Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

EconomyInterview

ทุกวิกฤตคือหนังเรื่องเดิม บทเรียนปี 1929 ที่หนี้คือตัวการของทุกการล่ม | Ray Dalio x Andrew Ross Sorkin

วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ของโลก ตั้งแต่ปี 1873 ปี 1907 ปี 1929 ปี 1990 จนถึงปี 2008 Ray Dalio บอกว่ามันไม่ต่างอะไรกับการนั่งดูหนังเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา เปลี่ยนไปแค่เสื้อผ้าของตัวละคร ชื่อคน และเทคโนโลยีที่ใช้ แต่โครงเรื่องข้างในยังเป็นเรื่องเดิมทุกครั้ง แล้วโครงเรื่องเดิมนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง และวันนี้ ในยุคที่ทั้งโลกพูดถึง AI เรามีครบกี่อย่างแล้ว

ลองนึกภาพตัวเองอยู่ในอเมริกาเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ร้านโบรกเกอร์ผุดขึ้นตามหัวมุมถนนเหมือนร้านกาแฟ Starbucks ในวันนี้ คุณเดินเข้าไป วางเงินลงบนโต๊ะแค่ 1 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 34 บาท แล้วทางร้านก็พร้อมจะให้คุณยืมเงินเพิ่มอีก 10 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 340 บาท เพื่อเอาไปซื้อหุ้น ซึ่งนั่นคือบรรยากาศของตลาดหุ้นอเมริกา ก่อนจะเกิดการล่มสลายครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีทในปี 1929

และในบทสนทนานี้ Ray ชี้ว่า ฟองสบู่ทุกลูกที่เขาเคยศึกษามา ตั้งแต่ฟองสบู่ทะเลใต้ในอังกฤษจนถึงปี 2008 มีส่วนผสมชุดเดียวกันซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งส่วนผสมชุดนั้น Ray กับ Andrew ค่อย ๆ แกะออกมาทีละชิ้น จากตัวละครจริงในปี 1929

Ray Dalio × Andrew Ross Sorkin คือใคร

บทสนทนานี้มาจากช่อง YouTube ของ Ray Dalio เอง ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ที่เป็น Hedge Fund หรือกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นเจ้าของหนังสือ Principles กับ How Countries Go Broke ที่ศึกษาวัฏจักรหนี้ย้อนหลังไปหลายร้อยปี ซึ่งรอบนี้ Ray ไม่ได้เป็นคนถูกสัมภาษณ์ แต่สลับมานั่งเก้าอี้คนถามเอง

ส่วนแขกของเขาคือ Andrew Ross Sorkin คอลัมนิสต์สายการเงินของ The New York Times ผู้ก่อตั้ง DealBook และพิธีกรร่วมรายการ Squawk Box ทางช่อง CNBC ซึ่งเคยเขียนหนังสือ Too Big to Fail ที่เล่าเบื้องหลังวิกฤตการเงินปี 2008 มาแล้ว และล่าสุดเขาได้ออกหนังสือเล่มใหม่ชื่อ 1929 ที่เล่าเบื้องหลังการล่มสลายครั้งใหญ่ที่สุดของวอลล์สตรีท และการที่มันทำให้ทั้งประเทศแตกสลาย

(บริบทเพิ่มเติมจากผู้เรียบเรียง) ข้อมูลประกอบระบุว่า หนังสือเล่มนี้วางแผงเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2025 โดยสำนักพิมพ์ Viking และ Andrew ใช้เวลาค้นคว้าและเขียนอยู่ราว 8 ปี

ซึ่งในบทสนทนานี้ ทั้งสองคนเดินกันคนละเลนอย่างน่าสนใจ Andrew ถนัดเล่าเรื่องคน ส่วน Ray ถนัดแกะกลไก ดังนั้นหลายครั้งที่ Andrew เล่าถึงตัวละครในปี 1929 Ray จะ “กดกริ่ง” ขัดขึ้นมาทันที แล้วชี้ว่าเรื่องนั้นคือส่วนผสมชิ้นไหนของฟองสบู่ ไปฟังกันเลยครับ

ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำ แต่มันสัมพันธ์กัน

Ray เปิดวงด้วยการบอก Andrew ว่าเขาเพิ่งอ่านหนังสือเล่มนี้จบ และคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก เป็นเรื่องเล่าที่ทั้งสนุกและให้ความรู้ไปพร้อมกัน ซึ่ง Ray สังเกตว่า Andrew เคยเขียนเรื่องปี 2008 มาแล้ว และตอนนี้ก็มาเขียนเรื่องปี 1929 ต่อ ดังนั้นเขาน่าจะเชื่อเหมือนกันว่าประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน หรือที่ฝรั่งพูดกันว่า History Rhymes นั่นก็คือเหตุการณ์ไม่ได้ซ้ำเดิมเป๊ะ แต่จังหวะของมันคล้ายกันจนจับได้

สิ่งที่ Ray อยากคุยจึงไม่ใช่แค่ว่ามันสัมพันธ์กันตรงไหน แต่คือความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่อยู่ข้างใต้ และบทเรียนที่เราควรได้ออกมา แต่เพราะ Andrew เป็นคนเล่าเรื่อง Ray จึงเสนอให้เริ่มจากตัวละครก่อน โดยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตัวละครหลายคนในหนังสือเล่มนี้ ดูคล้ายกับคนในยุคปัจจุบันอยู่ไม่น้อย

Andrew ยอมรับตรง ๆ ว่าตอนเริ่มทำหนังสือ เขาไม่ได้คิดเลยว่ามันจะคล้ายกับยุคนี้ เขาคิดว่ากำลังเขียนถึงช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ระหว่างที่ขุดเอกสารในหอจดหมายเหตุ อ่านบันทึกส่วนตัว จดหมาย และบันทึกคำพูดของคนในยุคนั้น เขาก็เริ่มนึกในใจว่า คนนี้เหมือนคนนั้นในวันนี้เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจ และยังมีการตัดสินใจเชิงนโยบายอีกหลายอย่าง ที่ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็สะท้อนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ด้วย

Ray เสริมว่าเขาเคยอ่านงานของนักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่บอกว่า สถานการณ์ของยุคสมัยเป็นตัวสร้างตัวละครขึ้นมา ดังนั้นช่วงเวลาที่คล้ายกัน ก็มักจะดึงตัวละครแบบเดียวกันออกมาด้วย ซึ่งภาพที่ติดตา Ray ในหนังสือก็คือ กลุ่มคนวงในกลุ่มเล็ก ๆ ที่มารวมตัวกันกับ Thomas Lamont แล้วนั่งคุยกันว่าจะจัดการกับสถานการณ์อย่างไร ซึ่ง Ray มองว่าแบบนี้ก็กำลังเกิดขึ้นในวันนี้เหมือนกัน เขาจึงชวน Andrew ไล่ตัวละครทีละคน

Charlie Mitchell กับร้านโบรกเกอร์ทุกหัวมุมถนน

ตัวละครหลักคนแรกที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้คือ Charles Mitchell หรือที่คนเรียกกันว่า Charlie Mitchell เขาบริหารธนาคารชื่อ National City Bank ซึ่งภายหลังกลายมาเป็น Citigroup ในวันนี้ และคนในยุคนั้นตั้งฉายาให้เขาว่า Sunshine Charlie

Andrew บอกว่าในยุคนั้น Charlie มีชื่อเสียงพอ ๆ กับ Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase ในวันนี้ เขาขึ้นปกนิตยสาร ซึ่งยุค 1920s เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่ผู้บริหารสายการเงินได้ขึ้นปกนิตยสารแบบเดียวกับที่ Babe Ruth นักเบสบอลซูเปอร์สตาร์ หรือ Charles Lindbergh นักบินผู้บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เคยได้ขึ้น

หรืออีกมุมหนึ่ง Andrew มองว่า Charlie อาจจะคล้ายกับ Michael Milken ผู้สร้างตลาด Junk Bond หรือพันธบัตรผลตอบแทนสูง ที่เปลี่ยนวิธีการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจบางกลุ่มไปทั้งวงการ เพียงแต่สิ่งที่ Charlie ปฏิวัติคือสินเชื่อของคนธรรมดา เพราะเขาทำให้คนทั่วไปซื้อหุ้นด้วยเงินกู้ หรือที่เรียกว่าการซื้อแบบ Margin ได้เป็นครั้งแรก เขาจึงเป็นคนที่เปลี่ยนเกมทั้งเกม

ผลที่ตามมาก็คือ จู่ ๆ ร้านโบรกเกอร์ก็ผุดขึ้นตามหัวมุมถนนในเมืองต่าง ๆ เหมือนร้าน Starbucks ซึ่งที่เป็นแบบนั้นได้ก็เพราะ Charlie กับ National City และธนาคารอื่น ๆ เริ่มปล่อยเงินกู้ออกมามหาศาล ถึงขั้นที่คุณเดินเข้าไปวางเงิน 1 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 34 บาท แล้วเขาก็ให้คุณยืมได้อีก 10 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 340 บาท

ถึงตรงนี้ Ray ขอกดกริ่งเป็นครั้งแรก เขาบอกว่าห้ามใจตัวเองไม่ไหว เพราะมันชี้ไปที่ส่วนผสมของฟองสบู่พอดี ส่วนผสมแรกก็คือ สินเชื่อจำนวนมากที่หาได้ง่าย ซึ่งมาพร้อมกับภาพของประชาชนทั่วไปที่แห่กันเข้ามาเพราะตื่นเต้นกับมันสุด ๆ ซึ่ง Ray บอกว่าระหว่างที่ Andrew เล่าเรื่อง เขาจะคอยกดกริ่งแบบนี้เป็นระยะ แล้วแปะป้ายว่าแต่ละเรื่องคือส่วนผสมไหน

Andrew ตอบรับทันที เพราะนี่คือเหตุผลที่เขาอยากคุยกับ Ray ตั้งแต่แรก ในเมื่อ Ray ศึกษาประวัติศาสตร์มานาน และคิดเรื่องระบบใหญ่กับวัฏจักรต่าง ๆ ว่ามันมาประกอบกันได้อย่างไร

Carter Glass คนที่เตือนแต่ไม่มีใครฟัง

แต่ในเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่คนที่เร่งเครื่อง ตัวละครหลักอีกคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Charlie Mitchell คือ Carter Glass ซึ่งชื่อของเขาอาจจะคุ้นหู เพราะเป็นที่มาของกฎหมาย Glass-Steagall ที่ Andrew บอกว่าเป็นกฎหมายที่ท้ายที่สุดแล้วผ่าแยกธนาคารออกจากกันในปี 1933 นั่นก็คือแยกธนาคารที่รับฝากเงินจากประชาชน ออกจากธุรกิจวาณิชธนกิจที่ค้าขายหลักทรัพย์

Carter Glass เป็นวุฒิสมาชิกจากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่ง Andrew เปรียบว่าเขาน่าจะเป็น Elizabeth Warren ของยุคนั้น หรือวุฒิสมาชิกหญิงในวันนี้ที่ชอบจี้ธนาคารใหญ่ เพราะ Glass ก็เป็นคนที่ยืนฝั่งอยากคุมธนาคารใหญ่ให้เข้มงวด โดยตลอดช่วงปลายทศวรรษ 1920s เขาออกมาโจมตีต่อหน้าสาธารณะซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า Mitchellism หรือลัทธิแบบ Charlie Mitchell

เหตุผลก็คือ Glass เชื่อว่า Charlie กำลังจะพลิกคว่ำเศรษฐกิจทั้งประเทศ เพราะปล่อยกู้มากเกินไป และสร้างการเก็งกำไรขึ้นมาในตลาด ซึ่งเขามองว่าอันตรายมาก Andrew จึงเรียก Glass ว่าเป็น Cassandra ในห้อง ซึ่งในตำนานกรีก Cassandra คือคนที่มองเห็นหายนะล่วงหน้า แต่ไม่มีใครเชื่อเธอเลย

Ray แทรกขึ้นมาอีกครั้ง เพราะนี่คืออีกหนึ่งฉากที่เกิดซ้ำทุกยุค นั่นก็คือจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากออกกฎคุม และอีกกลุ่มที่อยากปล่อยให้มันวิ่งไปเอง ซึ่ง Ray บอกว่ามันคล้ายกับวันนี้ และคล้ายกันมาตลอดประวัติศาสตร์ แล้วก็ส่งไม้ให้ Andrew เล่าต่อ

John Raskob คนที่ทำให้อเมริกาเลิกกลัวหนี้

แต่คนที่ทำให้การเป็นหนี้กลายเป็นเรื่องปกติของคนทั้งประเทศ ไม่ได้มีแค่นายธนาคาร ตัวละครถัดมาคือคนที่ Andrew มองว่าเป็น Elon Musk ของคนรุ่นนั้น ชื่อของเขาคือ John Raskob ผู้บริหารคนสำคัญของ General Motors ซึ่ง Andrew บอกว่าเขาคือคนที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้สินเชื่อกลายเป็นเรื่องปกติของคนอเมริกันทั้งประเทศ

ก่อนปี 1919 คนอเมริกันส่วนใหญ่มองว่าการเป็นหนี้คือบาปทางศีลธรรม การกู้เงินซื้อบ้านหรือการใช้สินเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่คนจะทำกันด้วยความเต็มใจ แต่ Raskob อยู่ที่ General Motors และเขาต้องขายรถให้ได้มากขึ้น ดังนั้นเขาจึงสร้างบริษัทปล่อยสินเชื่อขึ้นมา เพื่อให้คนกู้เงินไปซื้อรถได้

(บริบทเพิ่มเติมจากผู้เรียบเรียง) ข้อมูลประกอบจากประวัติของบริษัทระบุว่า บริษัทที่ว่านี้ก็คือ GMAC ซึ่งในวันนี้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Ally Financial

พอ General Motors ทำแบบนี้ บริษัทอื่นก็ทำตาม อย่าง Sears Roebuck ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ก็เอาไปใช้กับการขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และ Charlie Mitchell ก็เอาไปใช้กับหุ้นอย่างที่เล่าไปแล้วนั่นเอง ดังนั้นสินเชื่อที่เริ่มจากรถยนต์ จึงลามไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และจบที่ตลาดหุ้น

จากนั้น Raskob ก็ใช้ทั้งตำแหน่งและความมั่งคั่งของตัวเอง ขยับไปเป็นนักลงทุนรายใหญ่ และกระโดดเข้าสู่การเมือง เขาเอาเงินไปสนับสนุน Al Smith ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ที่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1928 แข่งกับ Herbert Hoover ซึ่ง Al Smith แพ้ และ Hoover ก็ได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 31 ของสหรัฐฯ และ Andrew เล่าว่าหลังจากนั้น Raskob ก็ทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อพยายามทำลายชื่อเสียงของ Hoover

แต่ที่น่าสนใจคือ Raskob ยังสร้างสิ่งที่ Andrew เรียกว่า SpaceX ของยุคนั้นขึ้นมาด้วย นั่นก็คือตึก Empire State Building และเขายังเป็นเหมือนนักปราชญ์ประจำยุค ถึงขั้นเสนอให้คนอเมริกันทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน ในยุคที่ทุกคนยังทำงานกัน 6 วัน ขนาดตลาดหุ้นยังเปิดวันเสาร์ด้วย

Raskob อยู่ทุกที่และเกี่ยวกับทุกเรื่อง เขามีลูกถึง 13 คน และเป็นคนที่ผู้คนวิ่งเข้าหาตลอดเวลา และเขามีวลีประจำตัวว่า Everybody Ought to Be Rich หรือทุกคนควรจะรวย ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเกือบจะตั้งสิ่งที่เทียบได้กับกองทุนรวมที่ใช้เงินกู้กองแรกขึ้นมาด้วย

Andrew สรุปว่า Raskob เกือบจะเปลี่ยนความฝันแบบอเมริกันไปทั้งหมด ก่อนยุค 1920s ความฝันแบบอเมริกันคือเรื่องเล่าแบบในนิยายของ Horatio Alger นักเขียนชื่อดังของอเมริกาในยุค 1800 นั่นก็คือเด็กยากจนที่ไต่เต้าจนมีฐานะด้วยความขยันและความซื่อสัตย์ แต่ในยุค 1920s ความฝันนั้นกลายเป็นจินตนาการแบบรวยทางลัด ซึ่ง Andrew มองว่าก็คล้ายกับหน้าตาของความฝันในวันนี้อยู่บ้าง

ยุคแห่งปาฏิหาริย์ และส่วนผสม 3 อย่างของฟองสบู่

แต่สินเชื่อกับคนที่แห่เข้ามายังไม่ใช่ภาพทั้งหมด ดังนั้น Ray จึงขอใส่ชิ้นส่วนของเขาเข้าไป เพราะยังมีส่วนผสมสำคัญอีกตัวที่ยังไม่ถูกพูดถึง นั่นก็คือ ทุกฟองสบู่จะมีปาฏิหาริย์ทางเทคโนโลยีชิ้นใหม่ที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง และมันก็เป็นปาฏิหาริย์ที่น่าทึ่งจริง ๆ ด้วย

Ray ไล่ให้ฟังทีละอย่าง อย่างแรกคือรถยนต์ ที่ Andrew พูดถึงไปแล้วคู่กับสินเชื่อ ในยุคที่ยังไม่มีรถ แต่ทุกคนกำลังจะได้มีรถเป็นของตัวเอง มีรถ Model T ของ Ford มี General Motors อย่างที่สองคือไฟฟ้า ในยุคที่ผู้คนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ แล้วกำลังจะมี จึงเกิด General Electric ขึ้นมา และกลายเป็นหุ้นร้อนแรงที่สุดตัวหนึ่ง

อย่างที่สามคือการสื่อสาร ในยุคที่ยังไม่มีอะไรเลย ก็มีวิทยุเกิดขึ้น และเริ่มมีแนวคิดเรื่องโทรทัศน์ ลองนึกดูว่าการสื่อสารแบบนั้นจะเปลี่ยนโลกขนาดไหน ซึ่งนั่นคือที่มาของหุ้น RCA และ Andrew เสริมทันทีว่า RCA ก็คือ Nvidia ของยุคนั้น และเป็นหุ้นซิ่งหรือ Meme Stock ของยุคนั้นด้วย

อย่างที่สี่คือการบิน ในยุคที่ยังไม่มีเครื่องบินโดยสาร แล้วกำลังจะมี และอย่างที่ห้าคือภาพยนตร์ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จนหุ้นอย่าง Fox กับ Warner Brothers กลายเป็นหุ้นร้อนแรง ซึ่ง Ray มองว่าปาฏิหาริย์ในยุคนั้นน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าสิ่งที่เราเห็นในวันนี้เสียอีก

ดังนั้นถ้าคุณมองเห็นปาฏิหาริย์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ไฟฟ้า วิทยุ เครื่องบิน รถยนต์ มันก็สมเหตุสมผลที่หุ้นของปาฏิหาริย์เหล่านั้นจะกลายเป็นหุ้นปาฏิหาริย์ไปด้วย และในเมื่อคุณซื้อทั้งหมดนั้นด้วยเงินกู้ได้ Ray จึงถามว่ามันก็ฟังดูมีเหตุผลไม่ใช่หรือ

Andrew เห็นด้วยว่าปาฏิหาริย์เหล่านั้นคือเหตุผลที่ศตวรรษที่ 20 กลายเป็นศตวรรษของอเมริกา โดยไม่ต้องสงสัยเลย แต่ปัญหาคือมันหลุดการควบคุม เขายกตัวเลขว่า ตั้งแต่ปี 1928 ถึงเดือนกันยายน 1929 ตลาดหุ้นอเมริกาขึ้นไปราว 90% ดังนั้นถ้าคุณซื้อหุ้นด้วยเงินกู้ หรือซื้อแบบ Margin 10 ต่อ 1 มันก็เหมือนได้เงินฟรี ๆ

Ray สรุปว่าถึงตอนนี้เรามีของสองอย่างแล้ว คือหนี้หรือสินเชื่อ กับปาฏิหาริย์ แต่สิ่งที่คนจำนวนมากมองข้ามก็คือ อะไรหลายอย่างขึ้นอยู่กับว่าหุ้นตัวนั้นราคาแพงแค่ไหนแล้ว ซึ่งในตอนนั้นหุ้นแทบทุกตัวขึ้นไปหมด จากนั้นส่วนผสมสำคัญตัวต่อไปก็จะเข้ามา นั่นก็คือเงินเริ่มตึง หรือ Tight Money

ซึ่งเงินตึงเกิดขึ้นได้จากสองทาง ทางแรกคือดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดขยับขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะอาจมีสินเชื่อในระบบมากเกินไป และทางที่สองคืออาจมีคนอยากแตะเบรกให้มันช้าลงบ้าง

(บริบทเพิ่มเติมจากผู้เรียบเรียง) ข้อมูลประกอบจากเว็บไซต์ประวัติศาสตร์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed เองระบุว่า ในเดือนสิงหาคม 1929 ธนาคารกลางสาขานิวยอร์กได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยรับช่วงซื้อลดหรือ Discount Rate ไปอยู่ที่ 6% หลังจากที่ขออนุมัติมาหลายครั้งตลอดปีนั้น

ดังนั้น Ray จึงสรุปว่า ฟองสบู่แบบคลาสสิกมีส่วนผสมสำคัญ 3 อย่าง หนึ่งคือปาฏิหาริย์ที่ทุกคนเชื่อ สองคือสินเชื่อที่ไหลเข้ามาเป็นเงินทุนให้ปาฏิหาริย์นั้น และสามคือเงินที่เริ่มตึงขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งเมื่อเขาย้อนกลับไปดูวิกฤตตื่นตระหนกปี 1907 ฟองสบู่ญี่ปุ่น และฟองสบู่อื่น ๆ ทั้งหมด ทุกลูกล้วนมีส่วนผสมเหล่านี้ แล้ว Ray ก็หันไปถาม Andrew ว่าตอนที่เขาเขียนเรื่องปี 2008 เขาก็น่าจะเห็นแบบเดียวกันใช่ไหม

Andrew ตอบว่าใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้ลองนึกถึงซับไพรม์ ซึ่งก็คือสินเชื่อบ้านที่ปล่อยให้คนที่ความสามารถในการชำระหนี้ต่ำ เพราะซับไพรม์ก็คือเวอร์ชันปี 2008 ของการซื้อหุ้นด้วย Margin ในปี 1929 และในตอนนั้นตลาดบ้านก็ร้อนไปทุกหัวระแหง

แต่ Andrew ยอมรับว่าเขาไม่เคยมองในมุมนี้มาก่อน เพราะเขามองมาตลอดว่าหนี้คือไม้ขีดไฟที่จุดไฟ แต่สิ่งที่ Ray เพิ่งพูดก็คืออีกชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือความรู้สึกว่ามีเวทมนตร์บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น จนทุกคนตื่นเต้น ซึ่งเมื่อสองอย่างนี้มารวมกัน แล้วมีใครสักคนพยายามทำลายเวทมนตร์นั้น ฟองสบู่ก็แตก และคนคนนั้นอาจจะเป็น Fed

แต่ Andrew ชี้ว่าในปี 1929 Fed ไม่ได้พยายามทำลายเวทมนตร์อย่างเต็มที่ และนั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะพวกเขาพยายามจะเหยียบเบรก แต่ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเหยียบอย่างไร และยังกังวลกับผลทางการเมืองด้วย

สุดท้ายดอกเบี้ยก็ขึ้น และฟองสบู่ก็แตก ซึ่งทั้งคู่เห็นตรงกัน และ Ray บอกว่ามันเหมือนกันกับที่ญี่ปุ่น เหมือนกับฟองสบู่ทะเลใต้หรือ South Sea Bubble ในอังกฤษ และเหมือนกับฟองสบู่ทางรถไฟในวิกฤตปี 1873 ซึ่งเขาบอกว่าตัวเขาสนใจกลไกที่อยู่ข้างใน ส่วน Andrew สนใจเรื่องเล่า แต่ทั้งสองอย่างก็ยอดเยี่ยมทั้งคู่ จากนั้นเขาก็ถามว่า เมื่อ Andrew เอาปี 2008 ปี 1929 และวันนี้มาวางเทียบกัน เขาคิดอย่างไร

โดมิโนที่ล้มต่อกัน และหนี้ที่หยุดเป็นเงิน

Andrew มองปี 1929 เป็นโดมิโนที่ล้มต่อกันเป็นแถว โดมิโนตัวแรกคือตลาดหุ้นที่ล่มเอง หรืออาจจะนับย้อนไปถึงเงินที่ตึงขึ้นเล็กน้อยซึ่งอาจนำไปสู่การล่มนั้น แต่หลังจากนั้นก็คือความผิดพลาดเชิงนโยบายต่อกันเป็นทอด ทั้งด้านการคลัง ด้านการเงิน และด้านอื่น ๆ

เขาไล่ให้ฟังว่า ประธานาธิบดี Hoover พยายามขึ้นภาษี และยังเดินหน้าตั้งกำแพงภาษีนำเข้า เพราะต้องทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับเกษตรกรตอนหาเสียงเลือกตั้งครั้งแรก ในขณะที่ Fed ก็ไม่ได้อัดเงินเข้าระบบ และยังมี Andrew Mellon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในตอนนั้นอีก ซึ่ง Ray แทรกขึ้นมาว่า จนกระทั่งสุดท้าย Fed ก็อัดเงินเข้าไปจริง ๆ ซึ่ง Andrew ก็รับว่าใช่ จนกระทั่งสุดท้ายก็ทำ

แต่ประเด็นของ Andrew คือ เราเดินทางจากปี 1929 มาถึงปี 1932–1933 ที่คนอเมริกันตกงาน 25% และธนาคารล้มไปแล้วรวมราว 9,000 แห่งได้อย่างไร ซึ่งคำตอบของเขาก็คือ มันคือโดมิโนของการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงเรียงต่อกันทีละตัว

Ray ตอบว่าสำหรับเขา มันเกิดขึ้นแบบเดียวกันทุกครั้ง เริ่มจากฟองสบู่ หนี้ และทุกอย่างที่คุยกันมา จากนั้นในแบบคลาสสิกที่สุดก็คือเงินเริ่มตึง และต่อมาหนี้ก็หยุดทำหน้าที่เป็นเงิน ดังนั้นจากปี 1929 ที่ฟองสบู่แตก ทุกอย่างก็ไหลลงไปจนถึงเดือนมีนาคม 1933

ซึ่งกลไกที่ Ray อธิบายคือแบบนี้ ในตอนนั้นมีหนี้อยู่มหาศาล และหนี้ก็คือคำสัญญาว่าจะส่งมอบเงิน ซึ่งเงินในยุคนั้นผูกอยู่กับทองคำ นั่นก็คือคำสัญญาทุกใบในระบบสุดท้ายแล้วคือสัญญาว่าจะจ่ายเป็นทองคำ ซึ่งคำสัญญาในระบบมีมากเกินกว่าทองที่มีอยู่จริง

ดังนั้น Franklin Roosevelt ประธานาธิบดีคนถัดจาก Hoover จึงขึ้นออกอากาศทางวิทยุ ซึ่ง Ray เทียบว่าเหมือนกับที่ประธานาธิบดี Richard Nixon ขึ้นออกโทรทัศน์ในปี 1971 แล้วบอกกับประชาชนโดยสรุปว่า เราจะไม่จ่ายเป็นทองให้คุณแล้ว จากนั้นก็ตามมาด้วยการผ่อนคลายทางการเงินครั้งใหญ่ หรือ Monetary Easing ซึ่งก็คือการลดดอกเบี้ยและอัดฉีดเงินเข้าระบบ ให้เงินหาได้ง่ายขึ้น ซึ่ง Ray ชี้ว่าในทุกวัฏจักรแบบนี้ ราคาทองคำจะพุ่งทะลุเพดาน เพราะทองคือเงินทางเลือก

แต่ Ray ชี้ว่าปี 2008 มีจุดที่ต่างออกไป และจุดนั้นก็คือ Ben Bernanke ประธาน Fed ในตอนนั้น ซึ่ง Andrew รู้จักเป็นอย่างดี และเป็นนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องวิกฤตปี 1929 และ Great Depression หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่มาอย่างลึกซึ้ง ซึ่ง Ray มองว่า Bernanke บีบเส้นเวลาของวิกฤตให้สั้นลงด้วยการอัดเงินเข้าระบบ

Ray เล่าว่าปี 2008 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1933 ที่ดอกเบี้ยระยะสั้นลงไปแตะศูนย์ และเมื่อดอกเบี้ยลงต่ำกว่านั้นไม่ได้แล้ว Fed ก็เข้ามาซื้อตราสารหนี้จำนวนมาก นั่นก็คือเริ่มเปลี่ยนหนี้ให้กลายเป็นเงิน หรือที่เรียกว่า Debt Monetization ซึ่งเป็นการกระทำแบบเดียวกันทั้งในปี 1933 และปี 2008 เพียงแต่ครั้งหลังเร็วกว่า และทุกครั้งที่ผ่านมาก็เร็วขึ้นเรื่อย ๆ แต่ลำดับขั้นตอนยังเหมือนเดิม

Andrew จึงถามกลับว่า ถ้า Fed ทำแบบนี้ตั้งแต่ปี 1930 เราจะยังไปถึงจุดที่คนตกงานมหาศาลในปี 1932 และธนาคารล้มรวมราว 9,000 แห่งไหม ซึ่ง Ray ตอบว่าไม่ เพราะถ้าดูแบบแผนแล้ว แบบแผนนั้นเหมือนกันทุกครั้ง สิ่งที่ต่างกันคือช่องว่างของเวลา นั่นก็คือนานแค่ไหนกว่าผู้มีอำนาจจะเข้ามาทำให้เงินหาได้ง่ายขึ้น เพื่อให้คนจ่ายหนี้ได้ง่ายขึ้น และตลอดช่วงนั้นราคาทองก็จะวิ่งขึ้น เพราะเงินมีราคาถูกลง

เก่งขึ้นตอนกู้ภัย แต่ยังแพ้ตอนต้นทาง แล้ววันนี้เราอยู่ตรงไหน

แต่ถึงจะกู้ระบบได้เร็วขึ้นทุกรอบ วิกฤตก็ยังเกิดซ้ำอยู่ดี Andrew จึงถามว่า Ray เห็นอย่างไร เพราะเขามองว่าเราเก่งขึ้นในการรับมือกับวิกฤตที่ปลายทาง นั่นก็คือเมื่อวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว เรากู้ระบบได้เร็วขึ้นและอาจจะมีประสิทธิภาพขึ้น แม้จะสร้างปัญหาอื่นตามมาระหว่างทางก็ตาม แต่เรายังไม่รู้วิธีรับมือกับวิกฤตที่ต้นทาง

Ray ตอบว่าวันนี้ทุกคนรู้แล้วว่ายาสามัญประจำบ้านคือเงินง่าย หรือ Easy Money ถ้าอยากให้อะไรขึ้นก็ทำให้เงินหาง่าย ซึ่งก็กลายเป็นปัญหาอีกแบบหนึ่ง เพราะตอนนี้สิ่งที่คนกำลังพูดถึงกันคือการผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ตลาดหุ้นอยู่บนยอด และราคาทองก็กำลังพุ่งทะลุเพดาน ซึ่งเงินง่ายจะเป็นยาสารพัดนึกไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะไม่ใช่ แล้วเมื่อถึงตอนนั้นก็ต้องเหยียบเบรก แล้วฟองสบู่ก็แตก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

Andrew จึงถามตรง ๆ ว่าแล้วตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เพราะเมื่อเขามองสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ มันดูเหมือนฟองสบู่ AI บางรูปแบบ ที่มีการใช้เงินมหาศาลแบบค่อนข้างไม่เลือก โดยไม่ได้มีแผนชัดเจนว่าผลตอบแทนจากการลงทุนหรือ ROI จะมาจากไหน แล้วแบบนี้หมายความว่าเรากำลังจะเดินไปเจอหายนะแบบเดียวกันหรือเปล่า

Ray ตอบตามแบบแผนที่เขาเห็น ว่ามีพลวัตของหนี้กับเงิน และมีพลวัตของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสำหรับเขา ดูเหมือนว่ารอบนี้เราจะไม่ได้เจอเงินตึง แต่จะได้เจอเงินง่ายเพิ่มขึ้นอีก และกฎเกณฑ์จะน้อยลง โดยเขาพูดว่า ฝั่งแบบ Elizabeth Warren หรือฝั่งที่อยากคุมกฎให้เข้ม กำลังเป็นฝ่ายแพ้

ซึ่งนอกจากนั้น Ray ยังชี้ว่าเรามีช่องว่างความมั่งคั่งที่กว้างมาก เพราะคนที่สร้างยูนิคอร์นหรือสตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์ หรือราว ๆ 33,700 ล้านบาท กำลังทำเงินได้มหาศาล คนที่อยู่ในตลาดหุ้นก็ทำเงินได้ ในขณะที่คนอื่น ๆ ไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยเลย ดังนั้นสิ่งที่ Ray คาดก็คือ มันน่าจะเป็นเงินง่ายต่อไป

ดังนั้นเมื่อเอาคำตอบของทั้งสองคนมาวางเทียบกับส่วนผสม 3 อย่าง สิ่งที่ Andrew เห็นในวันนี้คือภาพที่ดูเหมือนฟองสบู่ AI แต่เงินตึง ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ฟองสบู่แตก Ray กลับมองว่ายังไม่มา สิ่งที่เขาคาดคือเงินง่ายเพิ่มขึ้นและกฎเกณฑ์น้อยลง ท่ามกลางช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนอื่นที่กว้างมากอยู่แล้ว

แต่ Andrew ยังมีอีกหนึ่งจุดที่ต่างจากปี 1929 และปี 2008 นั่นก็คือการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลที่ใหญ่โตมหาศาล ในขณะที่ปี 1929 รัฐบาลอเมริกายังเกินดุลงบประมาณอยู่เลย ทุกอย่างในตอนนั้นจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง คุณอาจจะคิดว่าตอนนั้นน่าจะรับแรงกระแทกได้มากกว่า และวันนี้น่าจะอันตรายกว่ามาก แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้

(บริบทเพิ่มเติมจากผู้เรียบเรียง) ข้อมูลประกอบจากตารางงบประมาณย้อนหลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในปีงบประมาณ 1929 รัฐบาลกลางเกินดุลราว 734 ล้านดอลลาร์ และยังเกินดุลต่อในปี 1930 ก่อนจะพลิกเป็นขาดดุลตั้งแต่ปี 1931

Ray ตอบว่าสิ่งที่ต่างกันคือ ในตอนนั้นภาคเอกชนเป็นฝ่ายแบกหนี้ แต่วันนี้ภาครัฐเป็นฝ่ายแบกหนี้ไว้มาก หนี้เพียงแค่ย้ายที่อยู่ แต่เราก็ยังมีหนี้อยู่ดี และอย่าลืมว่าหนี้ของคนหนึ่งก็คือสินทรัพย์ของอีกคนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อสินทรัพย์ที่เป็นหนี้เหล่านั้นไม่น่าดึงดูดเท่าสินทรัพย์ทางเลือกอื่น แต่หนี้ก็ยังต้องจ่าย ก็จะต้องมีการเปลี่ยนหนี้เป็นเงินในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

Ray ออกตัวว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะลากวงมาทางนี้ แต่แบบแผนพวกนี้เกิดขึ้นในทุกฟองสบู่จริง ๆ จนเขาห้ามตัวเองไม่ได้ แล้วเขาก็ชวนกลับไปที่เรื่องเล่า โดยตั้งข้อสังเกตว่าในทุกยุคจะมีกลุ่มคนวงใน ที่เป็นนายทุนและนักการเงินผู้มั่งคั่ง ซึ่งพยายามควบคุมทุกอย่างจากมุมมองของพวกเขาเอง และอีกฝั่งก็คือผู้คุมกฎ ซึ่งก็คล้ายกันมาก

Thomas Lamont กับห้องที่รวมคนเก่งที่สุด

Andrew บอกว่าหนึ่งในตัวละครที่น่าสนใจที่สุดคือ Thomas Lamont คนที่คุมบริษัท J.P. Morgan ในยุคนั้น โดยในทางเทคนิคเขาไม่ได้เป็นผู้นำสูงสุด เพราะผู้ก่อตั้ง J.P. Morgan เสียชีวิตไปแล้ว และลูกชายของเขาคือ Jack Morgan ที่ขึ้นมาแทน แต่ในทางปฏิบัติ Jack ได้ยกให้ Lamont เป็นคนกุมบังเหียน

Lamont คือนักสร้างสัมพันธ์ตัวจริง เขารู้จักกับทุกคน ทั้ง Hoover และต่อมาก็ Roosevelt ซึ่ง Andrew เล่าว่าเขายังมีสายสัมพันธ์ถึง Mussolini ผู้นำอิตาลี และ Hitler ผู้นำเยอรมนีในเวลาต่อมา รวมถึงทุกธนาคารและซีอีโอทุกคนในอเมริกา และเขาก็เชื่อแบบเดียวกับ J.P. Morgan ว่า ถ้าคุณเอาคนที่ใช่มานั่งรวมกันในห้องเดียวกันได้มากพอ คุณจะแก้ได้ทุกเรื่อง

Ray ชี้ว่าคนในห้องนั้นก็เป็นคนประเภทเดียวกันทั้งหมด ซึ่ง Andrew ก็เห็นด้วยว่า สูตรของ Lamont คือรวบหัวหน้าธนาคาร หัวหน้าบริษัทต่าง ๆ และผู้นำทางการเมืองอีกสองสามคนเข้ามา แล้วหาทางออกด้วยการช่วยเหลือ การอุ้ม หรือการแก้ปัญหาร่วมกัน

Ray ถามว่าแบบนี้ดูเหมือนกลุ่มผู้นำด้าน AI ในวันนี้มากเลยไม่ใช่หรือ ซึ่ง Andrew ตอบว่าใช่ ตอนนี้เราเห็นการประชุมแบบนี้เยอะมาก มีคนกลุ่มหนึ่งไปนั่งในห้องเดียวกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และคิดว่าพวกเขาจะแก้ปัญหาหรือสร้างอนาคตได้ ซึ่ง Andrew บอกว่ามันคล้ายกันจนน่าตกใจ

แต่สิ่งที่ Andrew มองว่าน่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับ Lamont ก็คือ สุดท้ายแล้วสถานการณ์หลุดมือเขาไป เขาคิดว่าเขาแก้ได้ ซ่อมได้ แต่อำนาจในการควบคุมกลับเลื่อนลอยเกินกว่าจะคว้าไว้ เพราะตลาดวิ่งหนีไปเอง พวกเขาพยายามต้านกระแสด้วยการเข้าไปช้อนซื้อหุ้นเองในขณะที่ตลาดกำลังดิ่ง จนสุดท้ายก็ทำต่อไม่ไหว และมันก็ไม่ได้ผลด้วย

Ray แย้งว่า วิธีนี้เคยได้ผลมาแล้วในวิกฤตปี 1907 ซึ่งเป็นพลวัตแบบเดียวกัน ต่างกันแค่ตอนนั้น J.P. Morgan เป็นคนเรียกทุกคนมารวมกัน และเขาก็ทำสำเร็จ ซึ่ง Andrew ตอบว่าใช่ เขาทำสำเร็จ แต่ Andrew คิดว่าตลาดในตอนนั้นเล็กกว่า ในขณะที่ปี 1929 ตลาดขยายกว้างออกไปจนเกินกว่าคนกลุ่มเดียวจะคุมได้ ซึ่ง Ray สรุปว่าพลวัตเดิม คือสินเชื่อมากเกินไป และหนี้มากเกินไป

จากนั้น Andrew ก็เล่าอีกหนึ่งลักษณะของยุคนั้น ที่หวังว่าคนในวันนี้จะไม่ได้ทำ แม้บางคนอาจจะเถียงว่ายังมีอยู่ นั่นก็คือการปั่นตลาด เพราะในตอนนั้นไม่มีกฎอะไรเลย ไม่มี ก.ล.ต. ของอเมริกาหรือ SEC ไม่มีกฎหมายห้ามใช้ข้อมูลภายใน ไม่มีกฎเรื่องเงินกองทุนของธนาคาร ไม่มีอะไรเลย

ซึ่งในยุคนั้นจะมีกลุ่มนักลงทุน ที่หลายครั้งก็เป็นคนอย่าง John Raskob และคนอื่น ๆ มารวมตัวกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า Investment Pool ซึ่ง Andrew บอกว่าแทบจะเป็นแผนปั่นแล้วเทหรือ Pump and Dump ดี ๆ นี่เอง วิธีการก็คือรวมเงินกันดันราคาหุ้นตัวหนึ่งขึ้นไป

Andrew วาดภาพว่ามันเหมือนมีนักแสดงอยู่บนพื้นตลาดหลักทรัพย์ คนหนึ่งตะโกนเสนอซื้อที่ 120 อีกคนเสนอ 150 อีกคนเสนอ 180 ไล่ขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วเมื่อรู้ว่าราคาขึ้นไปสูงพอแล้ว ก็เทขายทิ้งพร้อมกันทันที ปล่อยให้คนที่ไล่ซื้อตามรับเคราะห์

แต่ที่น่าคิดคือ คนในยุคนั้นมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะถ้าคุณเชื่อว่าการเทรดคือการประลองปัญญา คนซื้อก็คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนขาย และคนขายก็คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนซื้อเสมอ ดังนั้นคนจึงมองว่า Pool เหล่านี้ก็เป็นแค่การประลองปัญญาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งวันนี้หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นแล้ว แม้ Andrew จะคิดว่ายังมีร่องรอยแบบนั้นอยู่ในโลกคริปโตและหุ้นซิ่ง

เรื่องเล่า หรือกลไก และเงินสดมาจากไหน

ถึงตรงนี้ Ray ชวน Andrew คิดแบบตรง ๆ ว่า เรื่องเล่านั้นน่าติดตามก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องเล่า ก็คือกลไก และการรู้ว่าจะทำอย่างไรและรับมืออย่างไร

Andrew เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เหตุผลที่เขาหลงใหลในตัวละครเสมอ ก็เพราะมันทำให้เข้าใจแรงจูงใจและสิ่งจูงใจของคนที่อยู่ในตำแหน่งตัดสินใจ ว่าทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจผิด หรือทำไมถึงตัดสินใจถูก พวกเขาพยายามเอาใจใคร หรือพยายามพิสูจน์อะไรให้ใครเห็น และอะไรขับเคลื่อนคนที่หวังว่าจะเป็นคนมีเจตนาดี แม้จะมีคนตั้งคำถามกับเจตนาของบางคนก็ตาม ซึ่งทั้งหมดนี้คือการตอบว่า ทำไมเราถึงพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ และเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

Ray ตอบว่า แต่ตัวเขาคือคนที่ต้องวางเดิมพันในตลาด ส่วน Andrew คือคนที่เฝ้ามองมัน ดังนั้นคนหนึ่งมองผ่านเลนส์ของเรื่องเล่า ส่วนอีกคนต้องถามว่ากลไกคืออะไร และตอนนี้ต้องทำอะไร ควรถืออะไร ซึ่ง Ray บอกว่าเขาเคยศึกษาฟองสบู่มาครบทุกลูกแล้ว และอยากชวน Andrew มาไล่ดูทั้งหมดด้วยกัน เพื่อบอกให้ได้ว่า นี่คือฟองสบู่ และนี่คือกลไกของมัน เพราะถ้าทำได้ มันจะเป็นการทำประโยชน์อย่างแท้จริง ที่จะช่วยให้สิ่งเดิมไม่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

Andrew ตอบรับทันที แล้วถามคำถามที่เขาอยากรู้มากที่สุด ว่าเมื่อระบบเข้าสู่จุดที่มีหนี้มากเกินไป และมีปาฏิหาริย์รออยู่ข้างหน้า ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วหรือเปล่า ทุกคนจะทำตัวแบบเดิมเสมอ และบางทีมันอาจไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลเลยใช่ไหม

Ray ตอบว่าใช่ มันไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล แต่มันคือกลไก ให้ลองนึกตามว่า ถ้าคุณเป็นหนี้เยอะ คุณจะมีปัญหากระแสเงินสด เพราะคุณต้องหาเงินสดมาจ่าย ดังนั้นคำถามก็คือ เงินสดที่ได้เข้ามาพอจ่ายหนี้ไหม ซึ่งนั่นคือตัวเลข เป็นกลไกที่มองเห็นได้ ว่าแต่ละงวดคุณต้องจ่ายหนี้เท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นก็ต้องผิดนัดชำระ

แล้วเงินสดจะมาจากไหน Ray บอกว่ามีอยู่แค่สองทางเท่านั้น ทางแรกคือสิ่งที่คุณถืออยู่สร้างเงินสดออกมาเอง เป็นผลตอบแทนที่คุณเอาไปจ่ายหนี้ได้ และทางที่สองคือคุณต้องขายสินทรัพย์นั้นทิ้ง ซึ่งนั่นคือกลไก

Andrew บอกว่าเขาเข้าใจกลไกตอนที่คนเข้าไปติดปัญหาแล้ว แต่สิ่งที่เขาสงสัยคือ มีกลไกที่ผลักให้คนเดินเข้าไปติดปัญหาตั้งแต่แรกหรือเปล่า

Ray ตอบว่ามี และมันเกิดขึ้นในทุกยุค นั่นก็คือหนี้เติบโตเร็วกว่าเงิน เมื่อไหร่ที่ระบบการเงินพังลง ไม่ว่าจะเป็นปี 1971 ปี 1933 หรือวิกฤตปี 1907 สิ่งที่เห็นก็คือมีสิทธิเรียกร้องในระบบมากเกินไป ทุกคนต้องหาเงินมาจ่าย เพราะหนี้ก็คือสถานะที่คุณติดค้างเงินไว้ คุณต้องหาเงินมาคืน แต่เงินในระบบมีไม่พอ

เพราะสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงฟองสบู่ไม่ใช่เงิน แต่คือหนี้ ซึ่งก็คือคำสัญญาว่าจะส่งมอบเงิน เพื่อเอาไปซื้อของ ดังนั้นถ้าถามว่ากำลังซื้อมหาศาลในตอนนั้นมาจากไหน คำตอบคือมาจากสินเชื่อ ไม่ได้มาจากเงิน ซึ่งสิ่งที่เราเรียกกันติดปากว่าเงินกู้ ในสายตาของ Ray จึงไม่ใช่เงิน แต่เป็นแค่คำสัญญาว่าจะจ่ายเงินในวันหน้า และสินเชื่อทั้งหมดนั้นก็กลายเป็นหนี้ จนในระบบเต็มไปด้วยใบสัญญาว่าจะจ่าย แต่เงินจริงไม่พอให้จ่าย

Ray บอกว่าคุณสามารถคำนวณตัวเลขพวกนี้ได้ และจะเห็นมันซ้ำแล้วซ้ำอีก

Andrew ถามต่อว่า หรือมันเป็นแค่ธรรมชาติของมนุษย์ ที่อยากได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนควบคุมตัวเองไม่ได้

Ray ตอบว่าเรารู้กลไกนี้ดี และเราก็ยังเจอมันในวันนี้ ซึ่งสาเหตุก็คือ คุณเชื่อว่าสิ่งนั้นจะเป็นดีลที่ดีกว่า จนไม่สนใจราคาและกระแสเงินสด เพราะทุกคนเชื่อว่ามันจะขึ้นต่อไป อย่างปี 2008 ที่ทุกคนเชื่อเรื่องบ้าน แล้วเราก็สร้างโครงสร้างทางการเงินขึ้นมาเป็นชั้น ๆ หรือที่เรียกว่า Tranche ซึ่งยุโรปก็เป็นแบบเดียวกันในช่วงปี 2010–2011 และญี่ปุ่นก็เหมือนกัน

ดังนั้นแก่นของมันก็คือ คุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณซื้อจะให้ผลตอบแทนดีกว่าต้นทุนของเงินที่กู้มา คุณจึงคิดว่าจะจ่ายหนี้คืนได้สบาย คุณก็เลยก่อหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายสิ่งนั้นกลับสร้างกระแสเงินสดไม่พอ ซึ่ง Ray บอกว่ากลไกนี้เกิดขึ้นเสมอ และเขาไม่รู้จักครั้งไหนเลยที่มันไม่เกิด

วิกฤตที่น่าสนใจที่สุด: เมื่อเงินเฟ้อกับเศรษฐกิจตกต่ำมาพร้อมกัน

แต่ถึงกลไกจะเหมือนกันทุกครั้ง ปลายทางของแต่ละวิกฤตก็ไม่ได้หน้าตาเหมือนกัน Andrew จึงถามว่า ในบรรดาวิกฤตการเงินทั้งหมดที่ Ray เคยศึกษา วิกฤตไหนน่าสนใจที่สุด

Ray ตอบว่าทุกวิกฤตน่าสนใจหมด แต่ที่เขาคิดว่าน่าสนใจที่สุดน่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแบบเงินเฟ้อ หรือ Inflationary Depression อย่างที่เกิดกับเยอรมนีในยุคสาธารณรัฐไวมาร์ หรือ Weimar Republic เพราะโดยปกติเราคิดว่าเงินเฟ้อเกิดจากความต้องการซื้อที่มีมากเกินกว่าของที่มี แล้วทำไมเศรษฐกิจที่ตกต่ำถึงมีเงินเฟ้อได้ และทำไมพวกเขาไม่หยุดพิมพ์เงินเพื่อสู้กับเงินเฟ้อล่ะ

คำตอบของ Ray ก็คือ เพราะมีหนี้มากเกินไป จนเกิดพลวัตที่บังคับให้ต้องผลิตเงินออกมา เริ่มจากรัฐบาลขาดทุน จากนั้นธนาคารกลางก็พิมพ์เงินออกมาซื้อหนี้ของรัฐบาล แล้วต่อมาธนาคารกลางเองก็เริ่มขาดทุน

ซึ่ง Ray ชี้ว่า วันนี้ธนาคารกลางหลายแห่งก็มีผลขาดทุนอยู่ในงบดุลหรือ Balance Sheet แล้ว เพราะพวกเขาซื้อตราสารหนี้ไว้ และตราสารหนี้เหล่านั้นก็มีมูลค่าลดลง แถมยังมีกระแสเงินสดติดลบ ดังนั้นก็จะมีแรงกดดันให้ต้องลดดอกเบี้ยลง ซึ่งวิกฤตที่ธนาคารกลางไปต่อไม่ได้ จนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแบบเงินเฟ้อนี่แหละ ที่ Ray มองว่าน่าสนใจที่สุด

รั้วกันภัยที่ถูกรื้อ ยูนิคอร์นพันล้านที่ไม่มีเงินพันล้าน

ดังนั้นคำถามต่อมาก็คือ ระบบมีอะไรคอยกันไม่ให้วิกฤตก่อตัวตั้งแต่ต้นทางไหม ซึ่งเป็นเรื่องที่ Andrew เขียนถึงบ่อยและกังวลอยู่ นั่นก็คือเราควรให้ความสำคัญกับรั้วกันภัย หรือ Guardrail ของระบบการเงินแค่ไหน ว่ามันถูกติดตั้งอยู่หรือถูกถอดออกไปแล้ว

เขายกตัวอย่างว่า หลังปี 1929 อเมริกาได้ติดตั้งรั้วกันภัยหลายอย่าง ทั้ง SEC กฎหมายธนาคาร ข้อกำหนดเรื่องเงินกองทุนของธนาคาร และอีกหลายอย่าง ซึ่ง Andrew มองว่าโดยรวมเป็นเรื่องดี แม้จะมีคนบอกว่าบางอย่างเข้มงวดเกินไปก็ตาม แต่เขามักจะรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เข้ามาในตลาด

เขาเล่าให้ฟังว่า เราเคยมี SPAC หรือบริษัทเปล่าที่เข้าตลาดเพื่อไปควบรวมกิจการ มี NFT หรือโทเคนดิจิทัลที่ไม่ซ้ำกัน มีคริปโต และตอนนี้กำลังจะเอา Venture Capital, Private Equity และ Private Credit ซึ่งเป็นการลงทุนในบริษัทนอกตลาดและการปล่อยกู้นอกระบบธนาคาร มาใส่ในผลิตภัณฑ์ที่กึ่งสภาพคล่องแล้วเปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงได้

นอกจากนั้นยังมีการเปิดทางให้บริษัทเอกชนเข้าสู่ตลาดมหาชนผ่านการทำ Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัลที่ซื้อขายได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลแบบเดียวกัน เขาจึงถาม Ray ว่าเรื่องนี้ควรกังวลไหม

Ray ตอบว่านี่คือแบบคลาสสิก สิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งคือกฎเกณฑ์ถูกวางไว้ข้าง ๆ เช่น ลดข้อกำหนดเรื่องเงินกองทุนของธนาคาร และตัวอย่างที่ดีมากก็คือตลาดเอกชนหรือ Private Market ว่ามันต่างจากตลาดมหาชนอย่างไร และจะมีกฎแบบเดียวกันไหม

Ray ชี้ว่าในตลาดเอกชน คุณแทบจะใช้ข้อมูลภายในซื้อขายได้ ซึ่ง Andrew ถึงกับถามกลับว่าจริงหรือ Ray ยืนยันว่าจริง ในตลาดเอกชนคุณทำอะไรได้อีกหลายอย่าง ทำดีลได้สารพัดแบบ ดังนั้นถ้าจะให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปลงทุนในตลาดเอกชน ก็ควรจะมีการคุ้มครองแบบเดียวกับที่มีในตลาดมหาชนไม่ใช่หรือ ไม่อย่างนั้นอะไรคือความต่างของสองตลาดนี้

Andrew บอกว่าเขาก็คิดแบบนั้น แต่ดูเหมือนส่วนอื่นของโลกจะไม่ได้คิดแบบนี้ในตอนนี้ ซึ่ง Ray ก็เสริมว่า ตอนนี้กำลังทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และกฎเกณฑ์ก็ถูกวางไว้ข้าง ๆ อย่างที่เห็นว่ากำลังมีการเปลี่ยนข้อกำหนดเรื่องเงินกองทุน ข้อจำกัดต่าง ๆ ถูกยกออก

แล้ว Ray ก็พูดประโยคที่สรุปวัฏจักรนี้ไว้ทั้งหมด นั่นก็คือ ข้อจำกัดเป็นสิ่งที่คนอยากได้ก็ต่อเมื่อเรื่องเกิดขึ้นไปแล้วเท่านั้น ซึ่ง Ray ย้ำว่า คนอยากได้มันหลังเกิดเรื่องเสมอ ไม่เคยอยากได้มันก่อน เพราะก่อนเกิดเรื่อง ข้อจำกัดทุกอย่างถูกมองว่าเป็นปัญหา เป็นสิ่งที่ขวางไม่ให้เรื่องดี ๆ เกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร

Andrew บอกว่า Ray กำลังแตะเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะมันเคยเกิดขึ้นแล้วในยุค 1920s นั่นก็คือทุกอย่างถูกขายด้วยคำว่า Democratizing Finance หรือการทำให้การเงินเป็นของทุกคน ซึ่งเป็นวลีที่เราได้ยินบ่อยมากในวันนี้ ทุกคนอยากให้ทุกคนได้เข้าถึงลอตเตอรี่ใบเดียวกัน

เพราะคนรู้สึกว่ากลุ่มชนชั้นนำได้เข้าถึงลอตเตอรี่ใบนี้มาตลอด แต่ประชาชนทั่วไปไม่เคยได้ ซึ่งที่เป็นแบบนั้นก็เพื่อคุ้มครองประชาชน แต่ Andrew เล่าว่ามีคนมาพูดกับเขาว่า คุณไม่ได้คุ้มครองประชาชนหรอก คุณกำลังคุ้มครองพวกผู้มีอำนาจต่างหาก การกันพวกเราออกจากโอกาสพวกนี้ ทำให้ความเหลื่อมล้ำแย่ลงไปอีก

Ray ยกอีกหนึ่งตัวอย่าง นั่นก็คือการบันทึกบัญชีด้วยราคาตลาด หรือ Mark-to-Market Accounting นั่นก็คือการตีมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาที่ขายได้จริงในวันนี้ ซึ่ง Ray บอกว่ามันเหมือนลูกตุ้มที่แกว่งไปมา ครั้งหนึ่งไม่มีการบันทึกแบบนี้ คนจึงซ่อนอะไรได้มาก แล้วปัญหาก็เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมีคนบอกว่าต้องมี Mark-to-Market แต่พอผ่านไปก็มีคนบอกว่าควรเลิกได้แล้ว และตลาดเอกชนก็ช่วยให้เลิกได้ หรืออย่างน้อยก็ทำน้อยลง

Ray ชวนให้ลองนึกต่อถึงการสร้างความมั่งคั่งในวันนี้ สมมุติว่าคุณสร้างยูนิคอร์นขึ้นมา วิธีการก็คือคุณออกหุ้นขายสัก 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว ๆ 3,370 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนั้นแลกกับหุ้นแค่ 10% ของบริษัท ดังนั้นทั้งบริษัทก็ถูกตีมูลค่าไว้ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว ๆ 33,700 ล้านบาท และจู่ ๆ ก็มีคนกลายเป็นคนที่มีทรัพย์สินพันล้านดอลลาร์

ทั้งที่เงินที่จ่ายจริงมีแค่ 100 ล้านดอลลาร์ แต่หุ้นทั้งหมดถูกตีราคาที่ 1,000 ล้านดอลลาร์ จากนั้นคุณก็เอาหุ้นนั้นไปซื้อสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ได้ใช้เงินแล้ว หรือเดินเข้าธนาคารพร้อมบอกว่ามีหลักประกันพันล้านดอลลาร์ แต่ Ray ย้ำว่า เงินพันล้านดอลลาร์นั้นไม่มีอยู่จริง

ซึ่งของแบบนี้ก็เกิดขึ้นอีกหลายรูปแบบ อย่าง Private Credit ที่ Ray บอกว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของมันก็คือ ไม่ค่อยต้องตีมูลค่าตามราคาตลาด เพราะเมื่อลูกหนี้ไม่จ่าย ก็ไม่ต้องประกาศว่าผิดนัด แค่ขยายเวลาออกไปต่อเท่านั้น

Andrew จึงถามว่าแล้วตกลงวันนี้เราปลอดภัยขึ้นเพราะ Private Credit หรือเปล่า เพราะหลังปี 2008 สินเชื่อจำนวนมากในระบบได้ย้ายออกจากงบดุลของธนาคาร ไปอยู่ในกองทุน Private Credit ซึ่งบางคนเถียงว่าดีกว่า เพราะมันไม่ได้อยู่บนงบดุลของธนาคาร และไม่มีปัญหาเรื่องระยะเวลาที่ไม่ตรงกัน

ซึ่งปัญหานั้นก็คือ ธนาคารเอาเงินฝากไปปล่อยกู้ระยะยาว แต่ผู้ฝากเงินสามารถมาถอนคืนได้ทุกเมื่อ ส่วนกองทุนเหล่านี้ไม่มีปัญหานั้น แต่อีกด้านหนึ่ง บางกองทุนก็ใช้เงินกู้สูงมาก บางกองมีวงเงินสภาพคล่องผูกอยู่กับธนาคาร และเราก็ไม่รู้ว่าเขาตีมูลค่าสินทรัพย์ไว้เท่าไหร่ ดังนั้น Andrew บอกว่าเขาตัดสินไม่ได้ว่าเราอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นหรือไม่

Ray ตอบว่า ถ้าคุณไม่ตีมูลค่าตามราคาตลาด การผิดนัดชำระก็จะดูน้อยลง แต่ความจริงก็คือคุณเอาเงินออกมาไม่ได้ และมันก็ไม่ได้สร้างกระแสเงินสด แล้วอะไรคือมูลค่าของการลงทุน สำหรับ Ray มีอยู่อย่างเดียว คือคุณเอาสิ่งที่ลงทุนไปขาย แล้วได้เงินสดมาซื้อของ เพราะมูลค่าเดียวของเงินก็คือการเอาไปซื้อของ ดังนั้นการลงทุนที่ไม่มีสภาพคล่องและไม่ถูกตีมูลค่าตามตลาด จะเล่นกลทางบัญชีได้สารพัด แต่มันไม่ได้ทำให้คุณมีเงินไปซื้อของ

Andrew ชี้ว่า แต่ฝั่งคนทำ Private Equity ก็จะบอกว่าข้อนี้คือจุดเด่น ไม่ใช่จุดบกพร่อง เพราะมันทำให้พวกเขาตัดสินใจระยะยาวได้ ทำในสิ่งที่บริษัทในตลาดมหาชนที่ราคาขยับทุกวันทำไม่ได้

Ray แย้งกลับว่า แล้วการตีมูลค่าตามตลาดมีปัญหาอะไร ในเมื่อมีตลาดอยู่แล้ว คุณอยากมีสภาพคล่องหรือไม่อยากมี ซึ่งสำหรับเขา เขาอยากมีทางเลือกนั้น แต่ถ้าไม่มี มันก็ซ่อนอะไรไว้ได้ แล้วเมื่อประชาชนจะเข้าไปลงทุนในตลาดเอกชน พวกเขาจะได้รับกฎคุ้มครองแบบเดียวกันไหม ในเมื่อจุดประสงค์ของกฎก็คือการคุ้มครองประชาชน

Andrew ตอบว่าก็น่าจะเป็นแบบนั้น แต่เขาคิดว่าส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้รับกฎแบบเดียวกัน เพราะสินทรัพย์ข้างในยังถูกนับว่าเป็นของเอกชนอยู่ ซึ่ง Ray แย้งว่าจะเป็นเอกชนหรือมหาชนแล้วมันต่างกันตรงไหน Andrew จึงย้ำว่าต่างตรงที่ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลแบบเดียวกัน

สุดท้าย Andrew สรุปว่าเขากับ Ray คิดตรงกัน นั่นก็คือถ้าสินทรัพย์เหล่านี้จะเข้ามาอยู่ในตลาดมหาชน ก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบสินทรัพย์ในตลาดมหาชน ต้องเปิดเผยข้อมูลและอยู่ใต้กฎแบบเดียวกัน แต่เมื่อ Ray ถามว่าตอนนี้มันดูเป็นอย่างไร Andrew ตอบว่า ดูเหมือนเราจะไม่ได้แบบนั้น และนั่นดูเหมือนปัญหาที่กำลังก่อตัว

Red Flag ที่ต้องดู และภาคก่อนหน้าที่อยากให้คนอ่าน

ดังนั้น เมื่อดูแล้วกฎที่คอยกันวิกฤตแบบนั้นคงไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ สิ่งที่ Ray อยากทำต่อจากนี้ ก็คือการมองหาสัญญาณเตือนให้เจอตั้งแต่เนิ่น ๆ เขาบอกว่าบทสนทนานี้น่าสนใจมาก และหวังว่าทั้งคู่จะได้ใช้เวลาด้วยกันอีก เพื่อไล่ดูว่าแบบแผนคืออะไร และอะไรคือ Red Flag หรือสัญญาณอันตราย แล้วมาดูกันว่าวันนี้มีอะไรบ้าง เพราะสิ่งเหล่านี้สำคัญ

Andrew เห็นด้วยว่ามันสำคัญจริง ๆ และเขาไม่แน่ใจว่าเรามองมันหนักพอแล้วหรือเปล่า เขาคิดว่าเขากับ Ray มองอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าส่วนอื่นของระบบมองหนักพอ และสิ่งที่เขาสงสัยที่สุด ในเมื่อ Ray ศึกษาสถานการณ์แบบนี้มาทั้งหมดแล้ว ก็คือในบรรยากาศแบบนี้ ผู้คนดูเหมือนจะใส่ที่ปิดตาหรือหันหน้าหนีจากปัญหาแทบทุกครั้ง หรือบางทีนั่นอาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์

Ray ตอบว่าเขาคิดว่าที่เป็นแบบนั้น เพราะคนยังเข้าใจกลไกไม่ดีพอ เขาบอกว่าถ้าคุณมองมันแบบที่หมอดูสรีระร่างกายของคนไข้ ดูความสัมพันธ์ของเหตุและผล แล้วคำนวณกระแสเงินสดจริง ๆ ว่าจะหาเงินมาจากไหน จะมีเงินพอไปซื้อของไหม ทุกอย่างจะลงมาที่คำถามแบบนี้ และคุณก็คำนวณมันได้ ซึ่งเขาหวังว่าจะได้ทำแบบนั้นร่วมกับ Andrew

แล้ว Ray ก็เปลี่ยนเรื่องด้วยคำถามว่า จะมีคนเอาหนังสือเล่มนี้ไปทำเป็นหนังไหม ซึ่งเขาหวังว่าจะมี Andrew ตอบว่าในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนจาก Hollywood ติดต่อเข้ามาแล้วสองสามราย ดังนั้นก็รอติดตามข่าวกันต่อไป

Ray บอกว่าเขาสนับสนุนเต็มที่ เพราะนี่เป็นหนังสือที่ตรึงคนอ่านได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นหนังสือที่สำคัญ และเขาหวังว่ามันจะเป็นจุดเริ่มให้คนหันมาดูว่าบทเรียนคืออะไร ในเมื่อ Andrew เขียนปี 2008 และปี 1929 ไปแล้ว ก็ยังเขียนต่อได้อีก ทั้งฟองสบู่ญี่ปุ่นปี 1990 วิกฤตปี 1907 และวิกฤตปี 1873 แล้วเอาทั้งหมดมาวางเรียงกัน เพื่อมองข้ามทุกเรื่องพร้อมกัน แล้วจะเห็นว่ามันคือเรื่องเดียวกัน

ซึ่ง Ray บอกว่าสำหรับเขา มันเหมือนการดูหนังเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าที่ตัวละครใส่ ชื่อของคน และเทคโนโลยีที่ใช้ แต่โดยพื้นฐานแล้วเป็นเรื่องเดียวกันในรสชาติที่ต่างกันเล็กน้อย ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ใช่ไหม

Andrew ตอบรับว่า ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกันจริง ๆ และปิดด้วยประโยคที่ชวนคิดว่า ถ้า Hollywood จะทำเป็นหนัง เขาหวังว่าจะมีให้เขียนแค่ภาคก่อนหน้า นั่นก็คือเรื่องของปี 1929 เพื่อที่เราจะได้พยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดภาคต่อ หรือวิกฤตครั้งใหม่

Ray แซวกลับว่า จะเป็นแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อ Andrew เป็นคนเขียนเท่านั้น ก่อนที่ทั้งคู่จะขอบคุณกัน และ Ray ฝากทิ้งท้ายว่าหวังว่าจะมีคนอ่านหนังสือเล่มนี้เยอะ ๆ เพราะนอกจากจะได้ความสนุกแล้ว ยังจะได้เรียนรู้แบบแผนที่อาจทำให้เขาเริ่มคิดอะไรบางอย่างด้วย


คุณกำลังนั่งอยู่ตรงไหนของโรงหนัง

และนี่ก็คือบทสนทนาระหว่าง Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates คนที่ใช้ชีวิตไปกับการแกะกลไกของวัฏจักรหนี้ กับ Andrew Ross Sorkin ผู้เขียน Too Big to Fail และหนังสือเล่มใหม่ 1929 ที่ขุดเอกสารจริงของคนในยุคนั้นออกมาเล่าใหม่ ซึ่งทั้งคู่มองเรื่องเดียวกันจากคนละเลนส์ คนหนึ่งเห็นตัวละคร อีกคนเห็นตัวเลข แต่ปลายทางกลับมาบรรจบที่จุดเดียวกัน นั่นก็คือหนี้ที่โตเร็วกว่าเงิน ปาฏิหาริย์ที่ทุกคนเชื่อ และรั้วกันภัยที่คนอยากได้ก็ต่อเมื่อสายไปแล้ว

ซึ่งถ้าหนังเรื่องนี้ฉายมาแล้วหลายรอบ เปลี่ยนแค่ชุดกับชื่อนักแสดง คำถามที่น่าคิดก็คือ ในรอบนี้ คุณกำลังนั่งอยู่ตรงไหนของโรงหนัง และคุณกำลังดูกระแสเงินสดของตัวเองอยู่ หรือกำลังดูแค่เรื่องเล่าที่ตื่นเต้นอยู่บนจอ

หมายเหตุ: นี่ไม่ใช่ content แนะนำในการลงทุนใด ๆ เป็นเพียงการถ่ายทอดมุมมองของ Ray Dalio และ Andrew Ross Sorkin จากบทสนทนาต้นฉบับเท่านั้น โดยนักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเองก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใด ๆ ด้วยตัวของท่านเอง


Resources

ต้นฉบับ

หนังสือและผู้พูด

ตัวละครในปี 1929

ตลาด Fed และนโยบายปี 1929–1933

2008 และปัจจุบัน

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *