลงในปี 1975 ด้วยการที่บริษัทยอมความจ่ายให้เขา 1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าแซนเดอร์สเขาถือว่าใบหน้าของตัวเองคือคำรับประกันคุณภาพ ไม่ใช่แค่ภาพสำหรับการตลาดเท่านั้น
- เรียกน้ำเกรวี่สูตรใหม่ของบริษัทว่า “กาวติดวอลเปเปอร์แท้ ๆ” – ในเดือนตุลาคม ปี 1975 แซนเดอร์สเขาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Louisville Courier-Journal อย่างตรงไปตรงมาว่าน้ำเกรวี่สูตรใหม่ที่บริษัททำหลังเขาขายกิจการไปแล้วมีรสชาติเหมือนกาวติดวอลเปเปอร์ ทำจากน้ำเปล่า แป้ง และแป้งข้าวโพดผสมสิ่งที่เขาเรียกว่า “ตะกอน” ซึ่งการวิจารณ์บริษัทของตัวเองออกสื่อสาธารณะแบบนี้ มันเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างมาก แต่ทว่าสำหรับเขาแล้ว ความจริงเรื่องคุณภาพนั้นมันสำคัญกว่าความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าของใหม่
- เรียกไก่กรอบสูตรใหม่ว่า “ก้อนแป้งทอดติดไก่” จนถูกบริษัทเดิมของตัวเองฟ้องหมิ่นประมาท – คำวิจารณ์แรงของแซนเดอร์สต่อสูตรอาหารใหม่ทำให้บริษัทที่เขาก่อตั้งมากับมือฟ้องเขาเรื่องหมิ่นประมาทในปี 1975 คดีถูกยกฟ้องในที่สุด แต่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเมื่อเขาเชื่อว่าสิ่งใดผิดมาตรฐาน เขาพร้อมพูดออกไปแม้จะเสี่ยงถูกฟ้องกลับจากบริษัทที่มีทรัพยากรมากกว่าตัวเองมหาศาลก็ตาม
- ราคาที่บริษัทถูกขายต่อในอีกเจ็ดปีให้หลัง – แซนเดอร์สขายกิจการ KFC ในสหรัฐฯ ไปในราคา 2 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 1964 แต่ทว่าในปี 1971 กลุ่มเจ้าของใหม่กลับขายบริษัทเดียวกันนั้นต่อให้กับบริษัท Heublein ในราคาสูงถึง 285 ล้านดอลลาร์ ห่างกันเพียงเจ็ดปีเท่านั้น ส่วนต่างมหาศาลนี้ไม่ได้เกิดจากสูตรที่เปลี่ยนไป เพราะสูตรยังเป็นสูตรเดิมของเขาทุกประการ แต่มันเกิดจากระบบ ทุน และการเข้าตลาดหุ้นที่คนกลุ่มใหม่ใส่เข้าไป ซึ่งคนที่คิดของขึ้นมาได้ กับคนที่รู้วิธีทำให้ของนั้นมีราคา มักไม่ใช่คนคนเดียวกัน
- อันดับสองของโลกในผลสำรวจปี 1976 – ผลสำรวจอิสระในปีนั้นจัดให้แซนเดอร์สเป็นคนดังที่คนทั่วโลกจำหน้าได้มากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากมูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้น่าทึ่งเป็นพิเศษเมื่อคำนึงว่าแซนเดอร์สเขาเพิ่งจะมาโด่งดังในระดับประเทศตอนอายุ 70 ปลาย ๆ ไม่ได้ดังมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาวแบบดารา นักกีฬา หรือนักการเมืองส่วนใหญ่ที่ติดอันดับเดียวกัน นั่นคือการตอกย้ำว่าการสร้างชื่อเสียงระดับโลกนั้น มันไม่จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยเสมอไป
- นิสัยติดคำสบถ – ตลอดหกสิบกว่าปีนับตั้งแต่วัยหนุ่ม แซนเดอร์สเขายอมรับเองว่าเขาสบถเก่งมากจนไม่มีใครในโลกเอาชนะได้ ซึ่งนิสัยนี้เริ่มมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่มตอนทำงานกับการรถไฟ ที่คนงานส่วนใหญ่พูดคำหยาบกันเป็นเรื่องปกติ เขาพยายามเลิกมาหลายปีแต่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จสักที ทั้งที่รู้ตัวมาโดยตลอดว่ามันไม่ดี ซึ่งการยอมรับตรง ๆ ว่าตัวเองมีนิสัยแย่ที่แก้ไม่ได้มานานหลายสิบปีแบบนี้ ก็คือความซื่อสัตย์ที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ในคนที่กลายเป็นบุคคลสาธารณะไปแล้ว
- บินไปประชุมศาสนาถึงออสเตรเลีย – ในปี 1952 แซนเดอร์สเขาเดินทางไปร่วมการประชุมโลกของคริสตจักรที่ประเทศออสเตรเลีย (Australia) โดยหวังว่าการได้อยู่ท่ามกลางนักบวชและคริสเตียนที่ดีอีกหลายร้อยคนตลอดหนึ่งสัปดาห์นั้น มันจะช่วยให้เขาเลิกนิสัยสบถได้เสียที แต่ผลปรากฏว่าเขากลับมาเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากทริปนั้นก็คือ การได้อยู่ใกล้คนดีไม่ได้แปลว่าตัวเราจะเปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติ มันต้องมีจุดเปลี่ยนที่ลึกกว่านั้น
- คุกเข่าลงที่แถวหน้าโบสถ์ – ในวัยเจ็ดสิบกว่าปี แซนเดอร์สเขาได้เข้าร่วมงานฟื้นฟูจิตวิญญาณที่โบสถ์ Evangel Tabernacle เมืองหลุยส์วิลล์ (Louisville) แล้วก็ยกมือแสดงเจตนาว่าอยากศรัทธาต่อหน้าที่ประชุม แล้วก็คุกเข่าลงสวดมนต์กับศิษยาภิบาลเวย์แมน โรเจอร์ส (Waymon Rogers) เขาถามศิษยาภิบาลตรง ๆ ว่าความศรัทธาจะช่วยให้เลิกสบถได้จริงหรือไม่ และก็ได้รับคำตอบกลับมาว่าได้แน่นอน ซึ่งคืนนั้นเองเขาเล่าว่านิสัยที่ตามหลอกหลอนเขามาหลายสิบปีก็หายไปในที่สุด
- ยอมออกทีวีสารภาพ – ในการออกรายการทีวีช่วงปี 1973 แม้จะเปลี่ยนชีวิตตัวเองไปแล้ว แต่แซนเดอร์สเขาก็ยังยอมรับต่อหน้ากล้องว่าเขากลับไปใช้คำสบถอีกครั้งหลังจากที่เลิกมาได้เกือบสามปีเต็ม เพราะเขาทะเลาะกับคนขับรถของตัวเองอย่างรุนแรงในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เขาเรียกการออกทีวีสารภาพครั้งนี้เองว่าเป็นการชดใช้บาปของตัวเอง ซึ่งการไม่ปิดบังความผิดพลาดแม้จะกลายเป็นบุคคลสาธารณะไปแล้วแบบนี้ มันบอกได้ว่าสำหรับเขาแล้ว ความจริงใจนั้นสำคัญกว่าการรักษาภาพลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบ
- ให้เงินก้อนในวันที่โบสถ์ต้องการพอดี – ไม่นานหลังจากที่แซนเดอร์สเริ่มไปโบสถ์แห่งนี้ในวัยเจ็ดสิบกว่าปี และก่อนที่เขาจะกลายเป็นผู้อุปถัมภ์หลัก เขาเคยยื่นเช็ค 3,500 ดอลลาร์ให้ศิษยาภิบาลมาแล้วครั้งหนึ่ง ในวันที่โบสถ์กำลังต้องการเงินจำนวนพอดิบพอดีนั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งความบังเอิญที่ดูราวกับปาฏิหาริย์นี้ ถูกเล่าซ้ำอยู่หลายครั้งในบทสัมภาษณ์ของเขา ในฐานะจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างเขากับโบสถ์แห่งนี้
- เขียนเช็คให้โบสถ์เล็ก ๆ – ในช่วงทศวรรษ 1970 โบสถ์ Evangel Tabernacle ที่แซนเดอร์สเขาไปเป็นประจำนั้น กำลังลำบากถึงขั้นต้องปลดภารโรงและเลขานุการออก แล้วให้ภรรยาของผู้นำโบสถ์มาทำงานเลขาแทนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และเมื่อแซนเดอร์สเขายื่นเช็คทำบุญจำนวน 25,000 ดอลลาร์ให้ เงินก้อนนั้นมันเท่ากับงบประมาณทั้งปีของโบสถ์เลยทีเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่าแซนเดอร์สเขาไม่ได้เลือกให้ตามขนาดขององค์กร แต่เลือกให้ตรงจุดที่เงินก้อนนั้นจะเปลี่ยนอะไรได้จริง
- ผิดนัดงานเลี้ยงเกียรติยศของตัวเอง – ในบั้นปลายชีวิตครั้งหนึ่ง แซนเดอร์สเขามีกำหนดต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ตัวเขาเอง แต่ก่อนหน้านั้นเขาแวะไปเยี่ยมเด็ก ๆ ที่บ้านพักเด็กกำพร้าก่อน แล้วเขาก็เลือกที่จะอยู่กับเด็กเหล่านั้นตลอดค่ำคืนนั้นแทนที่จะไปงานเลี้ยง เขาอธิบายว่าการได้อยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ ก็คือการได้อยู่กับความรักที่ไม่มีความเกลียดชังหรือปัญหาของโลกผู้ใหญ่มาปนเปื้อน ซึ่งการเลือกให้เวลากับสิ่งที่มีความหมายจริง ๆ แม้มันจะขัดกับตารางงานที่วางเอาไว้ ก็เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำจริงได้ยาก
- ความสะอาดที่คนรอบตัวรู้กันดี – ตลอดชีวิตของเขา คนที่รู้จักแซนเดอร์สทั้งเพื่อนฝูงและนักเขียนชีวประวัติต่างพูดตรงกันว่า เขาเป็นคนพิถีพิถันเรื่องความสะอาดอย่างมาก ซึ่งมันก็สอดคล้องกับที่มาของสูทสีขาวที่เขาสวมอยู่ทุกวัน นิสัยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองลอย ๆ แต่มันหล่อหลอมมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในครัวมาทั้งชีวิต ที่ซึ่งวัตถุดิบเสียเพียงชิ้นเดียวก็สามารถทำลายอาหารทั้งชุดได้
- “พระเจ้าไม่เคยบอกให้อดัมหยุดทำงานตอนอายุ 65” – เมื่อถูกถามตรง ๆ ว่าเชื่อในเรื่องการเกษียณหรือไม่ แซนเดอร์สเขาตอบด้วยตรรกะทางศาสนาที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ว่าพระเจ้าไม่เคยบอกให้อดัมหยุดทำงานตอนอายุ 65 ปีสักหน่อย เพราะเขาเชื่อว่าตราบใดที่ยังมีสุขภาพและความสามารถเหลืออยู่ คนเราก็ควรใช้มันไปจนถึงที่สุด โดยแบ่งเวลาระหว่างธุรกิจของตัวเองกับงานรับใช้พระเจ้าไปพร้อม ๆ กัน
- ตารางเดินทางในวัย 89 ปี – แซนเดอร์สเขาเล่าเองด้วยความภูมิใจว่าจนถึงวัย 89 ปี เขาก็ยังเดินทางไปทำงานให้แบรนด์ราวปีละ 400,000 กิโลเมตร ทำงานเหมือนกับที่เคยทำมาตลอดชีวิต เขามองว่าคนอายุ 88 ถึง 89 ปีที่ยังเดินทางหนักได้ขนาดนี้และยังมีสุขภาพดีอยู่นั้นหายากมาก และเขาก็เชื่อว่าเป็นเพราะพระเจ้าคอยดูแลเขาอยู่ ซึ่งไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังจะเป็นความเชื่อหรือวินัยส่วนตัว สิ่งที่วัดผลได้จริงก็คือระยะทางที่เขาเดินทางไปทำงาน ในวัยที่คนส่วนใหญ่แทบไม่ออกจากบ้านกันแล้ว
- “เป็นผู้ใหญ่หนหนึ่ง แล้วก็เป็นเด็กอีกหนหนึ่ง” – ในวัย 89 ปี แซนเดอร์สเขาอธิบายวัยชราด้วยคำพูดของตัวเองว่า คนเราเป็นเด็กครั้งหนึ่งในตอนต้นของชีวิต แล้วก็กลับไปเป็นเหมือนเด็กอีกครั้งหนึ่งเมื่อแก่ตัวลง คือต้องการการดูแลเอาใจใส่แบบเดียวกับตอนที่ยังเป็นทารก ซึ่งเขาไม่ได้พูดเรื่องนี้ด้วยความหวาดกลัวความชราเลยแม้แต่น้อย แต่พูดด้วยความยอมรับอย่างสงบ ราวกับว่ามันเป็นวัฏจักรธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องต่อต้านอะไร
- คำอธิษฐานทุกคืนก่อนนอน – แซนเดอร์สเขาเล่าว่าคำอธิษฐานของเขาในแต่ละคืนนั้น คือการขอบคุณสำหรับพรที่ได้รับมาตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ไม่ใช่การขอสิ่งใหม่เพิ่มเติมเลยสักอย่าง แม้ในวัย 89 ปีที่สายตาเริ่มมัวและหูก็เริ่มไม่ดีแล้ว เขาก็ไม่ได้ขอให้พระเจ้าประทานสายตาที่ดีกว่าเดิมให้ เพราะเขาเชื่อว่านั่นคือน้ำพระทัยที่ควรยอมรับ ซึ่งวินัยแห่งความรู้สึกขอบคุณที่ไม่เรียกร้องอะไรเพิ่มแบบนี้ ก็คือสิ่งที่เขายึดถือมาจนถึงวาระท้าย ๆ ของชีวิต
- จากไปในวัย 90 ปี – แซนเดอร์สเขาเสียชีวิตลงในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1980 ที่เมืองหลุยส์วิลล์ (Louisville) ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน โดยที่เขาไม่เคยหยุดทำงานให้แบรนด์เลยแม้ในช่วงท้ายที่สุดของชีวิต เพราะเขายังคงเดินทางและปรากฏตัวในฐานะโฆษกอยู่จนถึงราวหนึ่งเดือนก่อนจะเสียชีวิต ซึ่งความสม่ำเสมอของการทำงานตั้งแต่วัย 66 จนถึงวัย 90 ปีนี้นี่เอง คือหลักฐานที่ชัดที่สุดว่าสำหรับเขาแล้ว คำว่าเกษียณไม่เคยมีอยู่จริงในพจนานุกรมส่วนตัว
- ถูกฝังในสูทสีขาว – แซนเดอร์สเขาไม่เคยแยกตัวตนของตัวเองออกจากภาพลักษณ์ที่คนทั้งโลกจดจำได้เลย เพราะแม้ในพิธีฝังศพเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1980 เขาก็ยังคงสวมสูทสีขาวและเนคไทเส้นเชือกอันเป็นเอกลักษณ์ เหมือนกับที่สวมมาตลอด 20 กว่าปีสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าจะในโฆษณาหรือในชีวิตประจำวันจริง ๆ ก็ตามที ซึ่งการรักษาความสม่ำเสมอของตัวตนไปจนถึงวาระสุดท้ายแบบนี้ ก็คือสิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์นั้นดูจริงใจ ไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกายสำหรับกล้องเท่านั้น
- ลดธงครึ่งเสาไว้อาลัย – ระยะทางระหว่างจุดต่ำสุดในชีวิตของแซนเดอร์สเมื่อปี 1956 กับพิธีศพในเดือนธันวาคม ปี 1980 ที่มีคนมาร่วมไว้อาลัยกว่าหนึ่งพันคนพร้อมกับการลดธงครึ่งเสานั้น มันคือระยะทางที่ห่างกันเพียงประมาณ 25 ปีเท่านั้น จากชายที่แทบไม่มีอะไรเหลือนอกจากสูตรไก่ทอดในหัวและเช็คประกันสังคมเดือนละ 105 ดอลลาร์ มาสู่คนที่คนทั้งประเทศยกย่องเมื่อจากไป ซึ่งระยะห่างเพียง 25 ปีนี้นี่เอง ที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของชีวิตเขาได้ดีกว่าคำอธิบายใด ๆ
- เจ้าของบริษัทเปลี่ยนมือหลายทอด – จากบริษัท Heublein ในปี 1971 ไปสู่ R.J. Reynolds ในปี 1982 แล้วก็ไปสู่ PepsiCo ในปี 1986 บริษัทเปลี่ยนมือเจ้าของมาหลายครั้งหลังจากที่แซนเดอร์สขายกิจการไป แต่ทว่าไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของตัวจริง ใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนถังไก่และป้ายหน้าร้านทั่วโลกก็ยังคงเป็นใบหน้าของฮาร์แลนด์ แซนเดอร์สอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าคุณค่าของแบรนด์นั้น บางครั้งมันอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่าจะอยู่ที่โครงสร้างการถือหุ้นด้วยซ้ำ
- รูปปั้นที่ถูกโยนลงแม่น้ำ – ในปี 1985 แฟนเบสบอลทีมฮันชิน ไทเกอร์ส (Hanshin Tigers) ที่เมืองโอซาก้า (Osaka) เฉลิมฉลองแชมป์ด้วยการโยนรูปปั้นของแซนเดอร์สหน้าร้าน KFC ลงไปในแม่น้ำโดตงโบริ (Dotonbori) เพราะเห็นว่าหน้าตาคล้ายกับผู้เล่นต่างชาติคนสำคัญของทีม หลังจากนั้นทีมก็ไม่ได้แชมป์อีกเลยนานกว่า 24 ปี จนแฟนบอลเชื่อกันว่ามันเป็นคำสาปของโคโลเนล และรูปปั้นนั้นก็ถูกงมขึ้นมาได้ในปี 2009 แต่กว่าทีมจะได้แชมป์อีกครั้งก็ปี 2023 รวม 38 ปี นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าใบหน้าของเขาฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมของประเทศที่เขาไม่เคยไปตั้งธุรกิจด้วยตัวเองมากขนาดไหน
- ตัวเลขสาขาในทุกวันนี้ – จากร้านแรกในเมืองซอลต์เลกซิตี (Salt Lake City) เมื่อปี 1952 มาสู่เครือข่ายที่มีสาขามากกว่า 30,000 แห่งในกว่า 150 ประเทศทั่วโลกในทุกวันนี้ ซึ่งการเติบโตส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่แซนเดอร์สขายกิจการไปแล้วในปี 1964 เขาไม่ได้ร่ำรวยไปกับการเติบโตในภายหลังนี้เลยแม้แต่น้อย แต่คุณค่าที่แท้จริงที่เขาสร้างเอาไว้ก็คือรากฐาน มาตรฐาน และสูตรที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่ตัวเลขในบัญชีธนาคารส่วนตัว
- “อย่ายอมแพ้เพราะอายุ 65 บางทีเรือของคุณยังมาไม่ถึงฝั่ง” – ประโยคเดียวกับที่เปิดเรื่องราวทั้งหมดนี้ ยังคงเป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดของชีวิตฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส เพราะเขาไม่ได้เพียงพูดประโยคนี้ในบทสัมภาษณ์ครั้งเดียวเพื่อสร้างภาพ แต่เขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตเป็นเครื่องพิสูจน์มัน ตั้งแต่เด็กที่กำพร้าพ่อในวัย 5 ขวบ ผ่านงานที่ล้มเหลวมานับสิบอย่าง ธุรกิจที่พังทลายลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงจุดที่ไม่เหลืออะไรเลยตอนอายุ 65 ปี ก่อนจะกลายมาเป็นหนึ่งในใบหน้าที่คนทั่วโลกจดจำได้มากที่สุด อายุนั้นไม่ใช่เส้นตายของความฝัน มีแต่การยอมแพ้เท่านั้นที่เป็นเส้นตายจริง ๆ
และนี่คือ 100 บทเรียน ที่เราสามารถเรียนรู้ได้จาก ฮาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอร์ส หรือ โคโลเนล แซนเดอร์ส ผู้ก่อตั้ง Kentucky Fried Chicken
Resources
- Colonel Sanders 1979 Interview
- Colonel Sanders’ Crazy Real-Life Story (Grunge)
- Crossroads / Kitchener interview 1973
- Southern California / Praise the Lord interview
- Southern California polyp/surgery testimony
- Colonel Sanders talks retirement, franchising at 66
- Zesto’s milkshake interview
- What’s My Line? Colonel Sanders panel, Dec 1 1963
- 1969 Kentucky Fried Chicken TV commercial
- Commerce Alive Today: KFC commercials compilation
- KFC Success Story: Colonel Harland Sanders Journey
- Colonel Sanders (Wikipedia)
- Harland Sanders (Britannica Money)
- Colonel Sanders Sold KFC For $2 Million… (Benzinga)
- Kentucky Fried Fortune (Smiley Pete Publishing)
- The Inspiring Story of KFC & Its Founder, Colonel Sanders (StartupTalky)
- Pete Harman (Wikipedia)
- Eating the Past: Utah’s Kentucky Fried Chicken empire (Utah Public Radio)
- Kentucky Fried Vice President? (History News Network)
- Harland David Sanders of Henryville, IN Life Story (AdmiredLife.com)