Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Economy

กลไกการทำงานของเศรษฐกิจโลก | How Countries Go Broke by Ray Dalio Chapter 2

ถ้า Chapter 1 คือภาพรวมของวัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่ที่ Ray Dalio บีบให้อยู่ใน 7 หน้า Chapter 2 นี้คือการลงลึกในกลไกที่แท้จริงของระบบ

เนื้อหาในตอนนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเข้าใจกลไกตลาดในระดับมืออาชีพ อยากเข้าใจจริง ๆ ว่าระบบเศรษฐกิจทำงานอย่างไร

ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด

Ray เริ่มต้นด้วยมุมมองที่น่าสนใจว่า เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุของมัน ระบบเศรษฐกิจจึงเหมือนเครื่องจักรที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไม่มีหยุด และเพราะทุกอย่างส่งผลต่อกันและกัน กลไกของมันจึงซับซ้อนมาก

แต่ก่อนจะลงลึกในกลไกของหนี้ Ray ขอย้ำก่อนว่า วัฏจักรหนี้เป็นแค่หนึ่งในห้าแรงขับใหญ่ที่กำหนดทิศทางของโลก ซึ่งได้แก่

  • วัฏจักรหนี้และเศรษฐกิจ (Debt/Credit/Money/Economic Cycle)
  • วัฏจักรความขัดแย้งภายในประเทศ (Internal Political Order/Disorder Cycle)
  • วัฏจักรความขัดแย้งระหว่างประเทศ (External Geopolitical Order/Disorder Cycle)
  • ภัยธรรมชาติและโรคระบาด (Acts of Nature)
  • นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ (Human Inventiveness)

และสำหรับเนื้อหาใน How Countries Go Broke นี้ Ray จะมุ่งเน้นที่แรงขับแรกเป็นหลัก คือเรื่องของวัฏจักรหนี้และเศรษฐกิจ แต่ก็จะไม่ลืมเชื่อมโยงกับแรงขับอื่น ๆ เมื่อจำเป็น เพราะทั้งห้าแรงขับนี้ต่างส่งผลต่อกันและกันเสมอ

เงินและสินเชื่อคือเลือดของระบบเศรษฐกิจ

Ray เปรียบระบบเศรษฐกิจว่าเหมือนร่างกายมนุษย์ โดย เงินและสินเชื่อ คือเลือดที่ไหลเวียนพาสารอาหาร หรือก็คืออำนาจในการใช้จ่าย (Spending Power) จากส่วนที่มีมากเกินไปไปยังส่วนที่ต้องการมัน

  • รัฐบาลกลาง (Central Government) เปรียบเหมือนสมองที่กำกับทิศทางของระบบ โดยใช้เงินและสินเชื่อราว 15-30% ของทั้งหมดเพื่อดำเนินงาน เช่น โครงการสวัสดิการสังคม การป้องกันประเทศ และอื่น ๆ
  • ธนาคารกลาง (Central Bank) เปรียบเหมือนหัวใจที่สูบฉีดเงินและสินเชื่อผ่านระบบ

ถ้าเงินและสินเชื่อไหลไปถึงมือคนที่นำมันไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกฝ่ายก็จะเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ระบบก็จะเริ่มเจ็บป่วยและเกิดความเสียหาย

5 ส่วนประกอบหลักของระบบเศรษฐกิจ

Ray อธิบายว่าระบบเศรษฐกิจประกอบด้วย 5 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน และถ้าเข้าใจ 5 ส่วนนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมถึงมีวัฏจักรหนี้และเศรษฐกิจขนาดใหญ่เกิดขึ้น

หนึ่ง — สินค้า บริการ และสินทรัพย์ลงทุน (Goods, Services, and Investment Assets) สิ่งที่ผู้คนซื้อและขาย ตั้งแต่ข้าวของในชีวิตประจำวันไปจนถึงหุ้นและพันธบัตร

สอง — เงิน (Money) ที่ใช้ซื้อสิ่งเหล่านั้น

สาม — สินเชื่อ (Credit) ที่ใช้ซื้อสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน แต่ต่างจากเงินตรงที่ต้องชำระคืนในภายหลัง

สี่ — หนี้สิน (Debt Liabilities) ที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการซื้อด้วยสินเชื่อ

ห้า — สินทรัพย์หนี้ (Debt Assets) เช่น เงินฝากในธนาคารและพันธบัตร ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามของหนี้สิน เพราะหนี้ของคนหนึ่งก็คือสินทรัพย์ของอีกคนหนึ่งเสมอ

เงินกับสินเชื่อ ต่างกันอย่างไร?

ก่อนจะไปต่อ Ray แยกแยะความแตกต่างระหว่างสองสิ่งที่คนมักสับสน

เงิน (Money) ปิดการทำธุรกรรมได้ทันที เหมือนซื้อกาแฟด้วยเงินสด จ่ายแล้วก็จบ ในระบบเงินกระดาษ (Fiat Money) ที่เราอยู่ตั้งแต่ปี 1971 เงินคือสิ่งที่ธนาคารกลางพิมพ์ออกมา และสามารถสร้างได้ในปริมาณที่ต้องการ แต่ในทางเทคนิคแล้ว แม้แต่เงินกระดาษก็ยังมีลักษณะคล้ายสินเชื่อในแง่ที่มันเป็นคำสัญญาว่าจะมีอำนาจซื้อ ไม่ใช่ Hard Money หรือเงินที่แท้จริงอีกต่อไปแล้ว

สินเชื่อ (Credit) ต่างจากเงินตรงที่มันทิ้งภาระผูกพันไว้ เหมือนรูดบัตรเครดิตซื้อกาแฟ ได้กาแฟไปแล้ว แต่ยังต้องจ่ายเงินคืนในภายหลัง และใครก็สามารถสร้างสินเชื่อได้โดยข้อตกลงร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นธนาคารกลาง

สินเชื่อมีสองด้านเสมอ ด้านดีคือมันทำให้ผู้กู้ใช้จ่ายได้มากกว่ารายได้ในระยะสั้น ดันความต้องการและราคาสินค้าให้สูงขึ้น เศรษฐกิจก็ขยายตัว แต่ด้านไม่ดีคือมันสร้างหนี้ที่ต้องชำระคืนในระยะยาว ซึ่งบังคับให้ต้องใช้จ่ายน้อยลงในอนาคต ความต้องการก็ลดลง ราคาก็ตก เศรษฐกิจก็หดตัว นั่นคือรากเหง้าของความเป็นวงจรในระบบเศรษฐกิจ

ราคาถูกกำหนดอย่างไร?

นี่คือจุดที่ Ray นำเสนอมุมมองที่แตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปอย่างชัดเจน

Ray บอกว่าทุกตลาดและทุกเศรษฐกิจล้วนเป็นผลรวมของธุรกรรม (Transactions) ต่าง ๆ และธุรกรรมก็คือการที่ผู้ซื้อให้เงินหรือสินเชื่อแก่ผู้ขาย แลกกับสินค้า บริการ หรือสินทรัพย์ทางการเงิน

ดังนั้น Ray จึงสรุปสูตรง่าย ๆ ว่า

ราคา (Price) = จำนวนเงินที่ใช้จ่ายทั้งหมด ($) ÷ ปริมาณที่ขายได้ทั้งหมด (Q)

หรือพูดสั้น ๆ ว่า P = $/Q

ลองนึกภาพตลาดข้าว ถ้าวันนี้มีคนนำเงินมาซื้อข้าวรวมกัน 100 บาท และมีข้าวขายอยู่ 10 กิโลกรัม ราคาข้าวก็จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท แต่ถ้าวันพรุ่งนี้มีเงินมาซื้อเพิ่มเป็น 200 บาท แต่ข้าวยังมี 10 กิโลเหมือนเดิม ราคาก็จะขึ้นเป็น 20 บาทต่อกิโลกรัมทันที

นั่นคือหัวใจของสูตรนี้ ถ้ารู้ว่าคนกำลังใช้จ่ายเงินเท่าไหร่ ($) และปริมาณสินค้าที่ขายอยู่มีเท่าไหร่ (Q) ก็จะรู้ราคาและทุกอย่างที่ต้องการรู้

Ray ชี้ว่านักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมองราคาจากมุมของปริมาณที่ซื้อและขาย (Quantity) แต่แนวทางของเขามองจากจำนวนเงินที่ใช้จ่าย ($) แทน ซึ่งนำไปสู่การอธิบายการเปลี่ยนแปลงของราคาที่แม่นยำกว่า เพราะถ้าคนมีเงินมากขึ้น ราคาก็สูงขึ้น โดยที่ปริมาณสินค้าไม่ได้เปลี่ยน

ตัวอย่างเช่น ถ้าอัตราการซื้อลดลง 10% และอย่างอื่นยังเท่าเดิม ราคาก็จะลดลง 10% เช่นกัน ดังนั้นถ้าสังเกตเห็นอัตราการซื้อหรือขายที่ไม่ยั่งยืน ก็สามารถคาดการณ์การพลิกกลับของราคาและเศรษฐกิจได้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง

สูตรนี้บอกอะไรเกี่ยวกับวัฏจักรเศรษฐกิจ?

Ray ชี้ให้เห็นว่าสูตรง่าย ๆ นี้อธิบายวัฏจักรเศรษฐกิจได้ดีมาก

กรณีที่ 1 — การเติบโตโดยไม่มีเงินเฟ้อ (Non-Inflationary Growth)

เมื่อสร้างเงินและสินเชื่อมากขึ้น ($) และผู้ผลิตยังมีศักยภาพผลิตเพิ่มได้ (Q เพิ่มขึ้นด้วย) ราคาก็ไม่พุ่งสูงมากนัก เพราะทั้งเงินและสินค้าเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เศรษฐกิจจึงเติบโตโดยไม่เกิดเงินเฟ้อ (Inflation)

กรณีที่ 2 — เงินเฟ้อ (Inflation)

เมื่อสร้างเงินและสินเชื่อมากขึ้น ($) แต่ผู้ผลิตไม่มีศักยภาพผลิตเพิ่มแล้ว (Q แทบไม่เพิ่ม) เงินที่มากขึ้นก็ไล่ไปซื้อของที่มีอยู่เท่าเดิม ราคาก็พุ่งสูง เกิดเงินเฟ้อ

นี่คือเหตุผลที่ว่า ในช่วงต้นของวัฏจักรที่กำลังการผลิต (Productive Capacity) ยังเหลืออยู่มาก เศรษฐกิจจะเติบโตแรงและเงินเฟ้อต่ำ แต่ในช่วงปลายวัฏจักร การเติบโตเริ่มอ่อนแอลงแต่ราคาสินค้ากลับพุ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น หากประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) สูง คือ สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรเท่าเดิม ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจสามารถที่จะเติบโตได้นานขึ้นโดยไม่เกิดเงินเฟ้อรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม Productivity ที่เพิ่มขึ้นมักวัดค่าได้ยาก เพราะมันแสดงออกในรูปของสินค้าที่ดีขึ้น ราคาถูกลง หรือแม้แต่การสร้างสินค้าต้นทุนแทบเป็นศูนย์ (เช่น การถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์แทนกล้องฟิล์ม)

ทำไมผู้คนถึงซื้อและขาย?

Ray อธิบายว่าการจะเข้าใจราคาได้จริง ต้องเข้าใจแรงจูงใจของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่

สินค้าและบริการ (Goods and Services) ผู้คนซื้อเพื่อใช้

สินทรัพย์ลงทุน (Investment Assets) ผู้คนซื้อเพื่อเก็บรักษามูลค่าและทำกำไร

การตัดสินใจว่าจะใช้จ่ายในสินค้าบริการหรือสินทรัพย์ขึ้นอยู่กับว่าอันไหนน่าดึงดูดกว่ากัน ณ เวลานั้น และผู้คนก็เปรียบเทียบสองมิติอยู่ตลอดเวลา

มิติแรกคือเปรียบเทียบระหว่างสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น เงินสดดีกว่าทองคำไหม หรือทองคำดีกว่าหุ้นไหม

มิติที่สองคือเปรียบเทียบสินทรัพย์เดิมในเวลาต่างกัน เช่น ถือทองคำวันนี้เลยดีกว่าเข้าถือในอีกหนึ่งปีข้างหน้าหรือเปล่า

ผลตอบแทนตามชื่อ vs ผลตอบแทนจริง

นี่คือหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญมากในการวิเคราะห์การลงทุน Ray ชี้ว่า ผลตอบแทนจริงหลังหักเงินเฟ้อ (Real Returns) สำคัญกว่าผลตอบแทนตามชื่อ (Nominal Returns) เสมอ

ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าถ้าคุณฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี แต่เงินเฟ้อในปีนั้นอยู่ที่ 7% หมายความว่าถึงแม้ตัวเลขในบัญชีจะเพิ่มขึ้น แต่ของที่คุณซื้อได้จริง ๆ กลับน้อยลง 2% นั่นคือผลตอบแทนจริง (Real Return) ของคุณติดลบ 2% แม้ผลตอบแทนตามชื่อ (Nominal Return) จะเป็นบวก 5%

เหตุผลที่ผลตอบแทนจริงสำคัญกว่าก็เพราะ เป้าหมายของการลงทุนคือการรักษาและเพิ่มอำนาจในการซื้อ (Purchasing Power) ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี นักลงทุนจึงเปรียบเทียบผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางการเงินอย่างพันธบัตรกับสินทรัพย์จริง (Real Assets) เช่น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) อยู่ตลอดเวลา

Ray อธิบายว่านักลงทุนจะขายพันธบัตรออกแล้วซื้อสินทรัพย์จริง เมื่อใดก็ตามที่ผลตอบแทนของพันธบัตร (Bond Yield) ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ เพราะในช่วงนั้นการถือพันธบัตรเท่ากับยอมสูญเสียอำนาจซื้อทีละน้อยในทุก ๆ ปี

นอกจากนี้ เมื่อธนาคารกลางพิมพ์เงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบ สิ่งที่มักเกิดขึ้นก็คือราคาสินค้า บริการ และสินทรัพย์ทางการเงินมักปรับตัวสูงขึ้นพร้อม ๆ กัน เหมือนเรือทุกลำที่ลอยอยู่ในทะเลเดียวกัน ถ้าน้ำทะเลสูงขึ้น เรือทุกลำก็ลอยสูงขึ้นด้วย ซึ่งในช่วงเวลาแบบนี้นักลงทุนมักหันมาให้ความสนใจสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ (Inflation-Hedge Assets) มากขึ้น

ผลตอบแทนรวม (Total Return) และการแข่งขันระหว่างสินทรัพย์

Ray เน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า สินทรัพย์ทุกประเภทล้วนแข่งขันกันด้วยผลตอบแทนรวม (Total Return)

ผลตอบแทนรวม (Total Return) คือผลตอบแทนที่ได้รับทั้งหมดจากการถือสินทรัพย์ชิ้นหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยสองส่วน

ส่วนแรก คือ Yield หรือผลตอบแทนที่จ่ายออกมาเป็นประจำ เช่น ดอกเบี้ยพันธบัตรที่จ่ายทุกปี หรือเงินปันผลจากหุ้น เหมือนเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือน

ส่วนที่สอง คือกำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ (Price Change) เหมือนราคาหุ้นที่ซื้อมาแล้วมูลค่าขึ้นหรือลงในภายหลัง

ดังนั้น Total Return = Yield + Price Change

นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่สนใจว่าเงินกำไรมาจากไหน พวกเขาสนใจแค่ผลตอบแทนรวมว่าทั้งหมดได้เท่าไหร่

เช่น ทองคำขึ้นราคา 7% กับพันธบัตรให้ดอกเบี้ย 7% พวกเขาก็มองว่าเท่ากัน

สิ่งนี้ทำให้เกิด Arbitrage ซึ่งคือการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาถูกจากอีกที่หนึ่ง ไปขายให้อีกที่หนึ่งในราคาที่สูงกว่า เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคาหรือผลตอบแทน

หรือจะเป็นสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างง่าย ๆ: ถ้าทองคำคาดว่าจะขึ้น 8% แต่พันธบัตรให้ดอกเบี้ยแค่ 5% นักลงทุนจะขายพันธบัตรแล้วซื้อทองคำแทน การกระทำแบบนี้ของนักลงทุนหลายคนจะดันราคาทองคำขึ้นและกดราคาพันธบัตรลง จนทั้งสองอย่างกลับมาสมดุลกันอีกครั้ง

และนักลงทุนจำนวนมากก็ทำแบบนี้พร้อม ๆ กัน จนกลายเป็นกลไกที่กำหนดราคาสัมพัทธ์ระหว่างสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งระบบ

Arbitrage, Leveraging และ Hedging สร้าง Matrix ราคาของโลก

Ray อธิบายว่า นอกจากการเปรียบเทียบผลตอบแทนตรง ๆ แล้ว นักลงทุนมืออาชีพยังใช้เทคนิคอีกสองอย่างที่ทำให้ตลาดซับซ้อนขึ้นมาก

อย่างแรกคือ Leveraging หรือการใช้เงินกู้มาลงทุนเพิ่ม

ลองนึกภาพว่าคุณมีเงิน 100 บาท แต่กู้เพิ่มอีก 400 บาท เอาไปลงทุนรวม 500 บาท ถ้าได้กำไร 10% ก็จะได้ 50 บาท ซึ่งเทียบกับเงินตัวเองแค่ 100 บาท ถือว่ากำไรสูงมาก แต่ถ้าขาดทุน 10% ก็จะเสีย 50 บาทซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของเงินที่มีอยู่ทั้งหมด Leveraging จึงเหมือนดาบสองคม ขยายทั้งกำไรและขาดทุนพร้อมกัน

อย่างที่สองคือ Hedging หรือการซื้อประกันความเสี่ยง

เหมือนการซื้อประกันบ้าน ถ้าบ้านไม่ไฟไหม้ก็เสียค่าประกันไปเฉย ๆ แต่ถ้าบ้านไฟไหม้ก็ได้รับเงินชดเชย นักลงทุนใช้ Hedging เพื่อลดความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ถืออยู่ โดยถือสินทรัพย์อีกชนิดที่มักเคลื่อนไหวสวนทางกันไว้คู่กัน

เมื่อผสม Leveraging และ Hedging เข้าด้วยกันในรูปแบบต่าง ๆ นักลงทุนสามารถทำให้สินทรัพย์ชนิดหนึ่งมีลักษณะและผลตอบแทนคล้ายกับสินทรัพย์อีกชนิดหนึ่งได้ เช่น การผสมพันธบัตรกับเทคนิคทางการเงินบางอย่างอาจทำให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับการถือหุ้น

ลองเปรียบให้เห็นภาพแบบนี้ว่า

สมมติคุณอยากได้รสชาติของน้ำส้มคั้น แต่มีแค่น้ำเปล่ากับน้ำมะนาวและน้ำตาลอยู่ในมือ คุณก็ผสมกันให้ได้รสใกล้เคียงกับน้ำส้มได้

การลงทุนก็เหมือนกัน ถ้าอยากได้ผลตอบแทนแบบหุ้น แต่อยากเริ่มจากพันธบัตรที่ปลอดภัยกว่า นักลงทุนมืออาชีพก็สามารถกู้เงินเพิ่ม (Leverage) และซื้อประกันความเสี่ยง (Hedging) ผสมกันในสัดส่วนที่ถูกต้อง จนได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับหุ้นได้ โดยที่ไม่ได้ซื้อหุ้นโดยตรงเลยแม้แต่นิดเดียว

และเพราะมีนักลงทุนจำนวนมากทั่วโลกคอยมองหาโอกาสทำกำไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลา ราคาของสินทรัพย์ทุกชนิดจึงเชื่อมโยงกันเหมือนเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ที่ทุกอย่างส่งผลต่อกันหมด เมื่อราคาของสินทรัพย์หนึ่งขยับ ราคาของสินทรัพย์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะปรับตัวตามอย่างรวดเร็ว

Ray บอกว่าเพราะมีนักลงทุนเก่ง ๆ จำนวนมากแข่งกันหาโอกาสเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ราคาในตลาดจึงสะท้อนข้อมูลได้ค่อนข้างแม่นยำ แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป และนั่นแหละคือช่องว่างที่เปิดโอกาสให้คนที่เข้าใจระบบดีกว่าคนอื่นสามารถทำกำไรได้

ราคาวันนี้ vs ราคาในอนาคต (Spot Price vs Futures Price)

สมมติทองคำวันนี้ราคา 70,000 บาทต่อหนึ่งบาททอง

Spot Price คือถ้าอยากได้ทองคำเดี๋ยวนี้เลย ก็จ่าย 70,000 บาท แล้วได้ทองคำกลับบ้านทันที

Futures Price คือการตกลงกันวันนี้ว่าจะซื้อทองคำในราคา 71,000 บาท แต่จะรับของจริงในอีก 6 เดือนข้างหน้า ราคาที่สูงกว่าเล็กน้อยนั้นก็สมเหตุสมผล เพราะผู้ขายต้องเก็บทองคำไว้ให้ 6 เดือน ก็ต้องบวกค่าเก็บรักษาเข้าไปด้วย

แต่ถ้าวันไหน Futures Price พุ่งขึ้นไปถึง 80,000 บาท ทั้งที่ Spot Price ยังอยู่ที่ 70,000 บาท นักลงทุนก็จะรีบซื้อทองคำราคา 70,000 บาทวันนี้ทันที แล้วขายล่วงหน้าที่ 80,000 บาทพร้อมกันเลย ได้กำไร 10,000 บาทแบบแทบไม่มีความเสี่ยง

และเมื่อนักลงทุนจำนวนมากทำแบบนี้พร้อมกัน Spot Price ก็จะถูกดันขึ้น และ Futures Price ก็จะถูกกดลง จนราคาทั้งสองปรับเข้าหากันเองโดยอัตโนมัติำำำำำำำำำำำำำำำำำ

หนี้คือสกุลเงิน สกุลเงินคือหนี้ (Debt Is Currency and Currency Is Debt)

Ray อธิบายว่า สินทรัพย์หนี้ (Debt Asset) เช่น พันธบัตร มันก็คือคำมั่นสัญญาว่าผู้ที่ซื้อมันเอาไว้จะได้รับสกุลเงินในจำนวนที่ระบุไว้ในอนาคต ดังนั้น หนี้และสกุลเงินจึงเป็นสิ่งเดียวกันในแก่นแท้

หรือพูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณไม่ชอบสกุลเงินหนึ่ง คุณก็ต้องไม่ชอบพันธบัตรที่ออกในสกุลเงินนั้นด้วย และถ้าคุณไม่ชอบพันธบัตร คุณก็ต้องไม่ชอบสกุลเงินนั้นด้วยเช่นกัน

ลองนึกภาพว่าคุณถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ ซึ่งจะจ่ายคืนเป็นเงินดอลลาร์ ถ้าคุณคิดว่าเงินดอลลาร์จะเสื่อมค่าลงมากในอีก 10 ปีข้างหน้า พันธบัตรที่คุณถืออยู่ก็แทบไม่มีความหมาย เพราะแม้จะได้รับเงินคืนครบตามที่สัญญาไว้ แต่เงินดอลลาร์ที่ได้รับกลับมานั้นก็ซื้อของได้น้อยลงอยู่ดี

กลไกของการไหลเงินทุนระหว่างประเทศ (Capital Flows)

Ray อธิบายกลไกสำคัญอีกอย่างหนึ่ง โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดในโลกปัจจุบัน

พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น 10 ปี ให้ดอกเบี้ยราว 1.5% ต่อปี ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี ให้ดอกเบี้ยราว 4.5% ต่อปี ต่างกัน 3%

ในสภาวะปกติ ตลาดจะคาดว่าเงินเยนของญี่ปุ่นต้องแข็งค่าขึ้น 3% ต่อปีเพื่อชดเชยความต่างนั้น มิฉะนั้นทุกคนก็จะทิ้งพันธบัตรญี่ปุ่นแล้วไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหมด

แต่ถ้าเงินเยนกลับอ่อนค่าลงแทนล่ะ?

นั่นแปลว่านักลงทุนที่ถือพันธบัตรญี่ปุ่นเสียเปรียบสองต่อพร้อมกัน ได้ดอกเบี้ยน้อยกว่า 3% และเงินเยนยังอ่อนลงอีก 2% รวมแล้วขาดทุนปีละ 5% เมื่อเทียบกับการถือพันธบัตรสหรัฐฯ

เมื่อเกิดสถานการณ์แบบนี้ ตลาดจะปรับตัวได้ใน 3 รูปแบบ ดังนี้ก็คือ

รูปแบบที่ 1 ค่าเงินเยนดิ่งลงทันทีราว 40% เพื่อให้ถูกพอที่จะน่าซื้ออีกครั้ง เหมือนสินค้าที่ไม่มีคนอยากซื้อ ต้องลดราคาลงมากพอจนมีคนสนใจ

รูปแบบที่ 2 อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรญี่ปุ่นต้องพุ่งขึ้น 5% เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้กลับมา แต่ผลที่ตามมาคือราคาพันธบัตรญี่ปุ่นที่ถืออยู่จะดิ่งลงประมาณ 40% เพราะพันธบัตรเก่าให้ดอกเบี้ยน้อยกว่าพันธบัตรใหม่ ก็เลยไม่มีใครอยากถือ

รูปแบบที่ 3 ถ้ารัฐบาลใช้กฎหมายบังคับไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศ (Capital Controls) จนทำให้ทั้งค่าเงินและดอกเบี้ยไม่ได้ปรับตัวตามที่ควรจะเป็น ความสูญเสีย 5% ต่อปีก็จะค่อย ๆ สะสมเงียบ ๆ จนครบ 10 ปี ก็จะสูญเสียไปประมาณ 40% เช่นกัน

Ray ยังเตือนอีกว่า แม้แต่ในกรณีที่ดูเหมือนปลอดภัย เช่น ดอกเบี้ยพันธบัตรสูงดี และค่าเงินก็ไม่ได้อ่อนมากนัก แต่ถ้าเงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ ผลตอบแทนจริง (Real Return) ก็ยังติดลบอยู่ดี เหมือนได้รับดอกเบี้ย 3% แต่ของแพงขึ้น 5% เงินก็ยังซื้อของได้น้อยลงทุกปีอยู่ดี

Ray สรุปตรง ๆ ว่า ไม่ว่าจะเกิดรูปแบบไหน ถ้าประเทศไหนค่าเงินกำลังเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ การถือพันธบัตรของประเทศนั้นก็เป็นการลงทุนที่แย่มากเสมอ

5 ผู้เล่นหลักที่ขับเคลื่อนวัฏจักรเงินและหนี้

Ray ระบุว่ามี 5 ประเภทผู้เล่นหลักที่ขับเคลื่อนวัฏจักรเงินและหนี้

หนึ่ง — ลูกหนี้ ผู้กู้ยืม (Borrower-Debtors) ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน คือผู้ที่กู้เงินมาใช้จ่ายและลงทุน พวกเขาต้องการดอกเบี้ยต่ำ ๆ เพื่อที่จะได้ชำระหนี้ไหว

สอง — เจ้าหนี้ ผู้ปล่อยกู้ (Lender-Creditors) มีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน คือผู้ที่ปล่อยกู้เพื่อหาผลตอบแทน พวกเขาต้องการดอกเบี้ยสูง ๆ และอัตราการผิดนัดชำระต่ำ ๆ เพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยง

สาม — ธนาคารพาณิชย์ (Private Banks) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ที่ทำการกู้เงินจากฝ่ายหนึ่งมาปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่ง โดยหากำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ย โดยทำแบบนี้มาตลอดหลายพันปีในทุกประเทศทั่วโลก

สี่ — รัฐบาลกลาง (Central Governments) คือนักการเมืองที่ต้องการคะแนนเสียงจากประชาชน ดังนั้นพวกเขาจึงมักใช้จ่ายเงินมากกว่าที่เก็บภาษีได้ เพื่อให้ประชาชนพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน แจกเงิน หรือลดภาษี โดยกู้เงินมาจ่ายแทน ซึ่งเสริมแรงวัฏจักรการสร้างสินเชื่อในช่วงต้นและสร้างภาระหนี้ในช่วงปลาย

ห้า — ธนาคารกลาง (Central Banks) คือผู้เล่นที่ทรงอำนาจที่สุดในระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นองค์กรเดียวที่มีอำนาจในการพิมพ์เงินออกมาได้ และยังสามารถกำหนดได้ด้วยว่าจะให้สินเชื่อหาง่ายหรือหายากแค่ไหน ดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำแค่ไหน ถ้าธนาคารกลางปล่อยเงินออกมามาก คนก็กู้ได้ง่าย ใช้จ่ายได้มาก เศรษฐกิจก็ขยายตัว แต่ถ้าดึงเงินออกจากระบบ ทุกอย่างก็ชะลอตัวลง ดังนั้นธนาคารกลางจึงเปรียบเหมือนคนที่คุมก๊อกน้ำของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

ความตึงเครียดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Ray ชี้ให้เห็นความขัดแย้งโดยธรรมชาติที่ฝังอยู่ในระบบซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

สำหรับลูกหนี้ ดอกเบี้ยจะต้องไม่สูงจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นแล้วลูกหนี้จะชำระหนี้คืนไม่ไหว ต้องขายสินทรัพย์ทิ้ง และอาจผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด ทำให้ตลาดและเศรษฐกิจพังลงได้

สำหรับเจ้าหนี้ ดอกเบี้ยต้องไม่ต่ำจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นมันก็ไม่คุ้มที่จะปล่อยกู้ และจะพากันขายพันธบัตรทิ้ง ทำให้ดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นหรือธนาคารกลางต้องพิมพ์เงินออกมาซื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและทำให้ทุกอย่างแย่ลง

Ray เปรียบให้เห็นภาพว่า ช่วงที่หนี้สินในระบบยังน้อย มันง่ายมากที่จะหาจุดสมดุลที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ มันเหมือนเล่นไม้กระดานหกกับเด็กน้ำหนักพอ ๆ กัน แต่พอหนี้สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ มันเหมือนเล่นไม้กระดานหกกับคนที่หนักขึ้นทุกวัน สุดท้ายก็ต้องเสียสมดุล

ธนาคารพาณิชย์กับกลไกของฟองสบู่

Ray อธิบายว่าธนาคารพาณิชย์ทำงานด้วยวิธีเดิมมานับพันปีในทุกประเทศ นั่นคือ พวกเขากู้เงินจากคนกลุ่มหนึ่งมาปล่อยให้อีกกลุ่ม โดยหากำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ย

แต่ปัญหาก็คือ ธนาคารมักปล่อยกู้มากกว่าเงินที่ตัวเองมีอยู่จริงไปมาก เหมือนร้านอาหารที่รับจอง 100 โต๊ะ ทั้งที่มีโต๊ะแค่ 20 โต๊ะ โดยหวังว่าคงไม่มีใครมาที่ร้านพร้อมกันทั้งหมดในเวลาเดียวกัน

ซึ่งระบบนี้ทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมีสองเงื่อนไขนี้ที่ยังเป็นจริงอยู่ ก็คือ ทางผู้กู้นำเงินไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถชำระหนี้คืนได้ และอีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือ ทางผู้ฝากเงินไม่ได้มาขอเงินคืนหรือถอนเงินพร้อมกันในปริมาณที่มากกว่าที่ทางธนาคารจะมีเงินสดให้ ดังนั้น วิกฤตจะเกิดขึ้นทันทีที่ทั้งสองเงื่อนไขนี้พังลง นั่นคือจุดกำเนิดของ Bank Run ที่คุ้นหูกันดีนั่นเอง คือคนแห่ถอนเงินพร้อมกัน แต่ก็พบว่าเงินส่วนใหญ่นั้นทางธนาคารเอาไปปล่อยกู้เกือบทั้งหมด จึงมีเงินสดไม่พอให้ถอน

ก่อนจะมีธนาคารกลาง โลกเป็นอย่างไรมาก่อน?

Ray อธิบายให้เห็นภาพประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจว่า ในอดีตก่อนที่โลกจะมีธนาคารกลาง อย่างเช่นเหตุการณ์ ก่อนปี ค.ศ. 1913 ในประเทศสหรัฐฯ เงินที่อยู่ในธนาคารเอกชนส่วนใหญ่คือทองคำ โลหะเงิน (Silver) หรือกระดาษที่สามารถแลกคืนเป็นทองคำและโลหะเงินได้

ในยุคนั้นวัฏจักรบูมและวิกฤตก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติเหมือนกัน เพราะลูกหนี้ เจ้าหนี้ และธนาคารต่างก็ผ่านวัฏจักรสินเชื่อและหนี้ในแบบที่ Ray อธิบายมาตลอด และเมื่อหนี้สะสมมากเกินไป ก็จะเกิดการ Run on the Bank คือผู้คนแห่มาขอแลกเงินกระดาษคืนเป็นทองคำและโลหะเงิน ซึ่งธนาคารไม่มีมากพอ เกิดการล้มละลายเป็นระลอก และเศรษฐกิจก็พังทลายลง

วัฏจักรวิกฤตแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนในที่สุดรัฐบาลของหลายประเทศก็ตัดสินใจสร้างธนาคารกลางขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็น “ผู้ปล่อยกู้ทางเลือกสุดท้าย” (Lender of Last Resort) นั่นคือเมื่อธนาคารเอกชนกำลังจะล้ม ธนาคารกลางก็จะเข้ามาปล่อยกู้ให้เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตลุกลามบานปลาย

นอกจากนั้น ทางธนาคารกลางยังช่วยปรับวัฏจักรเงินและหนี้ ให้ราบรื่นขึ้นด้วยการขึ้นลงดอกเบี้ยและควบคุมปริมาณเงินและสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่รับได้

แต่สิ่งที่ Ray พยายามชี้ให้เห็นคือ แม้จะมีธนาคารกลางแล้ว วัฏจักรเงินและหนี้ ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ เพียงแต่ถูกยืดออกและจัดการได้ดีขึ้นในระยะสั้น แต่นั่นมันก็ทำให้เกิดการสะสมหนี้มากขึ้นในระยะยาวด้วยเช่นกัน

วัฏจักรหนี้ระยะสั้นและวัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่

Ray สรุปวัฏจักรทั้งสองให้เห็นภาพชัดขึ้น

วัฏจักรหนี้ระยะสั้น (Short-Term Debt Cycle) คือวงจรที่เราคุ้นเคยกันดี เริ่มจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) → ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยและปล่อยสินเชื่อถูก → เศรษฐกิจขยายตัวและเกิดฟองสบู่ → ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย → เศรษฐกิจอ่อนแอลง และวนกลับมาใหม่ โดยเฉลี่ยประมาณ 6 ปีบวกลบ 3 ปี และ ณ ขณะที่ Ray เขียนหนังสือ สหรัฐฯ เพิ่งผ่านวัฏจักรระยะสั้นมาแล้ว 12.5 รอบนับตั้งแต่ปี 1945 และกำลังอยู่ในช่วงกลางของรอบที่ 13

วัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่ (Big Debt Cycle) คือผลลัพธ์ของวัฏจักรระยะสั้นที่ซ้อนทับกันหลายรอบ โดยแต่ละรอบทิ้งหนี้สะสมไว้มากกว่าเดิม เพราะผู้กำหนดนโยบายมักจบภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วยการลดดอกเบี้ยให้ต่ำพอที่จะกระตุ้นการกู้ยืมใหม่ แต่ไม่เคยลดหนี้กลับสู่ระดับเดิม ทำให้หนี้สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่จัดการไม่ได้อีกต่อไป นำไปสู่การปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่และการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งโดยเฉลี่ยจะกินเวลาราว ๆ 80 ปีบวกลบ 25 ปี

แม้จะมีวิกฤตซ้ำ ๆ แต่ในภาพรวมระยะยาว มาตรฐานความเป็นอยู่ของมนุษย์ก็ยังค่อย ๆ ดีขึ้นอยู่ เพราะมนุษย์ยังคงประดิษฐ์และพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

สัญญาณที่บ่งบอกชัดเจนที่สุดว่ากำลังเดินเข้าสู่วิกฤตหนี้ก็คือ การที่ต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เดิม ลองนึกภาพคนที่รูดบัตรเครดิตใบใหม่มาจ่ายค่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตใบเก่า นั่นคือสัญญาณอันตรายที่ชัดเจนว่าระบบกำลังจะพัง

ทำไมธนาคารกลางถึงจัดการวัฏจักรหนี้ได้ไม่ดีพอ?

Ray ถามตัวเองว่าทำไมธนาคารกลางถึงไม่สามารถควบคุมหนี้ไม่ให้พุ่งสูงได้ดีกว่านี้ และเขาก็ได้ให้คำตอบ 4 ข้อที่ลึกกว่าที่คิด

หนึ่ง — ทุกคนอยากให้ตลาดเป็นขาขึ้น รวมถึงธนาคารกลางด้วย

เมื่อตลาดและเศรษฐกิจดีขึ้น ทุกคนได้รับรางวัลกันถ้วนหน้า ทั้งนักการเมือง นักลงทุน และประชาชนทั่วไป ยังไม่เห็นความเจ็บปวดจากการชำระหนี้คืนที่อยู่ในอนาคตที่ยังมองไม่เห็น ในขณะที่ความสุขจากการกู้เงินมาใช้อยู่ตรงหน้า ดังนั้นทุกคนจึงมีแรงจูงใจที่จะผลักดันขีดจำกัดออกไปเรื่อย ๆ สะสมหนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะพัง

สอง — ไม่มีใครรู้แน่ว่าระดับหนี้ที่อันตรายคือเท่าไหร่

ระดับหนี้ที่ยั่งยืนหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับรายได้ในอนาคต ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้แน่นอน บางครั้งหนี้ที่ดูเยอะมากก็ยังยั่งยืนได้ถ้าเศรษฐกิจเติบโตดี แต่หนี้ในระดับเดียวกันกลับพังได้ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวลง ดังนั้นการตัดสินว่าจำนวนหนี้เท่าไหร่ถึงอันตรายจึงเป็นเรื่องยากมาก

สาม — การไม่ปล่อยสินเชื่อก็มีต้นทุน

ถ้าธนาคารกลางเข้มงวดเกินไปและปล่อยให้สินเชื่อหายาก เศรษฐกิจก็จะชะลอตัว โอกาสในการลงทุนก็จะหายไป ธุรกิจที่ดีก็จะไม่ได้รับเงินทุน และการเติบโตที่ควรจะเกิดขึ้นก็จะหายไปพร้อมกัน ดังนั้นการระมัดระวังมากเกินไปก็มีต้นทุนที่จ่ายจริงเหมือนกัน

สี่ — วิกฤตหนี้มักจัดการได้

ตลอดประวัติศาสตร์ แม้แต่วิกฤตหนี้ครั้งใหญ่ก็มักถูกจัดการได้ในระดับที่รับได้ ผู้กำหนดนโยบายจึงไม่ได้กลัวมากเท่าที่ควร เพราะครั้งก่อน ๆ ก็ผ่านมาได้ ซึ่งทำให้ประมาทและปล่อยให้หนี้ในระบบสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ

Ray เปรียบว่า มันเหมือนคนที่กินอาหารมันทุกวันแล้วบอกว่าโคเลสเตอรอลสูงไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่อะไร ทั้งที่จริงมันกำลังสะสมเป็นคราบไขมันในเส้นเลือดและเพิ่มโอกาสเป็นโรคหัวใจขึ้นทุกวัน จนกว่าจะเกิดหัวใจวายโดยไม่ทันตั้งตัว

Ray ยังย้ำว่าหนี้สินไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เพราะสินเชื่อสามารถนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา หรือนวัตกรรมที่จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีเงินทุน และความเสียหายจากปัญหาหนี้ก็สามารถกระจายออกไปได้ถ้ารัฐบาลควบคุมกระบวนการได้ดี สิ่งสำคัญคือ หนี้ที่กู้ยืมมานั้นจะต้องสามารถสร้างรายได้มากพอที่จะชำระหนี้นั้นคืนได้

4 เครื่องมือที่ผู้กำหนดนโยบายมี

เมื่อวิกฤตหนี้เกิดขึ้น Ray บอกว่าผู้กำหนดนโยบายมีเครื่องมืออยู่ 4 อย่างที่พวกเขาสามารถใช้ได้

หนึ่ง — การรัดเข็มขัด (Austerity) คือการลดการใช้จ่าย ฟังดูสมเหตุสมผลและยุติธรรม แต่ Ray บอกว่านี่คือกับดัก เพราะการใช้จ่ายของคนหนึ่งก็คือรายได้ของอีกคนหนึ่ง ถ้ารัฐบาลลดการใช้จ่าย รายได้ของประชาชนและธุรกิจก็ลดลงตาม เศรษฐกิจก็หดตัว รายได้ภาษีของรัฐก็ยิ่งน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายกลับเพิ่มขึ้น ถ้ายังขึ้นภาษีอีกก็ยิ่งบีบทุกคนมากขึ้น วนเป็นวงจรที่ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ

สอง — การปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Defaults/Restructurings) ไม่ว่าจะเป็นการขอยืดเวลาชำระ ขอตัดหนี้บางส่วนทิ้ง หรือประกาศผิดนัดชำระหนี้ไปเลย วิธีนี้ลดภาระหนี้ได้โดยตรง แต่ก็ทำให้สินทรัพย์ของนักลงทุนที่ถือพันธบัตรเหล่านั้นลดมูลค่าลงด้วย และกดเศรษฐกิจให้ซบเซาลง ซึ่งเรียกว่าเป็นวิธีที่ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด (Deflationary)

สาม — การพิมพ์เงิน (Money Printing) คือธนาคารกลางสร้างเงินขึ้นมา แล้วนำไปซื้อสินทรัพย์หรือค้ำประกันหนี้ต่าง ๆ วิธีนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี แต่ก็ทำให้เงินเสื่อมค่าลง ราคาสินค้าสูงขึ้น และมูลค่าของพันธบัตรลดลง ซึ่งเรียกว่าเป็นวิธีที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ (Inflationary)

สี่ — การโอนย้ายทรัพยากร (Wealth Transfers) คือการเก็บภาษีจากคนรวยไปช่วยคนจน วิธีนี้ช่วยกระจายภาระออกไปได้ แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะถ้าเก็บภาษีมากเกินไปก็จะทำให้คนไม่อยากลงทุนหรือสร้างความมั่งคั่งอีกต่อไป

Beautiful Deleveraging ทางออกที่ดีที่สุด

Ray Dalio บอกว่าวิธีที่ดีที่สุดเรียกว่า Beautiful Deleveraging หรือ “ลดหนี้แบบสวยงาม” คือ:

ทำ สองอย่างพร้อมกัน ในปริมาณที่พอดี

  1. ลดหนี้จริง ๆ เช่น เจรจาขอลดหนี้บางส่วน หรือยืดเวลาผ่อนให้ช้ากว่าเดิม
  2. พิมพ์เงินเพิ่มนิดหน่อย ทำให้เกิดเงินเฟ้อเล็กน้อย และเศรษฐกิจยังเติบโตต่อได้

พอทำสองอย่างนี้ควบคู่กัน รายได้ของประเทศจะเพิ่มเร็วขึ้น (เพราะเงินเฟ้อ + เศรษฐกิจโต) แต่ดอกเบี้ยหนี้ยังเท่าเดิม → ผลคือ “หนี้เมื่อเทียบกับรายได้” ค่อย ๆ ลดลงเอง โดยไม่ต้องเจ็บปวดหนัก

สรุปสั้นสุด:

Beautiful Deleveraging = ลดหนี้โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจพัง และไม่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งแรงเกินไป

Ray บอกว่า ถ้าหนี้เป็นเงินสกุลของตัวเอง (เช่น หนี้ดอลลาร์ของอเมริกา) ส่วนใหญ่สามารถทำแบบนี้ได้สำเร็จภายใน 1-3 ปี และเป็นช่วงที่มีโอกาสลงทุนดีสำหรับคนที่เข้าใจ

5 แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหญ่ที่ทำงานร่วมกัน

Ray ย้ำประเด็นสำคัญก่อนจบ Chapter นี้ว่า ตลอดเวลาที่พูดถึงวัฏจักรหนี้ เขาพูดถึงแค่หนึ่งในห้าแรงขับใหญ่ที่กำหนดทิศทางโลก แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ทั้งห้าแรงขับต่างส่งผลต่อกันและกันอยู่ตลอดเวลา และมักเสริมแรงกันขึ้นหรือลงพร้อมกัน

Ray ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจ (แรงขับที่ 1) มักเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะเกิดความขัดแย้งภายในประเทศ (แรงขับที่ 2) เพราะเมื่อคนจนลง รัฐบาลอ่อนแอลง และความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น จะส่งผลให้ความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคมก็มักพุ่งสูงขึ้น และเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในประเทศ มันก็ยิ่งทำให้สภาวะการเงินและเศรษฐกิจแย่ลงไปอีก วนเป็นวงจรที่เสริมแรงกันในทางลบ

ในทำนองเดียวกัน วิกฤตการเงินภายในประเทศและความขัดแย้งทางการเมืองภายใน ต่างก็ทำให้ประเทศนั้นอ่อนแอลงในเวทีโลก และถ้าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสของความขัดแย้งระหว่างประเทศ (แรงขับที่ 3) ด้วย

Ray บอกว่าทั้งห้าแรงขับนี้สร้างวัฏจักรขนาดใหญ่ (Big Cycles) ของความรุ่งเรืองและความเสื่อมถอย สงครามและสันติภาพ ที่เกิดขึ้นทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก (World Order) ครั้งใหญ่อยู่เป็นระยะ ๆ

และถ้าจะสังเกตว่าประเทศไหนกำลังเสื่อมถอยลง Ray บอกว่าประเทศนั้น ๆ เราจะมักเห็นสัญญาณชัดเจนอยู่สองอย่างพร้อม ๆ กัน ได้แก่ หนี้ที่เพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดพักพร้อมกับระบบการเงินที่หละหลวมมากขึ้นเรื่อย ๆ และรวมกับตัวชี้วัดความเข้มแข็งของประเทศที่ถดถอยลง เช่น คุณภาพการศึกษาของประเทศ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และประสิทธิภาพของรัฐบาลประเทศนั้น ๆ เมื่อเทียบกับมหาอำนาจอื่น ๆ

ระบบการเงินที่ดีกับระบบที่กำลังพัง แตกต่างกันอย่างไร?

Ray ได้ทิ้งท้าย Chapter 2 ด้วยการอธิบายให้ชัดเจนว่า ระบบการเงินที่แข็งแรงและระบบที่กำลังป่วยนั้นมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร

ระบบที่แข็งแรง (Healthy) มีลักษณะดังนี้

เมื่อภาคเอกชนได้รับสินเชื่อแล้วนำไปลงทุนในสิ่งที่ทำกำไรได้จริง และสามารถชำระหนี้คืนได้พร้อมดอกเบี้ย ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่างได้ประโยชน์

รัฐบาลกู้เงินเพื่อลงทุนในสิ่งที่จะทำให้ประเทศแข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว เช่น สร้างถนน โรงเรียน หรืองานวิจัย ซึ่งเมื่อประเทศแข็งแกร่งขึ้น เศรษฐกิจก็เติบโต รัฐบาลก็เก็บภาษีได้มากขึ้น และนำเงินภาษีนั้นมาชำระหนี้คืนได้ในที่สุด นอกจากนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา รัฐบาลก็อาจกู้เพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วค่อยจ่ายคืนในช่วงที่เศรษฐกิจกลับมาดีอีกครั้ง

ธนาคารกลางบริหารตลาดสินเชื่อ หนี้ และทุนให้อยู่ในสมดุล โดยไม่ให้มีความผันผวนครั้งใหญ่

ธนาคารกลางทำหน้าที่เหมือนคนคุมสมดุลของระบบเศรษฐกิจ คอยดูแลให้เงินไหลเวียนได้ดี ไม่ร้อนแรงเกินไปจนเกิดฟองสบู่ และไม่เย็นชาเกินไปจนเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

ระบบที่กำลังป่วย (Unhealthy) จะมีสัญญาณดังนี้

สัญญาณแรกคือ ธนาคารกลางต้องพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรอยู่เรื่อย ๆ เพราะไม่มีใครในตลาดอยากซื้ออีกแล้ว เหมือนร้านค้าที่ขายของไม่ออก ต้องซื้อของตัวเองเพื่อให้ดูเหมือนมีคนสนใจ นั่นคือสัญญาณที่ชัดมากว่าระบบกำลังมีปัญหา

สัญญาณที่สองคือ รัฐบาลใช้จ่ายเกินรายได้เรื่อย ๆ จนหนี้และดอกเบี้ยเพิ่มเร็วกว่าภาษีที่เก็บได้ เหมือนคนที่เงินเดือนขึ้น 3% ต่อปี แต่หนี้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 10% ต่อปี ตอนนี้อาจยังพอไหว แต่ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ต้องพังแน่นอน

Ray ย้ำว่าสองระบบนี้อาจดูไม่ต่างกันมากในระยะสั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระบบที่ป่วยก็จะเริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ค่าเงินที่อ่อนลง และความเชื่อมั่นในพันธบัตรและสกุลเงินนั้นที่ลดลง ซึ่ง Ray บอกว่านี่คือสัญญาณที่ต้องจับตาดูอยู่เสมอ

บทสรุปสำคัญของ Chapter 2

หนึ่ง — ทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจซื้อขายด้วยเงินและสินเชื่อ และธนาคารกลางคือคนที่กำหนดว่าจะให้มีเงินในระบบมากแค่ไหน ยิ่งมีเงินมาก คนก็ยิ่งใช้จ่ายมาก เศรษฐกิจก็ยิ่งขยายตัว

สอง — ลูกหนี้อยากได้ดอกเบี้ยต่ำ เจ้าหนี้อยากได้ดอกเบี้ยสูง สองฝ่ายนี้ดึงกันอยู่ตลอดเวลา และยิ่งหนี้สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ความสมดุลก็ยิ่งรักษายากขึ้น จนสุดท้ายต้องมีการล้างหนี้ครั้งใหญ่เสมอ

สาม — วิธีล้างหนี้ที่ดีที่สุดคือ Beautiful Deleveraging ซึ่งก็คือการผสมระหว่างการเจรจาลดหนี้และการพิมพ์เงินในสัดส่วนที่พอดี ถ้าหนี้เป็นสกุลเงินของตัวเอง ก็พอจัดการได้ แต่ถ้าหนี้เป็นสกุลเงินต่างประเทศที่พิมพ์เองไม่ได้ ก็จะเจ็บปวดมากกว่าหลายเท่า

สี่ — ในระยะยาว ประเทศหรือคนที่มีสุขภาพการเงินดีคือคนที่มีรายได้มากกว่าที่ใช้จ่าย และมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน ฟังดูง่าย แต่ทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ

ห้า — ถ้าเข้าใจว่าตอนนี้แต่ละประเทศอยู่ในจุดไหนของวัฏจักรหนี้ และเข้าใจว่าผู้เล่นหลักแต่ละฝ่ายจะทำอะไรต่อไป ก็จะสามารถรับมือและหาโอกาสจากวัฏจักรเหล่านี้ได้

หก — Ray ทิ้งท้ายด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า “The past is prologue” หรือแปลง่าย ๆ ว่า “ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเสมอ” พูดให้ชัดขึ้นก็คือ วัฏจักรหนี้ที่เกิดขึ้นในอดีตนับร้อยนับพันปี ก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำในลักษณะเดิมอยู่จนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นถ้าเข้าใจว่าอดีตเป็นอย่างไร ก็จะพอมองเห็นได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

คำเตือนสุดท้ายสำหรับนักลงทุน

Ray ทิ้งท้าย Chapter 2 ด้วยคำเตือนที่ตรงไปตรงมามากว่า

เมื่อประเทศไหนมีหนี้ท่วมหัว การถือพันธบัตรหรือสกุลเงินของประเทศนั้นเป็นการลงทุนที่แย่มาก เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้ที่ถือพันธบัตรก็จะสูญเสียอำนาจซื้อ (Purchasing Power) ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ถ้าธนาคารกลางไม่ยอมพิมพ์เงิน ลูกหนี้ก็จะผิดนัดชำระหนี้เป็นระลอก เศรษฐกิจก็จะหดตัวหนัก ราคาสินค้าก็จะตกลง เรียกว่าเป็นภาวะเงินฝืดรุนแรง (Deflationary Depression)

ถ้าธนาคารกลางเลือกพิมพ์เงิน ค่าเงินก็จะเสื่อมลง ทั้งเงินสดและพันธบัตรที่ถืออยู่ก็จะซื้อของได้น้อยลงทุกปี

แล้วประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทางธนาคารกลาง เลือกพิมพ์เงินเสมอ เพราะการปล่อยให้ลูกหนี้ผิดนัดชำระจำนวนมากพร้อมกันนั้น มันรุนแรงเกินกว่าที่จะรับได้ไหว

Resources