Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

News

ฝรั่งเศสติดกับดักหนี้ได้อย่างไร | ม็อบนักเรียน หนี้รัฐบาล และตลาดพันธบัตร ที่ไขว้กันจนหาทางออกยาก

ม็อบนักเรียนกว่า 250,000 คนที่ออกมาเดินขบวนทั่วฝรั่งเศส กับตลาดพันธบัตรที่กำลังเทขายหนี้รัฐบาลฝรั่งเศสอย่างหนัก เรื่องไหนเป็นต้นเหตุของเรื่องไหนกันแน่ คำตอบของคำถามนี้ คือกุญแจที่ทำให้เข้าใจว่า ทำไมประเทศอย่างฝรั่งเศสที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของสหภาพยุโรป ถึงกำลังติดอยู่ในกับดักที่หาทางออกได้ยากมาก

โดยข้อมูลในเนื้อหานี้มาจาก Bloomberg Television เมื่อ 16 ต.ค. 2026 ที่ผ่านมา

ทั่วประเทศฝรั่งเศสตอนนี้ มีความรู้สึกร่วมกันว่าบางอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะประเทศกำลังเจอกับวิกฤตซ้อนกันถึงสี่ชั้น ชั้นแรกคือวิกฤตการเมือง ชั้นที่สองคือวิกฤตการคลัง หรือปัญหาเงินในกระเป๋าของรัฐบาล ชั้นที่สามคือวิกฤตในตลาดพันธบัตร และชั้นที่สี่ที่เพิ่งซ้อนขึ้นมา ก็คือวิกฤตทางสังคม จากการประท้วงที่ลามมาจากโรงเรียนมัธยม

มีคนออกมาร่วมเดินขบวนมากกว่า 250,000 คน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา ซึ่งความไม่สงบได้ลามไปทั่วประเทศ และในบางจุดก็ลุกลามจนเกิดความรุนแรง

ปัญหาคือ ถ้ารัฐบาลจะทำตามที่ผู้ประท้วงเรียกร้อง งบประมาณก็จะยิ่งตึงขึ้นไปอีก โดยงบก้อนใหญ่ของฝรั่งเศสนั้นถูกใช้ไปกับสวัสดิการของผู้สูงอายุ ปัญหาการคลังของฝรั่งเศสจึงมีมิติของคนต่างรุ่นซ้อนเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตามข้อมูลของ OECD ฝรั่งเศสใช้เงินภาครัฐจ่ายบำนาญสูงถึง 13.4% ของ GDP เกือบเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศ OECD ที่ 8.1% และสูงเป็นอันดับ 4 รองจากกรีซ อิตาลี และออสเตรีย นั่นก็คือ เงินก้อนเดียวกัน ถูกดึงไปทั้งทางคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า และตลาดพันธบัตรก็กำลังบีบให้เงินก้อนนั้นแคบลงเรื่อย ๆ

กลับมาที่คำถามตอนต้น นักวิเคราะห์ที่ Bloomberg สัมภาษณ์ตอบว่า นี่ไม่ใช่การประท้วงที่ทำให้เกิดวิกฤตพันธบัตร และก็ไม่ใช่วิกฤตพันธบัตรที่ทำให้เกิดการประท้วง เพราะสิ่งที่การประท้วงทำจริง ๆ คือการส่องไฟให้เห็นปัญหาของฝรั่งเศสชัดเจนยิ่งขึ้น และแสดงให้เห็นว่า ปัญหาบางอย่างแก้ได้ยากมากแค่ไหน

ดังนั้น ฝรั่งเศสจึงติดกับดักที่ประกอบไปด้วยสามอย่างพร้อม ๆ กัน คือ งบประมาณที่ขาดดุลอย่างหนัก เศรษฐกิจที่โตช้าจนแทบหยุดนิ่ง และตอนนี้ก็มีความไม่สงบในสังคมเพิ่มเข้ามาอีก บวกกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ใกล้เข้ามาทุกที รัฐบาลจึงเหลือแต่ทางเลือกที่ยากแทบทั้งสิ้น ในการหาทางดิ้นออกจากกับดักนี้

ม็อบนักเรียน ที่ไม่ได้เรียกร้องแค่หนังสือเรียนเล่มใหม่

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีประวัติการประท้วงมาอย่างยาวนาน โดยเหตุการณ์ที่หลายคนมักจะหยิบยกมาเทียบก็คือ เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม ปี 1968 ที่การประท้วงของนักศึกษา ได้ขยายตัวกลายเป็นการนัดหยุดงานทั่วประเทศ ส่วนในช่วง 15 ถึง 20 ปีหลัง การประท้วงในฝรั่งเศสส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องการปฏิรูประบบบำนาญ และการแก้กฎหมายแรงงาน

การประท้วงรอบนี้เริ่มต้นจากโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ในเมืองเครเตย (Créteil) ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน ปี 2026 แล้วจุดประกายให้กลายเป็นขบวนการที่ใหญ่กว่านั้นมาก โรงเรียนจำนวนมากจะต้องปิด และการประท้วงก็ไม่ได้เกิดแค่ในปารีสหรือเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ลามไปถึงเมืองขนาดกลาง อย่างเมืองน็องต์ (Nantes) และเมืองบอร์โดซ์ (Bordeaux)

ซึ่งความคับข้องใจของนักเรียน ก็ไปไกลกว่าหนังสือเรียนที่เก่าจนขาดมาก แต่ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่รัฐบาลใช้เงินกับการศึกษาน้อยเกินไป เพราะฝรั่งเศสใช้เงินกับการศึกษามากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอยู่แล้ว โดยเฉพาะในระดับมัธยม

ถ้าดูเป็นตัวเลข ฝรั่งเศสใช้งบประมาณภาครัฐด้านการศึกษาราว 5.1% ของ GDP สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปที่ 4.8% แต่ห้องเรียนมัธยมต้นของฝรั่งเศสมีนักเรียนเฉลี่ย 26 คน มากกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 23 คน และมีครูฝรั่งเศสเพียง 4% ที่รู้สึกว่าสังคมให้คุณค่ากับอาชีพครู เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 22%

ปัญหาก็คือ คนฝรั่งเศสจำนวนมากรู้สึกว่า ระบบการศึกษายังไม่เท่าเทียมอย่างมาก และพื้นเพครอบครัวของเด็กคนหนึ่ง ส่งผลต่อความสำเร็จในการเรียนมากกว่าในบางประเทศที่เทียบกันได้ นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้จะใช้เงินไปมาก แต่ผู้คนก็ยังกังวลว่า ระบบการศึกษาจะพาพวกเขาไปสู่อนาคตแบบไหนกันแน่

ดังนั้น ปัญหาที่ใหญ่กว่าจึงไม่ใช่ว่าจะแก้อะไร แต่คือจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายต่างหาก

การประท้วงรอบนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่อึดอัดสำหรับรัฐบาลฝรั่งเศส โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ต้องรับมือกับปัญหาอยู่หลายด้านพร้อม ๆ กัน โดยรัฐบาลได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และพวกเขาสัญญาว่าจะออกข้อเสนอตามมาในภายหลัง แต่สิ่งเดียวที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำ และอาจจะทำไม่ได้ในตอนนี้ ก็คือการบอกว่า โอเค นี่คือเงินก้อนหนึ่งสำหรับแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะอย่างที่นักวิเคราะห์ที่ Bloomberg สัมภาษณ์บอกตรง ๆ ว่า ฝรั่งเศสไม่มีพื้นที่ทางงบประมาณเหลือพอจะทำแบบนั้นได้ในตอนนี้

จ่ายดอกเบี้ยให้หนี้เมื่อวาน แทนที่จะสร้างโรงเรียนวันนี้

โรงเรียนเป็นแรงกดดันแค่ด้านเดียวของงบประมาณฝรั่งเศส อีกด้านหนึ่งคือแรงเทขายครั้งใหญ่ในตลาดพันธบัตร ที่ดันต้นทุนการกู้เงินของประเทศให้สูงขึ้น และทำให้ปัญหาการคลังแก้ยากขึ้นไปอีก

ตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหนี้ของรัฐบาลฝรั่งเศสก็พุ่งขึ้นอย่างหนัก และมีการคาดการณ์ว่าจะสูงขึ้นไปอีก ซึ่งหมายความว่า เงินหลายหมื่นล้านยูโรต้องถูกใช้ไปกับการจ่ายดอกเบี้ยของเงินที่กู้มาเมื่อวาน แทนที่จะได้ใช้กับโรงเรียนของวันนี้

โดยตัวเลขทางการของสำนักงานสถิติฝรั่งเศส หรือ INSEE ระบุว่า ในปี 2025 รัฐบาลฝรั่งเศสจ่ายดอกเบี้ยไปราว 64,700 ล้านยูโร หรือ 2.2% ของ GDP ซึ่งถ้าเทียบให้เห็นภาพ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาระดับมัธยมของทั้งประเทศ ซึ่งรวมทั้งเงินของรัฐ ท้องถิ่น และครอบครัว อยู่ที่ราว 73,700 ล้านยูโร

ฝรั่งเศสมาถึงจุดที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการคลังแบบหลบไม่ได้แล้ว เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสใช้เงินฝ่าวิกฤตมาหลายรอบ จนตอนนี้มีงบประมาณขาดดุลก้อนใหญ่ที่คุมได้ยาก โดยในปี 2025 ฝรั่งเศสขาดดุลงบประมาณ 5.1% ของ GDP และ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2026 หนี้ภาครัฐของฝรั่งเศสพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ราว 3.6 ล้านล้านยูโร หรือ 119% ของ GDP

ที่หนักกว่านั้นคือ เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น ธนาคารกลางก็ขึ้นดอกเบี้ย หนี้ก้อนใหม่ที่ฝรั่งเศสกู้เข้ามาจึงมีดอกเบี้ยสูงกว่าเดิมมาก ลองนึกภาพว่า หนี้ของรัฐบาลไม่ได้กู้ครั้งเดียวแล้วจบ แต่ทยอยครบกำหนด แล้วต้องกู้ก้อนใหม่มาจ่ายก้อนเก่าอยู่ตลอด ซึ่งในอดีต ฝรั่งเศสได้ประโยชน์จากการเอาหนี้ราคาถูกมาแทนหนี้ราคาแพง แต่ตอนนี้กลายเป็นภาพกลับด้าน ที่ฝรั่งเศสต้องเอาหนี้ราคาแพง มาแทนหนี้ราคาถูก ซึ่งหนี้ในตลาดของฝรั่งเศสมีอายุเฉลี่ยราว 8 ปีครึ่ง นั่นแปลว่า หนี้ราคาถูกก้อนเก่าจะทยอยครบกำหนด และถูกแทนที่ด้วยหนี้ดอกเบี้ยแพงไปอีกหลายปี

ส่วนต่างกับเยอรมนี เทอร์โมมิเตอร์วัดความกังวลของนักลงทุน

นักลงทุนวัดหนี้ของประเทศฝรั่งเศส โดยเทียบกับหนี้ของเยอรมนี ซึ่งเป็นตัวเทียบมาตรฐานของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร เมื่อไหร่ที่นักลงทุนเริ่มกังวลกับพันธบัตรฝรั่งเศส พวกเขาก็จะเรียกผลตอบแทนที่สูงขึ้น ช่องว่างระหว่างสองประเทศก็จะกว้างขึ้น

ซึ่งตอนนี้ ส่วนต่างระหว่างต้นทุนการกู้เงินของฝรั่งเศสกับของเยอรมนี กว้างที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตหนี้ยุโรปในปี 2012 โดยในวันที่ 20 ตุลาคม ปี 2026 ฝรั่งเศสต้องจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ 4.93% ขณะที่เยอรมนีจ่ายเพียง 3.42% ห่างกันราว 1.5% ต่อปี และที่ต้องจับตาก็คือ นักลงทุนต่างชาติถือหนี้ในตลาดของฝรั่งเศสอยู่ราว 57.5%

ด้านบริษัทจัดอันดับเครดิต ทั้ง Fitch และ S&P ได้ลดอันดับเครดิตของฝรั่งเศสจาก AA ลบ ลงมาเป็น A บวก ตั้งแต่ปลายปี 2025 และในเดือนตุลาคม ปี 2026 Fitch ก็ได้ออกมาเตือนว่าอาจลดอันดับลงอีก

นักวิเคราะห์ที่ Bloomberg สัมภาษณ์อธิบายว่า ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ฝรั่งเศสกำลังเจอปัญหาการเมือง การเงิน และสังคม ประเดประดังเข้ามาพร้อม ๆ กัน จนนักลงทุนมองไม่ออกว่า ประเทศนี้จะจัดการกับปัญหาการเงินของภาครัฐได้อย่างไร

ในขณะที่ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ที่เป็น Hedge Fund หรือกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็พูดเอาไว้ว่า เมื่อคุณกู้จนชนเพดานแล้ว อย่างที่ฝรั่งเศสเป็นอยู่ตอนนี้ คุณก็จะติดอยู่ในทางตัน เพราะคุณกู้เพิ่มต่อไปไม่ได้อีก และถ้าคุณกู้มา คุณก็ต้องจ่ายคืน

จากกระเป๋าเงินรัฐบาล สู่ความแตกแยกทางการเมือง และคำถามถึงทั้งยุโรป

แรงบีบทางการเงินนี้ ยังทำให้ความแตกแยกทางการเมืองของฝรั่งเศสลึกขึ้นด้วย ตามที่ Bloomberg รายงาน ฝ่ายซ้ายสนับสนุนนักเรียนอย่างมาก ส่วนฝ่ายขวาสนับสนุนน้อยกว่า และกังวลเรื่องความรุนแรงกับความสงบเรียบร้อยมากกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังไหลเข้าไปเพิ่มความตึงเครียดของการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึง

แต่เดิมพันของเรื่องนี้ไปไกลกว่าหีบเลือกตั้ง เพราะฝรั่งเศสคือประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของสหภาพยุโรปรองจากเยอรมัน ซึ่งปกติแล้ว ยุโรปจะมองฝรั่งเศสเป็นฐานของความมั่นคง เป็นผู้นำทางการเมือง และเป็นตัวอย่างว่า รัฐสวัสดิการยุคใหม่ทำงานได้อย่างไร

ดังนั้น ถ้าการประท้วงรอบนี้กำลังแสดงให้เห็นขีดจำกัดของรัฐสวัสดิการยุคใหม่ นั่นก็คือคำถามที่ใหญ่กว่าแค่ประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นคำถามของทั้งทวีปยุโรป

และนี่ก็คือภาพของฝรั่งเศส ประเทศที่นักเรียนเรียกร้องเงินเพื่ออนาคต ในขณะที่รัฐบาลต้องเอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยของอดีต

ม็อบนักเรียนไม่ได้ทำให้เกิดวิกฤตพันธบัตร และวิกฤตพันธบัตรก็ไม่ได้ทำให้เกิดม็อบ แต่การประท้วงได้ส่องไฟให้เห็นกับดักที่ฝรั่งเศสติดอยู่ชัดขึ้น

คำถามที่ยังค้างคาอยู่ก็คือ ประเทศที่ยุโรปมองเป็นต้นแบบของรัฐสวัสดิการยุคใหม่ จะหาเงินให้ทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าได้อย่างไร ในวันที่ดอกเบี้ยหนี้กินงบมากขึ้นเรื่อย ๆ

Resources

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *