Site icon Blue O'Clock

Elon Musk กับภารกิจเพื่อมวลมนุษยชาติ Episode 2

Elon Musk

จาก Episode 1 ที่จบด้วยเรื่องของการเมืองการปกครองบนดาวอังคาร ทีนี้ก็มาต่อในเรื่องของการเงินบนดาวอังคารกันบ้าง โดย Elon Musk เขาคิดว่า ระบบการเงินบนดาวอังคารน่าจะแตกต่างจากของโลก ซึ่งเขาคิดว่า มันอาจจะเป็นไปได้ที่ cryptocurrency จะเป็นสกุลเงินที่ดาวอังคาร แต่ไม่ใช่เหรียญที่มีอยู่ในตลาด ณ ตอนนี้ อย่างเช่น Dogecoin เหรียญหมา หรืออย่าง Bitcoin ที่ ณ ตอนนี้ทางบริษัท Tesla ก็ได้ถือครอง Bitcoin อยู่เป็นจำนวน 42,902 BTC ก็ตามที เพราะเขาคิดว่า ความเร็วในการ synchronize หรือความเร็วในการเชื่อมต่อส่งข้อมูลหากันบน Blockchain มันประมวลผลไม่เร็วพอ เพราะโลกห่างจากดาวอังคารอยู่ราว ๆ 4 นาทีของความเร็วแสง ซึ่งอาจจะต้องใช้ความเร็วในการเชื่อมต่อข้อมูลที่ความเร็ว 20 นาทีของความเร็วแสงจึงจะเสถียร ดังนั้นชาวดาวอังคารก็น่าจะมีสกุลเงินเป็นของตนเองมากกว่า

ส่วนดวงจันทร์ที่เขาเคย Tweet บน Twitter ว่าจะนำเหรียญ Dogecoin to The Moon นั้น เขาก็บอกสามารถทำได้ และทาง Tesla กับ SpaceX นั้น ก็เริ่มเปิดให้ใช้เหรียญ Dogecoin สามารถซื้อสินค้าบางอย่างได้แล้วด้วย เพราะส่วนตัวเขามองว่าเหรียญ Dogecoin มีคุณสมบัติที่น่าสนใจในการทำหน้าที่เป็น currency หรือเป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ผู้คนสามารถใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการซึ่งกันและกันได้ ซึ่งทางทีมงาน Blue O’Clock ได้เคยทำเนื้อหาดังกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ ใน Blue O’Clock Podcast Episode ที่ 3 สามารถคลิกลิงค์รับชมย้อนหลังได้เลยครับ

ส่วนถ้าถามเขาว่าใครคือ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin กันแน่ ใช่ตัวของ Elon Musk เองหรือเปล่า?

ซึ่งทาง Elon Musk ก็ตอบว่า เขาไม่ใช่ Satoshi แต่เขาคิดว่าน่าจะเป็น Nick Szabo ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เพราะก่อนที่จะเกิด Bitcoin นั้น Nick Sazbo ได้พัฒนาอะไรหลาย ๆ อย่างที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนที่ Bitcoin จะถือกำเนิดขึ้น เช่น เขาเป็นผู้ก่อตั้ง Bit Gold ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะสร้างทองคำจิติตอลขึ้นมา และเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดในการสร้าง Smart contract ซึ่งแม้ว่า Bit Gold จะไม่ได้ถูกใช้งาน แต่ก็มีความคล้ายคลึงหลาย ๆ อย่างเมื่อนำไปเทียบกับ Bitcoin แต่ทาง Nick Szabo ก็ได้ออกมาปฏิเสธว่า เขาไม่ใช่ Satoshi Nakamoto

ต่อมาว่ากันที่ระบบ Autopilot ของ Tesla กันบ้าง โดย Elon Musk เขาบอกว่าเขามี Andrej Karpathy เป็นผู้อำนวยการด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ Tesla ที่ใช้ในระบบ Autopilot ที่เป็นระบบในการนำร่องในการขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติของรถยนต์ Tesla บวกกับ Ashok Elluswamy ที่เป็นหัวหน้าวิศกรในเรื่องของ Autopilot ในบริษัท Tesla ซึ่ง Elon Musk เขายอมรับว่าที่ Tesla นั้น มีคนเก่ง ๆ มากมายที่เข้ามาทำงานในโครงการเหล่านี้ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักจะให้เครดิตกับตัวของ Elon Musk เป็นอย่างมากที่ทำให้รถ Tesla สามารถขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติได้ และเช่นเดียวกัน Andrej ก็ได้รับเครดิตในเรื่องนี้ไปแบบเต็ม ๆ ด้วย

ซึ่ง Elon Musk บอกว่า การสร้างทีมที่ Tesla นั้น มันเหมือนกับเป็นการรวมตัวของคนที่ฉลาดที่สุดในโลกเข้าไว้ด้วยกัน

ซึ่งการที่เขาเริ่มต้นกระโดดเข้าสู่การออกแบบระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ที่ต้องการให้รถยนต์ของ Tesla สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวมันเองตั้งแต่เมื่อ 5-6 ปีที่แล้วนั้น ตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยากอยู่ ซึ่งในส่วนเซนเซอร์ที่รับรู้เส้นแบ่งถนนได้นั้นมันเป็นเรื่องที่ง่าย แต่พอเป็นเรื่องของระบบ Autopilot นั้นพอลองทำจริง มันกลับยากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ซะอีก ส่วนวิธีการที่จะทำระบบ Autopilot สำเร็จได้ในตอนนี้นั้นมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ จะต้องออกแบบให้ระบบสามารถจำลองการขับขี่ ทั้งความคิดและการกระทำทั้งหมดจากมนุษย์จริง ๆ ให้ได้ ซึ่งมันจะต้องมีการออกแบบระบบที่เกี่ยวกับโครงข่ายระบบประสาทของมนุษย์ให้อยู่ในรูปแบบของดิจิตอลให้ได้ หรืออาจจะพูดได้ว่า จะต้องสร้างสมองมนุษย์ขึ้นมาให้อยู่ในรูปแบบของดิจิตอลให้ได้ โดยเจาะจงในส่วนของความสามารถในการขับขี่รถยนต์โดยเฉพาะ

ซึ่งเขาบอกว่ามันจะต้องเหนือกว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่คนเราขับรถยนต์นั้น สมองของมนุษย์เรามักจะมีสิ่งรบกวนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นคิดเรื่องอื่นขณะขับขี่ ดูหน้าจอมือถือ ก้มหยิบจับสิ่งของ มุมมองในที่มืดในที่ที่แสงสว่างมีน้อยนิด หรือแม้แต่การมองได้ทีละทิศทาง แต่ในขณะที่กล้องวีดีโอนั้น สามารถมองทั้งซ้ายขวาหน้าหลังในเวลาเดียวกันได้

ซึ่งในอนาคต ระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้น จะมีความสามารถเหนือมนุษย์ได้ในที่สุด มันจะเก่งยิ่งกว่า James Bond สายลับในหนัง 007 ซะอีก ซึ่งตัวของ Elon Musk เองเขาคาดการณ์ว่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเวอณืชั่นสมบูรณ์ของ Tesla นั้นน่าจะพร้อมภายในสิ้นปี 2022 นี้ เพราะเวอร์ชั่นที่ผ่านมาจะเป็นเพียงแค่เวอร์ชั่นเบต้า

ซึ่งระบบ FSD : Full Self-Driving นั้น หากเทียบในระดับระยะทางล้านไมล์นั้น ในอนาคตมันจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุให้น้อยลง 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับการขับขี่แบบปกติของมนุษย์ ดังนั้นในอนาคตมันจะช่วยลดการเกิดอุบัติได้อย่างมาก

ส่วนถ้าให้พูดถึง Tesla Bot หรือหุ่นยนต์ที่ใช้ภายในโรงงานของ Tesla นั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่มันจะเป็นมากกว่านั้น?

ซึ่งทาง Elon Musk ก็บอกว่า การที่จะให้ Humannoid Robot นำไปพัฒนาเป็นหุ่นยนต์หรือผู้ช่วยส่วนตัวประจำบ้านของมนุษย์นั้น เขาบอกว่า มันน่าจะช่วยทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้ แต่มันไม่ใช่ภารกิจหลักของเขา ที่เขาต้องการจะเน้นไปในเรื่องของการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนซะเป็นส่วนใหญ่

ส่วนถ้านำ Robot มาใช้ทดแทนแรงงานมนุษย์ ตัวของเขาก็มองว่า คนเรานั้นจะทำงานก็ต่อเมื่อได้รับค่าตอบแทน ซึ่งถ้าลองถามใครสักคนว่า จ้างให้ล้างจาน 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่ได้รับค่าจ้างเลยนั้น พวกเขาจะยอมทำงานล้างจานหรือไม่ แน่นอนว่าคำตอบคือ ‘ไม่’ และถ้าถามว่าต่อให้ได้รับค่าจ้าง พวกเขารักที่จะล้างจานเป็นชีวิตจิตใจจริง ๆ หรือไม่? คำตอบก็คง ‘ไม่’ ถ้ามีงานที่ดีกว่านี้ ซึ่งมนุษย์เรานั้น ควรทำงานในสิ่งที่สร้างสรรค์และงานที่ยอดเยี่ยมมากกว่าแค่เพียงการล้างจาน

ต่อมาคือ Humannoid Robot สามารถทดแทนงานที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ เพราะในบางครั้งต่อให้มีค่าตอบแทนที่สูง ก็ไม่มีมนุษย์คนใดอยากเสี่ยงที่จะทำงานดังกล่าว

ดังนั้น งานที่จำเจ ซ้ำซาก และงานที่อันตรายต่อมนุษย์นั้น ในช่วงแรกของยุคโรบอท ทาง Humannoid Robot จะเข้ามามีบทบาท และมีมูลค่าสูงมากในทางการตลาด เพราะเป็นแรงงานที่ต้องการเป็นอย่างมาก ซึ่ง Elon Musk แอบบอกด้วยว่า จริง ๆ แล้ว Tesla Bot นั้น เขาเรียกโปรเจคนี้ว่า Optimus Prime ซะมากกว่า มันดูเจ๋งดี แม้ว่ามันจะไม่ใช่หุ่นยนต์แปลงร่างเป็นรถยนต์ได้ก็ตามที

และในตอนนี้ก็มีรถยนต์ Tesla มากกว่า 2 ล้าน ทั่วโลก เขาคิดบ้างไหมว่า จะมี Tesla Bot มากกว่าจำนวนรถยนต์ในอนาคต

ซึ่งทาง Elon Musk ก็บอกว่า แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่คิดการณ์ไกล แต่ในเรื่องของ Robot เขากลับไม่ได้คิดไกลเหมือนกับโปรเจคอื่น ๆ ซึ่งเขาบอกว่า ในตอนนี้ที่ Tesla เขาเชื่อว่ามี AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งมันต้องใช้คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์นับหมื่นเครื่องในการประมวลผล ดังนั้นหากคิดว่าจะนำเทคโนโลยี AI ไปใส่ไว้ใน Humannoid Robot ขนาดเท่ามนุษย์ แถมยังจะต้องออกแบบให้กินพลังงานน้อย ๆ ด้วยแล้วล่ะก็ มันเป็นงานที่ยากมากเลยนะนั่น

ซึ่งเอาเข้าจริง รถยนต์ของ Tesla เขามองว่ามันก็คือหุ่นยนต์ในร่างของสี่ล้อแล้ว เพราะเขาได้นำระบบ Neural Network หรือระบบโครงข่ายประสาทเข้าไปไว้ในตัวของรถยนต์ ซึ่งระบบโครงข่ายประสาทนี้ มันก็สามารถนำไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ที่มีแขนมีขาเหมือนมนุษย์ได้เช่นกัน

ส่วนการที่ Robot จะเข้าสู่ตลาดสัตว์เลี้ยงนั้น ทาง Elon Musk เขามองว่า มันน่าสนใจตรงที่ว่า ระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์นั้น สามารถสร้างบุคคลิกเฉพาะให้กับหุ่นยนต์แต่ละตัวออกมาแตกต่างกันออกไป ราวกับว่ามันเป็นสุนัขที่มีนิสัยเฉพาะกับเจ้าของของมันได้เลย แต่เขาก็ไม่ได้โฟกัสในตลาดนี้

ส่วนถ้าให้พูดถึงพลังนิวเคลียร์นั้น ส่วนตัวของ Elon Musk เขาบอกว่า มันเป็นพลังงานที่สามารถนำเอามาใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี แถมมันยังเป็นพลังงานที่สะอาด ซึ่งเขาก็บอกว่า น่าเสียดายที่โรงงานพลังไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นต้องถูกปิดไป แทนที่จะเป็นโรงงานไฟฟ้าจากถ่านหิน ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าร้อยเท่าพันเท่าเมื่อเทียบกับคนที่เสียชีวิตจากโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพราะมันแทบไม่มีใครเสียชีวิตเลย

แต่ภาพลบของนิวเคลียร์ก็ยังคงฝังลึกลงในจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่ ที่นึกถึงภาพการระเบิดของนิวเคลียร์จากสงคราม หรือจากการระเบิดที่เชอร์โนบิล ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่ผู้คนส่วนใหญ่จะกลัวพลังงานนิวเคลียร์ นั่นก็เป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาในเรื่องของ Engineer และ Physics ซึ่งถ้าหากคุณมีความรู้ในด้านนี้ ก็จะพบว่า พลังงานมันก็เป็นการปล่อยโฟตอนออกมา ซึ่งทุกสิ่งอย่างในจักรวาลนี้ มันก็ปล่อยโฟตอนออกมาตลอดเวลาอยู่แล้ว ทั้งโทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งดวงอาทิตย์ที่ตัวของมันก็เปรียบเสมือนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดมหึมาอยู่แล้ว

คำถามง่าย ๆ ก็คือ เมื่อเราจ้องมองไปที่ดวงอาทิตย์ เรายังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่? คำตอบคือ ก็ยังสบายดีอยู่นี่นา ถ้าเช่นนั้นมันก็ไม่น่าจะเป็นอะไรหากจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ใช้บนโลกใบนี้

สุดท้าย นี่คือสิ่งที่ Elon Musk อยากบอกคนรุ่นใหม่

โดย Elon Musk บอกว่า ให้คุณพยายามทำในสิ่งที่ประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อโลกใบนี้ พยายามสร้างมากกว่าบริโภค พยายามสนับสนุนกิจกรรมในเชิงบวกต่อสังคม ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มันเป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้นการทำประโยชน์ที่ดีนั้น มันก็คือการดำเนินชีวิตที่ดี ควรค่ากับการใช้ชีวิตและเกิดมาบนโลกใบนี้ ซึ่งตัวของเขามักจะแนะนำว่า อยากให้ลองนำกฎของฟิสิกส์นำไปปรับใช้กับทุก ๆ เรื่องของชีวิตดู เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ดีเลยทีเดียว

ส่วนวิธีการที่จะหาความรู้ใส่ตัวนั้น ทาง Elon Musk ก็แนะนำว่าให้อ่านหนังสือเยอะ ๆ เข้าถึงข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้พัฒนาความรู้พื้นฐานทั่ว ๆ ไป เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคุณชอบหรือไม่ชอบเรื่องใด ดังนั้นคุณจะต้องรู้อย่างน้อยคร่าว ๆ ในหลากหลายเรื่องเสียก่อน

จากนั้นก็ให้คุณพูดคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่มคนที่หลากหลายอาชีพ หลากหลายอุตสาหกรรม หลากหลายสาขาวิชา หลากหลายทักษะ เพื่อให้ตัวคุณมีความรู้คลอบคลุมให้ได้มากที่สุด จากนั้นคุณจะเริ่มมองเห็นในเรื่องที่ซ้อนทับกัน ที่เหมาะสมกับความสามารถของคุณและเป็นสิ่งที่คุณสนใจ ซึ่งแม้ว่าบางเรื่องเป็นสิ่งที่คุณเก่งมาก แต่คุณไม่ชอบทำมัน ดังนั้นมันจะต้องเป็นเรื่องที่คุณชอบทำมันและทำมันได้เป็นอย่างดี

โดย Elon Musk เขาเล่าว่า เมื่อตอนที่เขายังเด็กอยู่ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ตอนที่เขาอายุได้ประมาณ 9 ขวบ เขาได้ไล่อ่านหนังสือสารานุกรมทั้งหมดที่มีอยู่ในห้องสมุดจนหมดสิ้น ซึ่งมันทำให้เขาได้รอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่มีอยู่บนโลกนี้ ซึ่งก็มีหลาย ๆ เรื่องที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีเรื่องนี้อยู่ซะด้วยซ้ำ

ซึ่งเทคนิคในการอ่านสารานุกรมของเขาก็คือ ให้คุณอ่านย่อ ๆ พอให้ได้ใจความสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ให้เพียงพอที่จะรู้ว่า ตัวของคุณชอบเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ถ้า ‘ไม่’ ก็ให้กดข้ามไปอ่านหัวข้ออื่นต่อไป ซึ่งมันจะช่วยให้คุณค้นพบหัวข้อที่ ‘ไม่สนใจ’ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยตัดหัวข้อที่คุณไม่ชอบออกไปทีละหัวข้อ มันจะช่วยให้คุณพบหัวข้อที่คุณสนใจได้เร็วยิ่งขึ้น

และ Elon Musk เขาอยากให้ระวังแนวคิดแบบ Zero sum mindset ที่หมายถึง หากอยากเติบโต หรืออยากได้อะไรมาเป็นของตัวเอง ก็ต้องไปแย่งชิงจากคนอื่นมาเท่านั้น แปล ๆ ง่าย ๆ ก็คือ ‘ฉันได้ แกเสีย’

ซึ่งเขาบอกว่า มันไม่จำเป็นที่จะต้องแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่นในระบบเศรษฐกิจ เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปแย่งชิงจากใคร เราแค่ต่างฝ่ายต่างผลิตสินค้าและบริการที่ดีเข้าสู่ตลาด และเมื่อทุกคนโฟกัสที่ช่วยกันสร้างสินค้าและบริการใหม่ ๆ ขึ้นมา มันก็จะทำให้ขนาดของเศรษฐกิจมันเติบโตขึ้น ใหญ่ขึ้น โดยเขายกตัวอย่างว่า มี pie อยู่ชิ้นหนึ่ง ถ้าทุกคนเอาแต่บริโภคกอบโกย ในท้ายที่สุด pine ชิ้นนั้นก็จะหมดลง แต่ในขณะที่หากช่วยกันสร้าง pie ชิ้นใหม่ขึ้นมาให้มากกว่าที่บริโภค ทุกคนก็จะได้มี pie เอาไว้กินไปตลอด

และเขาก็คิดว่า การที่เขาพยายามผลักดันให้มนุษย์นั้นเข้าสู่อารยธรรมอวกาศที่เป็นสปีชี่ส์ที่อาศัยอยู่หลากหลายดาวเคราะห์นั้น มันคือการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อมนุษยชาติในรูปแบบของเขา เพราะถ้าหากเขาไม่มีความรักต่อมนุษยชาติแล้วล่ะก็ เขาก็ไม่คิดจะสนใจเรื่องที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้เลยแม้แต่น้อย

และการที่จะหาคำตอบของจักรวาลได้นั้นมันเป็นส่วนที่ง่าย แต่พาร์ทที่สำคัญและยากที่สุดก็คือ การตั้งคำถามอย่างถูกต้องกับจักรวาล เพราะคำถามที่ถูกต้องจะนำไปสู่คำตอบที่ถูกต้องนั่นเอง

Resources

Exit mobile version