Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

How to

ทำไม Bitcoin ราคาร่วงกว่าครึ่ง? โดย Graham Stephan

แม้ Bitcoin จะเคยเป็นสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดในช่วงปี 2024 และตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ล่าสุดของ Bitcoin กลับพลิกผันอย่างสิ้นเชิง เพราะราคาบิตคอยน์ดิ่งลงอย่างรวดเร็วและขณะนี้ลดลงกว่าครึ่งจากจุดสูงสุดตลอดกาล ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยโดนล้างพอร์ตขาดทุนย่อยยับในชั่วข้ามคืน แม้แต่ Michael Saylor เจ้าของบริษัท MicroStrategy ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Strategy ที่ถือครองบิตคอยน์ราว ๆ 3.4% ของทั้งตลาดทั้งหมด ที่มี Bitcoin อยู่ในครอบครองประมาณ 713,502 BTC ก็ยังอยู่ในภาวะขาดทุนมหาศาลกว่า 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

และจากการทรุดตัวของราคาบิตคอยน์ในครั้งนี้เองก็ถึงขั้นมีบางคน จำนองบ้านเพื่อนำเงินมาช้อนซื้อเก็บ หรือที่เรียกกันว่า buy the dip กันอีกครั้ง ดังนั้น สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้การวิเคราะห์และการทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับบิตคอยน์กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

โดย Graham Stephan มีการวิเคราะห์ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ การพิจารณาความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับฐานลงได้มากสุดแค่ไหน หรือเหตุใดบางคนถึงเชื่อว่าราคาบิตคอยน์มันอาจลงไปจนไร้ค่า และบางคนที่ยังคงเชื่อมั่นในบิตคอยน์อยู่ก็กำลังพิจารณาว่าเมื่อไรจึงควรเข้าซื้อ ตามข้อมูลและสถิติที่ผ่านมาในอดีตของบิตคอยน์

โดยทาง Graham Stephan บอกว่าการเทขายบิตคอยน์รอบนี้ไม่ใช่เกิดจากความตื่นตระหนกที่ไร้เหตุผลของนักลงทุนรายย่อยทั่วไป แต่มันเกิดมาจากแรงกดดันบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้นแอบแฝงอยู่ และเมื่อเราได้เห็นปัจจัยเหล่านั้นชัดเจนแล้ว เราก็จะเข้าใจว่าทำไมความเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของตลาดจึงมีความสำคัญกว่าครั้งไหน ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเทขาย Bitcoin ในรอบนี้

ในมุมมองของ Graham Stephan การดิ่งลงของราคาบิตคอยน์ในครั้งนี้เขาอธิบายจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่:

  1. นักลงทุนต้องการลดความเสี่ยง: ในช่วงนี้เหล่าบรรดานักลงทุนพวกเขากำลังลดความเสี่ยง โดยหันหน้าออกจากสินทรัพย์ที่เก็งกำไรไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็น ราคาหุ้นในตลาดโดยรวมอยู่ที่ระดับค่อนข้างสูงมาก อย่างในตลาดหุ้นกลุ่มของบริษัท AI ก็มีสัญญาณฟองสบู่ครบ 3 ใน 4 เกณฑ์ที่มันควรจะเป็นแล้ว นอกจากนั้นเขายังคาดว่า อัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับสูงต่อไปอีกหลายเดือน ทำให้ไม่มีปัจจัยหนุนใหม่สำหรับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงในสภาวะเช่นนี้ ทำให้ Bitcoin จึงกลายเป็นเป้าแรกที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจ “ขายออกเมื่อได้ยินข่าว” แทนที่จะซื้อเพิ่ม และเมื่อยิ่งเข้าสู่ช่วงปลายปี นักลงทุนบางส่วนก็เลือกที่จะ ขายขาดทุนเพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษี ซึ่งยิ่งกดดันราคาของบิตคอยน์ให้ต่ำลงไปอีก
  2. เงินดอลลาร์แข็งค่า: เดิมทีนักลงทุนจำนวนมากตัดสินใจซื้อบิตคอยน์เพื่อป้องกันการเสื่อมค่าของเงิน fiat หรือเงินกระดาษ ในภาวะเงินเฟ้อหรือเงินดอลลาร์อ่อนค่า แต่เมื่อล่าสุด ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีการแข็งค่าขึ้น ก็ส่งผลให้แรงจูงใจในการถือบิตคอยน์ก็ลดลง และส่งผลให้เกิดแรงเทขายตามมา
  3. แรงขายจาก ETF ซ้ำเติมตลาด: การปรับฐานครั้งนี้ถูก เร่งให้รุนแรงขึ้นโดยแรงขายในกองทุน ETF ที่อ้างอิงด้วยบิตคอยน์ เมื่อมีการเทขายหน่วยการลงทุนของ ETF Bitcoin เหล่านี้ ผู้จัดการกองทุนจำเป็นต้อง ขายบิตคอยน์ในคลังสำรองออกมาสู่ตลาด เพื่อรักษาสัดส่วนการถือครองให้สมดุลกับราคาที่ตกลง การขายดังกล่าวกลายเป็นแรงเทขายเชิงเทคนิคที่ฉุดให้ราคาบิตคอยน์ตกลงไปอีก และเมื่อราคาตก นักลงทุนยิ่งแห่กันเทขายหน่วย ETF ซ้ำเข้าไปอีก กลายเป็นวังวน death spiral ที่ทำให้ราคาดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
  4. ไม่มีข่าวดีใหม่ ๆ : ในปีก่อน ๆ ตลาดยังมีปัจจัยบวกและมีความคาดหวังหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่อง ทุนสำรองบิตคอยน์แห่งชาติ, กระแส ความหวังเรื่อง Bitcoin ETF, การคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ จะ พิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่หยุด, ราคาทองคำที่ตอนนั้นยังไม่ได้พุ่งแซงหน้าบิตคอยน์ขนาดนี้ หรือแม้แต่การคาดเดากันว่า Bitcoin จะมีราคาขึ้นไปถึง $250,000 $500,000 หรือ $1,000,000 ในอนาคตอันใกล้ แต่ปัจจุบันปัจจัยบวกเหล่านั้นหายไปเกือบหมด เรื่องเด่น ๆ กลายเป็นข่าวกลาง ๆ ที่ไม่น่าตื่นเต้นเท่าเดิมอีกแล้ว ส่วนด้านกฎหมายกำกับสินทรัพย์คริปโตฯ ที่เคยเป็นความหวังก็ชะลอไม่คืบหน้า และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความกังวลว่าหากการเมืองสหรัฐฯ เกิด “คลื่นสีฟ้า” หรือ Blue wave ที่เป็นสีฝั่งของพรรคเดโมแครต พรรคตรงข้ามกับ Donald Trump ถ้าพวกเขาชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายได้เสียงข้างมากทั้งสภา ก็อาจจะได้รัฐบาลที่อาจออกกฎเกณฑ์ควบคุม Bitcoin เพิ่มเติมจนส่งผลกดดันราคาบิตคอยน์ตกลงไปอีก
  5. ความเชื่อมั่นถดถอย: นักลงทุนจำนวนมากเริ่ม หมดศรัทธา ว่าบิตคอยน์จะเป็นตัวป้องกันความเสี่ยงในยามวิกฤตเศรษฐกิจอย่างที่เคยหวังไว้ ตัวอย่างเช่น ในปี 2025 ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นถึง 50% แต่บิตคอยน์กลับ ลดลง 7% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มุมมองเริ่มเปลี่ยนว่าบิตคอยน์อาจเป็นเพียง สินทรัพย์เสี่ยงชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นลงแรงเหมือนหุ้นเก็งกำไร มากกว่าจะเป็น “หลุมหลบภัย” ที่ปลอดภัยจริง แม้แต่ธนาคาร Deutsche Bank ก็ยังระบุว่าการเทขายรอบนี้ เกิดจากความสนใจที่ลดลงของนักลงทุนรายย่อย มากกว่าเหตุการณ์อื่น ๆ เมื่อคนเริ่มหมดความเชื่อมั่นในบิตคอยน์ ก็แห่ขายออก ยิ่งทำให้ราคาตกลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้คนยิ่งหมดความสนใจและทยอยขายเพิ่ม วนเป็นลูปเชิงด้านลบไม่รู้จบ

เมื่อเข้าใจปัจจัยเหล่านี้แล้ว คำถามที่ตามมาก็คือ นี่คือโอกาสทองแบบครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะซื้อเก็บเอาไว้ หรือเป็นกับดักครั้งใหญ่ที่อาจทำให้ขาดทุนหนักกันแน่? และก่อนจะตอบคำถามนั้น Graham Staphan เขาก็ได้ชวนให้มาพิจารณาความเสี่ยงของ Bitcoin ผ่านสายตาของนักลงทุนระดับตำนานบางคนเสียก่อน

มุมมองของนักลงทุนระดับตำนานต่อ Bitcoin

หนึ่งในนักลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอย่าง Warren Buffett เคยให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับ Bitcoin เขากล่าวว่า เราไม่สามารถประเมินมูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin ได้ เพราะมัน ไม่ใช่สินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสรายได้หรือผลผลิตใด ๆ ออกมาได้ด้วยตัวมันเอง การซื้อ Bitcoin จึงเป็นแค่การหวังว่าแค่เพียงว่า จะมี “คนถัดไป” ยอมจ่ายแพงกว่าให้ก็เท่านั้นเอง และด้วยเหตุนี้ Warren Buffett จึงมองบิตคอยน์เปรียบเสมือน “ชิปสำหรับเอาไว้เล่นการพนัน” แถมยังพูดทีเล่นทีจริงด้วยว่า ต่อให้เอาบิตคอยน์ทั้งหมดในโลกมายกให้ Warren Buffett เขาก็ไม่ยอมควักเงิน $25 เพื่อซื้อมัน เลยทีเดียว

Warren Buffett ขยายความว่าหากสินทรัพย์ใดจะมีมูลค่าในตัวมันเอง สินทรัพย์นั้นต้อง “ส่งมอบ” อะไรบางอย่างให้กับคนอื่นได้ เช่น กิจการที่สร้างผลกำไร, อสังหาฯ ปล่อยให้เช่าได้ ฯลฯ

ซึ่งเงินตราที่คนยอมรับกันก็มีเพียงสกุลหลักที่ออกโดยรัฐบาล เช่น ดอลลาร์สหรัฐ โดย Warren Buffett เขากล่าวเปรียบเปรยว่าต่อให้เราลองสร้าง Buffett’s coin ขึ้นมาเอง ก็ ไม่มีเหตุผลอะไรที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะยอมให้ Buffett’s coin มาแทนที่เงินดอลลาร์ของพวกเขาอยู่ดี

มุมมองของ Warren Buffett ว่าน่าสนใจแล้ว แต่มาดู Charlie Munger หุ้นส่วนคู่ใจผู้ล่วงลับของ Warren Buffett เขากลับแสดงความรังเกียจต่อ Bitcoin ยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า Charlie Munger เคยโจมตีคริปโตอย่างรุนแรง เรียกมันว่า “ยาเบื่อหนู” ที่สักวันมูลค่ามันจะเหลือศูนย์ และบอกว่าการเล่น Bitcoin เป็นเรื่อง “บ้าบอและโง่เง่า” พร้อมตบท้ายด้วยว่าใครก็ตามที่เห็นต่างกับเขาในเรื่องนี้ก็เป็น “คนโง่” ทั้งนั้น มันสะท้อนถึงทัศนคติด้านลบแบบสุดขั้วที่ Charlie Munger มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัลนี้

แต่อย่างไรก็ดี ในขณะที่หลายคนเกลียดชังคริปโตอย่างออกหน้าออกตา ก็มีบุคคลบางกลุ่มที่ เริ่มเปลี่ยนท่าที มองบิตคอยน์ในแง่บวกมากยิ่งขึ้น ดังเช่นกรณีต่อไปนี้:

  • Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase เคยประกาศว่า Bitcoin “ไร้ค่า” และเป็น “เครื่องมือของอาชญากร” แต่ล่าสุดธนาคารของเขากลับระบุว่า Bitcoin มีเสน่ห์ในระยะยาวยิ่งกว่า ทองคำ เสียอีก
  • Ray Dalio มหาเศรษฐีนักบริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ เคยเรียก Bitcoin ว่าเป็น “ฟองสบู่” แต่ตอนนี้กลับยอมรับว่ามันคือ “สุดยอดนวัตกรรม” ทางการเงินอย่างหนึ่ง
  • Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ก่อนหน้านี้เคยมอง Bitcoin ว่าเป็น “ดัชนีชี้วัดการฟอกเงิน” แต่ล่าสุดเขายอมรับแล้วว่า Bitcoin เป็น เครื่องมือการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีศักยภาพที่จะเติบโตจน แซงหน้าอินเทอร์เน็ต ได้ด้วยซ้ำ

และด้วยกระแสความสนใจที่เปลี่ยนไปนี้ เราจึงได้เห็นนักวิเคราะห์และนักลงทุนบางรายออกมาทำนาย ราคาอนาคตของ Bitcoin กันอย่างน่าตกใจ:

  • Cathie Wood ผู้จัดการกองทุน ARK Invest ยังคงเชื่อมั่นอย่างยิ่งและได้ เพิ่มการลงทุน ใน Bitcoin ของเธอมากขึ้น
  • Michael Saylor ก็ยังยืนกรานความคิดเดิมว่า สักวันหนึ่งราคา Bitcoin จะพุ่งถึง $10 ล้านดอลลาร์ต่อเหรียญ ได้
  • Robert Kiyosaki นักเขียนชื่อดัง เจ้าของผลงาน Rich Dad, Poor Dad ก็เผยว่าตน ถือเงินสดเตรียมไว้พร้อมที่จะซื้อบิตคอยน์เพิ่ม ทันทีเมื่อเห็นโอกาส

อย่างไรก็ตาม Graham Stephan เตือนว่าการดิ่งของราคาบิตคอยน์ในครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่การปรับฐานธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของขาลงที่ใหญ่และยาวนานกว่าที่คาด ก็เป็นได้ โดยนักวิเคราะห์บางรายจาก Stifel คาดการณ์ว่าราคาบิตคอยน์อาจลงไปลึกถึงระดับ $38,000 ต่อเหรียญ ในขณะที่ในอดีต ราคาบิตคอยน์เคยร่วงหนัก 75-90% จากจุดสูงสุดมาแล้วทุกรอบ และในตอนนี้ก็มีบางกระแสเชื่อว่า ราคาอาจดีดกลับไป $50,000 ในเวลาไม่นาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ ณ ขณะนี้เต็มไปด้วย มุมมองที่แตกต่างสุดขั้ว ทั้งฝั่งที่กลัวจะลงหนักกว่าเดิมและฝั่งที่ยังเชื่อมั่นว่าราคาของบิตคอยน์จะฟื้นแรงกลับคืนมา

วัฏจักรของ Bitcoin: บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

Graham Stephan เริ่มต้นส่วนนี้ด้วยการชวนมองภาพใหญ่ ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา แม้บิตคอยน์จะผ่านการเทขายรุนแรงแบบไม่คาดฝันมาหลายครั้ง แต่ ราคาของมันโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้นถึง 67% ในช่วงห้าปีให้หลัง และหากนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 (ช่วงก่อนวิกฤตโควิด) เป็นต้นมา ราคาบิตคอยน์ก็ยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 500% เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม Graham Stephan เตือนว่าเราต้องไม่ลืมว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและผันผวนมาก เงินลงทุนเกือบทั้งหมดของเราสามารถหายวับไปภายในเวลาไม่กี่ปีนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เมื่อพูดถึงในตลาดบิตคอยน์ โดยจะเห็นได้จากตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีต เช่น:

  • ปี 2011 ราคาร่วงลง 99% (หลังเกิดเหตุ Mt. Gox ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายคริปโตเจ้าใหญ่ของยุคนั้นถูกแฮ็ก)
  • สิงหาคม 2012 ราคาร่วง 56%
  • เมษายน 2013 ราคาร่วง 83%
  • ปี 2018 ราคาร่วง 83%
  • มีนาคม 2020 ราคาร่วง 50%
  • ปี 2021 ราคาร่วง 50%
  • ปี 2022 ราคาร่วง 74%

จะเห็นได้ว่ามันกลายเป็น เรื่องปกติของบิตคอยน์ ไปแล้วที่ราคาจะพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างรวดเร็ว จนทุกคนกลัวตกรถ รีบแห่ซื้อเพราะคิดว่าต้องรวยทันที แล้วจากนั้นก็ ทรุดฮวบราว 80% ทำให้นักลงทุนจำนวนมากสูญเงินก้อนโต

แน่นอนว่า เพียงเพราะอดีตทุกครั้ง Bitcoin สามารถฟื้นกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ ก็ ไม่ได้การันตีว่ารอบนี้จะเป็นเหมือนเดิมอีก มันมีโอกาสเสมอที่ “ครั้งนี้จะแตกต่างออกไป” ก็เป็นได้

กระนั้น จากประสบการณ์ส่วนตัวของ Graham Stephan เอง เขาเล่าว่า ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาเขาเห็นวัฏจักรของ Bitcoin ซ้ำรอยเดิมมาหลายต่อหลายครั้ง

ทั้งนี้ พฤติกรรมในลักษณะ “วัฏจักร 4 ปี” หรือ 4-year cycle ของบิตคอยน์ถือว่ามองเห็นได้ชัดพอสมควรในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยวัฏจักรมันจะเริ่มจาก ช่วงสะสมซื้อของถูก (Accumulation) ต่อด้วย ราคาค่อย ๆ ไต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็เกิด ภาวะฟองสบู่ ราคาพุ่งทะยานแบบพาราโบลา สุดท้าย ราคาก็ทรุดลงกว่า 80% และทุกอย่างก็วนกลับเข้าสู่ จุดเริ่มต้นของรอบใหม่ อีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุนและมุมมองส่วนตัวของ Graham Stephan

เพื่อเตรียมรับมือความผันผวนที่เกิดขึ้น Graham Stephan ได้แบ่งปันแนวทางและปรัชญาการลงทุนของตัวเขาเอง พร้อมทั้งไขข้อข้องใจในประเด็นที่หลายคนกังวล:

ก่อนอื่น Graham Stephan เขาอยากชี้แจง ข่าวลือเรื่อง Michael Saylor และบริษัท Strategy ที่มีคนกลัวว่าการขาดทุนของพวกเขาในครั้งนี้อาจหนักจนโดนบังคับขายบิตคอยน์จนตลาดพังพินาศนั้น โดย Graham Stephan ยืนยันว่า Michael Saylor ไม่มีทางโดนบังคับขายสินทรัพย์ (liquidate) โดยอัตโนมัติ อย่างที่กังวลกัน เพราะปัจจุบันบริษัท Strategy ของ Michael Saylor ถือครองบิตคอยน์อยู่ประมาณ 3.4% ของทั้งตลาด (ราว ๆ 713,502 BTC) ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล แน่นอนว่าหากเขาถูก force sell ขายเหรียญทั้งหมดออกมาทันที ย่อมกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง แต่โมเดลการเงินที่ Michael Saylor ใช้ไม่ได้เสี่ยงถึงขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าถ้าบิตคอยน์ลงถึงระดับราคา ๆ หนึ่งแล้วเขาจะโดน margin call ต้องขายทิ้งหมด

เพราะวิธีหาเงินของบริษัทเขา ไม่ใช่การยืมเงินแบบที่ถ้าของมีค่าราคาตกแล้วต้องรีบขายทิ้งทันที

อธิบายแบบง่ายมากคือ มีคนให้ Michael Saylor ยืมเงินไปซื้อบิตคอยน์ และบอกว่า

“ไม่ต้องรีบคืนตอนนี้ก็ได้ ค่อยคืนในอีกหลายปีข้างหน้า”

และตอนถึงเวลาคืนเงิน คนที่ให้ยืมนั้น เลือกได้เอง ว่าจะเอาเงินสดหรือขอเป็นหุ้นของบริษัท Strategy แทน

เพราะเหตุนี้เอง ต่อให้ราคาบิตคอยน์ตกแรงแค่ไหน ก็ไม่มีใครมาบังคับให้ Michael Saylor ต้องขายบิตคอยน์ทั้งหมดทันที เหมือนกรณีล้างพอร์ตทั่วไป

ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ถ้าหากราคาของบิตคอยน์ไม่ขึ้นเลยนาน ๆ บริษัทอาจ ไม่มีเงินสดมากพอ และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องคืนเงินให้คนที่ให้ยืม บริษัทก็ต้องหาเงินมาใช้หนี้

โดยบริษัทอาจต้อง ขายบิตคอยน์ออกมาบางส่วน เพื่อเอาเงินสดมาใช้ แต่ Graham Stephan บอกว่า นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ และแทบไม่มีทางเกิดขึ้นถ้าสถานการณ์ยังคงปกติอยู่

ประเด็นต่อมา Graham Stephan เขากล่าวถึง ความกังวลเรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computing) ที่บางคนกลัวว่าอาจทรงพลังพอจะเจาะระบบการเข้ารหัสของ Bitcoin จนทำให้เครือข่ายล่มสลาย ซึ่ง Graham Stephan ให้ความเห็นว่า ณ ปัจจุบันควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อบิตคอยน์ในลักษณะนั้น “ยังไม่มีอยู่จริง” และถึงเทคโนโลยีจะพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาในอนาคต Bitcoin ก็สามารถ อัปเกรดโปรโตคอลให้ต้านทานควอนตัมคอมพิวเตอร์ ได้หากจำเป็น ดังนั้น เรื่องนี้จึงยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลในระยะใกล้ (แม้อนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้า หากเครือข่ายหยุดนิ่งไม่พัฒนาก็อาจกลายเป็นปัญหาได้ แต่ยังเร็วไปที่จะกังวลตอนนี้)

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุนส่วนตัว Graham Stephan ระบุว่าโดยส่วนตัวแล้ว เขายินดีถือบิตคอยน์ ผ่านกองทุน Bitcoin ETF ในสัดส่วนราว ๆ 5-10% ของพอร์ตการลงทุน โดยใช้เงินที่ ตนไม่จำเป็นต้องใช้ และ ยอมรับความเสี่ยงได้แม้ราคามันจะตกลงไป 80% โดยเขากล่าวตามตรงว่าถ้าบิตคอยน์ลงหนักขนาดนั้นจริงก็คงรู้สึกแย่ แต่เขาก็ปฏิบัติกับ Bitcoin เหมือนการลงทุนอื่น ๆ คือ ทยอยซื้อแบบเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (dollar-cost averaging) อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลงก็ซื้อเก็บต่อไป และถ้าอนาคตมันราคาสูงขึ้นก็ถือว่าได้กำไร เขาใช้แนวทางนี้มาตั้งแต่ปี 2017 และ ไม่ปล่อยให้ความผันผวนในช่วงระยะสั้น ๆ มาทำให้ตื่นตระหนกขายทิ้ง แต่อย่างใด

Graham Stephan ตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา Bitcoin มักทำได้ไม่ดีนักในช่วงที่ตลาดการเงินโลกโดยรวมตกต่ำ หรือเศรษฐกิจมีความเสี่ยงชะลอตัว ดังนั้นเขาจึง ไม่คิดว่าบิตคอยน์จะเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” แบบทองคำ ที่ราคาจะขึ้นสวนทางเวลามีวิกฤต แต่ในขณะเดียวกัน เขาพบว่าเมื่อใดก็ตามที่คนส่วนใหญ่หมดหวังกับบิตคอยน์ และคิดว่าครั้งนี้มันคงไม่ฟื้นแล้ว นั่นกลับเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจในการเข้าซื้อสะสมเพิ่ม โดยอ้างอิงจากประวัติของบิตคอยน์ที่ผ่านมาในอดีต

โดยเขาเล่าว่าจากที่สังเกตมา นักลงทุนกลุ่มเดียวที่ทำกำไรจากบิตคอยน์ได้อย่างสม่ำเสมอ ก็คือกลุ่มที่ ซื้อสะสมระยะยาวโดยไม่ใส่ใจกับความผันผวนในระยะสั้น พวกเขา เก็บรักษาบิตคอยน์เอาไว้นอกกระดานเทรด ไม่เก็บไว้ใน Exchange ที่เสี่ยงโดนแฮ็กหรืออายัด และ ถือครองผ่านตลาดขาลงอันยาวนานได้ โดยทยอยขายทำกำไรเล็กน้อยตามความจำเป็น กลยุทธ์นี้อาจฟังดูธรรมดาและน่าเบื่อ แต่เห็นผลได้จริง คนกลุ่มนี้ ไม่เทหมดหน้าตัก ไม่เล่นพนันด้วยเงินที่ตัวเองจะเดือดร้อนหากเสียไป และไม่ให้อารมณ์ความโลภและความกลัวมาครอบงำ พวกเขาแค่ ซื้อเพิ่มเมื่อมีโอกาสและถือไปเรื่อย ๆ ก็เท่านั้นเอง

ด้วยแนวคิดนี้ Graham Stephan จึงลงทุนเพียงเล็กน้อยใน Bitcoin ETF โดยวางใจไว้แต่แรกว่า วันข้างหน้าราคาของ Bitcoin อาจขึ้นไปเป็นล้านดอลลาร์ต่อเหรียญ หรืออาจเหลือแค่หนึ่งดอลลาร์ก็ได้ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดแบบไหนเขาก็รับได้ทั้งนั้น ซึ่งวิธีนี้ทำให้เขาได้ประโยชน์สองต่อ อย่างแรกถ้าราคาพุ่งขึ้นเขาก็ได้กำไร แต่ ถ้าทุกอย่างล่มสลาย เขาก็ขาดทุนจำกัดอยู่แค่เงินส่วนน้อยนั้นที่คิดเป็นเพียง 5-10% ของพอร์ทการลงทุน เพราะไม่ได้ลงเงินทั้งหมดไปกับมัน

Graham Stephan ฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้อีกข้อว่า “อย่าซื้อบิตคอยน์เพียงเพราะกระแส และอย่าขายเพราะความกลัว” เพราะทุกครั้งที่ตัวของเขาเองรู้สึกตื่นเต้นกลัวพลาดโอกาส (FOMO) และคิดว่า “โอ้โห ราคาพุ่งแรงมาก คราวนี้ฉันต้องรีบซื้อแล้วมั้งเนี่ย” เขาก็พบว่าช่วงเวลานั้นมักเป็น ช่วงที่ไม่ควรเข้าไปซื้ออย่างยิ่ง ในทางกลับกัน ทุกครั้งที่เขารู้สึก หวาดวิตกสุด ๆ โดยคิดว่าเวลานี้ “เราควรรีบขายดีไหม? มันคงจะร่วงต่อหนักแล้วและครั้งนี้น่าจะไปไม่รอดจริง ๆ” ปรากฏว่าในประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ช่วงเวลาแบบนั้นมักเป็นจังหวะที่ดีในการซื้อเพิ่ม เพราะหลังจากนั้นราคามักจะหยุดตกและฟื้นตัวในที่สุด

ตลอด 10 ปีที่เขาคลุกคลีกับตลาดบิตคอยน์มา Graham Stephan บอกว่า เขาได้ยินคำพูดว่า “คราวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว” มาทุกครั้งที่บิตคอยน์ตกหนัก ซึ่งมันก็จริงที่ ทุกความพังทลายแต่ละครั้งล้วนมีเหตุผลเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน ไม่มีวิกฤตครั้งไหนที่เหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่จนถึงตอนนี้ เราก็ยังเห็นวัฏจักรแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เพราะเมื่อราคาของบิตคอยน์ตกหนักก็มักตามมาด้วยข่าวร้ายสารพัดและบรรยากาศที่สิ้นหวัง และช่วงนี้ราคาบิตคอยน์ก็จะนิ่งเฉยไม่ไปไหนเป็นเวลานานหลังตกลงมากว่า 80% จากนั้นอยู่ ๆ ก็จะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นที่จุดประกายให้มันกลับมาเป็นขาขึ้นใหม่อีกครั้ง วนไปเช่นนี้

แน่นอน ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าอนาคตจะเป็นเหมือนอดีตทุกครั้ง แต่ความจริงก็คือคุณจะไม่มีวันได้รับรางวัลใหญ่จากการลงทุนโดยปราศจากความผันผวนมหาศาล โอกาสที่คุณจะทำกำไรได้มากก็มาคู่กับโอกาสที่คุณจะขาดทุนหนักพอ ๆ กัน นี่คือ ข้อแลกเปลี่ยนที่นักลงทุนในบิตคอยน์ต้องเข้าใจและยอมรับมัน เพราะเราประเมินมูลค่าที่แท้จริงของมันแทบไม่ได้ มันไม่สร้างกระแสเงินสดใด ๆ และก็ไม่มีอะไรรับรองว่าวัฏจักรถัดไปของมันจะเป็นเหมือนที่เราเคยเห็นมา อนาคตของบิตคอยน์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง ทั้งต้องได้การสนับสนุนหรือมีการควบคุมโดยภาครัฐ เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้มันยังมีบทบาทสำคัญ และการที่มันจะปรับตัวเข้ากับระบบการเงินกระแสหลัก ที่ยังคงพัฒนาเปลี่ยนแปลงต่อไปได้หรือไม่

ดังนั้น หากคุณจะลงทุนในบิตคอยน์ แนวทางที่ Graham Stephan มองว่า สมเหตุสมผล ก็คือ

  • ให้ทำการจัดสรรเงินลงทุนในสัดส่วนเล็กพอ จนความผันผวนใด ๆ จะ ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ของคุณ
  • ให้ทำใจไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่าหากราคาดิ่งลงหนัก มันอาจกินเวลานานหลายปีและมันจะเป็นช่วงเวลาที่ชวนให้อึดอัดใจอย่างยิ่ง
  • จงอย่าฝากความหวังให้บิตคอยน์ทำหน้าที่ในสิ่งที่มันยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเองได้ เช่น คิดว่ามันจะป้องกันความเสี่ยงในช่วงเศรษฐกิจถดถอยได้ ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานมารองรับ

บิตคอยน์นั้น ถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ประเภทเติบโตสูง แต่มันไม่ใช่ทางลัดสู่ความร่ำรวย และ ไม่สามารถทดแทนการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ดั้งเดิมได้ อีกทั้ง มันไม่ใช่สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความมั่งคั่ง ในระยะยาวด้วย

สุดท้าย Graham Stephan สรุปหลักการของเขาเอาไว้ว่า:

  • วินัยในการลงทุน สำคัญยิ่งกว่า ความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในตัวสินทรัพย์
  • การกำหนดขนาดเงินลงทุนที่เหมาะสมนั้น สำคัญกว่า การตั้งเป้าราคาสูง ๆ ในใจ
  • ความสม่ำเสมอในการลงทุน สำคัญกว่า การพยายามจับจังหวะตลาด

หากยึดหลักการเหล่านี้แล้ว ผลลัพธ์ออกมาดี ความอดทนก็จะได้รับรางวัลตอบแทน แต่ถ้า ผลลัพธ์ไม่เป็นดังที่หวัง คุณก็ยังจำกัดความเสี่ยงการขาดทุนของตัวเองไว้ได้ โดยเขายอมรับว่าแนวทางนี้อาจไม่เร้าใจหวือหวาเหมือนการพนันหรือการเสี่ยงโชค แต่เขาเชื่อว่านี่คือวิธีที่ จะทำให้นักลงทุนอยู่รอดในเกมได้นานพอจนการลงทุนของตนมีโอกาสงอกเงยและคุ้มค่าในที่สุด

Resources

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *