Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Interview

สัมภาษณ์ Ray Dalio ในงาน World Government Summit 2023 | Blue O’Clock Podcast EP. 48

Ray Dalio คือผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associate ที่เป็น Hedge Fund กองทุนป้องกันความเสี่ยงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเจ้าของผลงานเขียนหนังสือ Principles

และนี่คือบทสัมภาษณ์ในงาน World Government Summite 2023 ที่จัดขึ้นที่ประเทศดูไบ

โดยการสัมภาษณ์นี้ สัมภาษณ์โดยท่านรัฐมนตรีสำนักงานกิจการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เป็นประธานการจัดงาน The World Government Summit ในครั้งนี้ ซึ่งเขาอยากให้ทาง Ray Dalio ได้ Mentor หรือให้คำแนะนำในฐานะเป็นพี่เลี้ยงแก่ผู้ร่วมประชุมกว่า 4,000 ที่หอประชุม ณ แห่งนี้หน่อยเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของสถานการณ์โลก สถานการณ์ของเศรษฐกิจ ณ ขณะนี้และในอนาคต

โดย Ray Dalio ได้บอกว่า จากการที่เขาได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจโลกย้อนหลังไปราว ๆ 500 ปีที่ผ่านมานั้น เขาพบว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้น จะมีการเกิด cycle หรือวัฏจักรของผู้นำโลก มีทั้งช่วงที่รุ่งโรจน์และช่วงขาลง และทุกครั้งที่ผู้นำโลกคนเก่าเข้าสู่ขาลง ก็จะมีผู้นำโลกจากประเทศใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นผู้นำแทน อย่างในอดีตผู้นำโลกก็เคยเป็น ชาวดัตช์ ต่อมาเป็นชาวบริติช และในปัจจุบันก็เป็นชาวอเมริกัน

ซึ่งในแต่ละช่วงก็จะเกิดเหตุการณ์ที่คล้าย ๆ กัน นั่นก็คือ มันจะมีสัญญาณบ่งบอกเป็นนัยยะ ว่า ถ้าหากเกิดเหตุการณ์บางอย่าง อาจบ่งบอกได้ว่ามหาอำนาจของชาติดังกล่าว อาจจะกำลังถึงช่วงขาลงแล้วก็เป็นได้

ซึ่งโดยปกติแล้ว เหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตนั้น มักจะเกิดในช่วงที่ไม่ใช่ในยุคที่เขามีชีวิตอยู่ แต่พอมาในยุคนี้ กลับมีเหตุการณ์อย่างน้อย 5 อย่าง ที่ดันเกิดในช่วงนี้ ที่เขากำลังมีชีวิตอยู่ ซึ่งนั่นมันทำให้เขาเริ่มหันมาให้ความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

โดยสัญญาณที่ไม่ดี ที่เกิดขึ้น กับยุคของมหาอำนาจอย่างอเมริกานั้น มีอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 5 อย่างดังนี้ก็คือ

1 – อเมริกามีหนี้สินเป็นจำนวนมากกว่ายุคใด ๆ

2 – มีความขัดแย้งภายในประเทศอย่างรุนแรง จากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของการเมือง

3 – มีความขัดแย้งภายนอกอย่างรุนแรง จากการที่เริ่มมีประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้น และเริ่มมีอำนาจทางเศรษฐกิจและกองกำลังทหารที่ไม่ย่อหย่อนไปกว่ามหาอำนาจเดิม

4 – เรื่องของภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม หรือแม้กระทั่งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่ได้คร่าชีวิตประชากรโลกไปอย่างมากมาย ที่รุนแรงกว่า 3 อย่างแรกที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ซะอีก แถมมันยังได้หยุดความก้าวหน้าของอารยธรรมของมนุษย์โลกเราไปหลายปีตั้งแต่เกิดโรคระบาดขึ้นมา

5 – การพัฒนาของเทคโนโลยี ที่ในยุคนี้คุณจะเห็นได้ว่ามันได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งนี่ก็จะเป็น factor อีกตัวหนึ่งที่สำคัญที่จะกำหนดทิศทางในอนาคตของโลกเรา

ซึ่ง Ray Dalio เขาเชื่อว่า factor ทั้งห้าตัวนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนโลก และนี่คือมุมมองที่เขามีต่อโลกใบนี้

โดยท่านรัฐมนตรี ได้ถาม Ray ว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่า โลกจะมี cycle ที่เป็นแพทเทิร์นแบบเดิม ๆ ที่เหมือนกับเมื่อ 500 ปี ที่ผ่านมาแล้ว

โดย Ray ก็ได้ให้คำตอบว่า นอกจากการศึกษาข้อมูลและแพทเทิร์นในอดีตที่ผ่านมาแล้วนั้น เราก็สามารถดูข้อมูล ดูสถิติ ดูตัวเลข ดูสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ได้ เพราะมันสามารถวัดค่าได้ว่า ภายในประเทศสหรัฐอเมริกันนั้น มีความขัดแย้งในการทำงานร่วมกันมากแค่ไหน หรือระหว่างประเทศแต่ละประเทศนั้นมีความขัดแย้งสูงมากเพียงใด

แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ และไม่สามารถบอกได้ก็คือ อนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะเขาไม่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้ เขาทำได้เพียงรวบรวมข้อมูลในอดีตและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน มาประมวลผล

ซึ่งการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจของโลกนั้น Ray ได้บอกว่า มันจะเกิดขึ้นในช่วง 5-10 ปีข้างหน้านับจากนี้

โดย Ray Dalio มักจะพูดถึงขั้วมหาอำนาจยักษ์ใหญ่บ่อย ๆ ระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ สาธารณรัฐประชาชนจีน ทางท่านรัฐมนตรีก็เลยถาม Ray ว่า แล้วคุณคิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะของโลกนี้

โดย Ray ก็ได้ตอบว่า อันที่จริงแล้ว มันก็มีอีกหลายประเทศที่ร่วมแข่งขัน ซึ่งเขาจะเรียกรวม ๆ ว่า แต่ละประเทศกำลังทำสงครามกันอยู่ โดยเขาได้แบ่งรูปแบบของสงครามออกเป็น 5 ประเภทดังนี้ก็คือ

  1. สงครามการค้า
  2. สงครามเทคโนโลยี
  3. สงครามภูมิรัฐศาสตร์ (สงครามการเมืองระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวเนื่องกับทางกายภาพทั้งมนุษย์และพื้นที่ทางภูมิศาสตร์)
  4. สงครามเงินทุน
  5. สงครามทางการทหาร

ซึ่งโลกของเราตอนนี้ ก็กำลังทำสงครามใน 4 แบบแรกกันอยู่แล้ว เหลือก็แต่สงครามทางการทหาร ที่เขาก็ไม่ได้บอกว่า มันจะเกิดขึ้น

ซึ่งถ้าหากคุณดูตัวเลขแล้วก็จะพบว่า ในด้าน Trade War หรือสงครามการค้านั้น ประเทศจีนชนะในส่วนนี้อยู่

ส่วน Geopolitics War หรือสงครามการเมืองระหว่างประเทศนั้น เขามองว่าทางสหรัฐอเมริกาได้เปรียบอยู่ ซึ่งจากที่อเมริกาได้จัดประชุมเพื่อลงมติในการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของรัสเซีย ก็จะเห็นได้ว่ามีประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนมากที่ลงนามเห็นด้วยกับทางสหรัฐฯ

ส่วนด้าน Military War หรือสงครามทางด้านการทหารนั้น ตัวเลขด้านของสหรัฐอเมริกานั้นเยอะกว่าจีนอยู่ก็จริง เมื่อวัดจากกองกำลังทั่วโลกที่กระจัดกระจายอยู่ แต่ Ray ก็ตั้งคำถามสำคัญก็คือ กองกำลังที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกของสหรัฐอเมริกานั้น เมื่อถึงเวลาที่จะต้องรวมพล พวกเขาจะสามารถจัดกองกำลังได้ทันเวลาหรือไม่

ส่วน Capital War หรือสงครามด้านเงินทุนนั้น ก็อยู่ในหัวข้อเดียวกันกับ Trade War ที่เมื่อประเทศจีนได้เปรียบด้านสงครามการค้าแล้ว ก็จะมีเงินทุนอย่างมหาศาล และประเทศจีนมีตัวเลขอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่า ในขณะที่สหรัฐอเมริกานั้นมีหนี้สินอย่างมหาศาล ดังนั้นในสงครามเงินทุน Ray มองว่าจีนได้เปรียบมากกว่า แต่สิ่งที่อเมริกายังคงความได้เปรียบกว่านั่นก็คือ การที่สกุลเงิน US Dollar นั้นเป็น reserve currency เป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่

และสงครามด้านเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะทั้งสองฝั่งก็มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้ที่ชนะในศึกนี้ Ray มองว่า เทคโนโลยีของใคร ที่สามารถเข้าหาได้ทั้งสองฝั่งซีกโลกทำได้ดีกว่า ก็จะเป็นผู้ชนะในศึกด้านเทคโนโลยีนี้ไป

โดยท่านรัฐมนตรีก็ได้ถาม Ray ต่อ ว่าการที่จะมีประเทศที่พยายามจะขึ้นเป็นมหาอำนาจหน้าใหม่ของโลก อย่างเช่นประเทศจีนนั้น ถือว่าเป็นภัยคุกคามหรือไม่?

โดย Ray ตอบอย่างทันควันว่า อย่าไปกังวลกับปัญหาภายนอกมากกว่าปัญหาภายในประเทศตัวเอง เพราะถ้าประเทศเราเองมีความแข็งแรง มีสุขภาพการเงินที่ดี มีประชาชนที่เข้มแข็ง มีผู้นำที่ยอดเยี่ยม ประเทศของเราก็จะสามารถแข่งขันได้ดีในระดับสากลอยู่แล้ว

ซึ่งปัญหาภายในส่วนใหญ่ที่ก่อให้เกิดการเสื่อมลงของประเทศที่เป็นพื้นฐานโครงสร้างก็คือ

  • ปัญหาด้านการศึกษา
  • ภาวะความเป็นผู้นำของประเทศ
  • ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ

ซึ่งคุณสามารถสังเกตความเสื่อมโทรมได้จากสภาพเมืองภายในท้องถิ่นอย่างเช่น การแพร่ระบาดของยาเสพย์ติด ปริมาณการก่ออาชญากรรมที่สูงขึ้น

ส่วนตัวของ Ray นั้นเขาบอกว่า เขาค่อนข้างโชคดีที่เขาเกิดมาในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ ที่กำลังอยู่ในยุคเริ่มต้นของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ เขาเกิดมาในครอบครัวที่ดี ได้รับการศึกษาที่ดี กินดีอยู่ดี สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียมและมีโอกาสเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด

ประเทศอินเดีย

ต่อมาทางท่านรัฐมนตรีก็ได้ถาม Ray ว่านอกจากประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกากับประเทศจีนแล้วนั้น ยังมีประเทศอะไรที่น่าสนใจอีกบ้าง?

โดย Ray ก็ตอบว่า ในช่วง 10 ปีล่าสุดที่ผ่านมานี้ ประเทศอินเดียมีเรทอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถือได้ว่าเติบโตได้เร็วที่สุดเลยก็ว่าได้ ที่อินเดียนั้นถือได้ว่ามีความเป็นกลางจากการทำสงครามโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ประเทศอินเดียได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วโดยปราศจากความขัดแย้งจากภายนอก

แต่ก็ต้องยอมรับว่าข้อเสียของประเทศอินเดียก็คือ มันเป็นตลาดที่เข้าถึงได้ยาก เพราะมีอยู่ไม่กี่ครอบครัวที่ได้ครอบครองตลาดในประเทศอินเดียไปแล้ว

ส่วนตลาดการค้าขายที่เมืองหลวง เมืองหลัก ๆ นั้นก็ยังพัฒนาได้ไม่ดีพอ ซึ่งพวกเขาน่าจะพัฒนาให้มันดีกว่านี้

และถ้าเมื่อไหร่ที่ประเทศอินเดียมีการพัฒนาตลาดมากกว่านี้ และเปิดตลาดมากกว่านี้ มันก็จะเป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ที่อาจจะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งโลก

ซึ่งคำถามที่สำคัญก็คือ เหตุการณ์ดังกล่าวนั้น มันมีความหมายต่อพวกเราอย่างไรหรือในทางใดบ้าง?

ซึ่งหากเป็นในมุมของเศรษฐกิจโลก ก็อาจจะเล็งเห็น opportunities มองเห็นโอกาสต่าง ๆ ในการมาของประเทศอินเดีย

ยุโรป

ส่วนถ้าให้พูดถึงยุโรป Ray เขาบอกว่า มันเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการไปเที่ยวพักผ่อนและใช้ชีวิต แต่ถ้าพูดถึงให้ไปแข่งขันเพื่อเป็นประเทศมหาอำนาจโลกแล้วนั้น ไม่น่าจะไหว ณ ตอนนี้ เพราะทั้งการเมือง การทหาร มีระดับที่เก่าแก่ มีข้อจำกัดเยอะ ส่วนถ้าให้พูดถึงด้านเทคโนโลยีก็ไม่น่าจะสู้ฝั่งของสหรัฐฯ กับจีนได้ แถมถ้าให้พูดถึงทางด้านการเงินก็มีปัญหาเยอะ

ต่อมาท่านรัฐมนตรีก็ได้ชวน Ray ออกจากเรื่องของโลก แล้วถามเรื่องส่วนตัวของ Ray ว่า ตอนนี้ภารกิจหลักของคุณคืออะไร?

โดย Ray Dalio บอกว่า ณ ตอนนี้เขาอายุ 73 ปี แล้ว เขาอยู่ในช่วงสุดท้ายของการใช้ชีวิต

โดยเขาแบ่งช่วงชีวิตออกเป็น 3 ช่วงตามอายุก็คือ

1st stage – คือช่วงที่คุณยังจำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น ในระหว่างการเรียนรู้

2nd stage – คือช่วงที่เป็นตัวของคุณเอง คุณมีอิสระที่ทำในสิ่งต่าง ๆ และให้ผู้คนเป็นที่พึ่งพาจากคุณได้ เพราะคุณกำลังพยายามก้าวสู่จุดที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

3rd stage – คือช่วงแห่งการส่งต่อ ช่วยเหลือและเฝ้ามองผู้อื่นประสบความสำเร็จได้ แม้ตัวของเราจะอยู่ในโลกนี้อีกต่อไปก็ตามที

ซึ่ง Ray Dalio นั้นเขาบอกว่า เขากำลังส่งต่อชุดความรู้ ข้อมูล และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่ส่งผลให้เขาประสบความสำเร็จมาได้จนถึง ณ จุด ๆ นี้ ที่น่าจะประโยชน์ต่อคนรุ่นใหม่ ๆ

ยกตัวอย่างเช่น ส่งมอบความรู้ผ่านตัวหนังสือ ที่เขาได้เขียนขึ้นหลายต่อหลายเล่มในช่วงหลัง ๆ มานี้ อย่างเช่น หนังสือที่ชื่อว่า Principles ที่เป็นกับเสมือนสูตรแห่งความสำเร็จที่เขาได้ใช้มันมาตลอดเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการ การเป็นนักลงทุน และการใช้ชีวิต

คำแนะนำต่อผู้นำและรัฐบาล

ต่อมาทางท่านรัฐมนตรีได้ขอคำแนะนำจาก Ray ว่า เนื่องจากในงานนี้มีผู้นำและรัฐบาลที่มาจาก 150 ประเทศทั่วโลกมารวมตัวกัน ก็อยากให้ทาง Ray แนะนำหนอยว่า พอจะมีสูตรสำเร็จ ที่จะให้ทางผู้นำและรัฐบาลนำไปปรับใช้ในประเทศของพวกเขาอย่างไรได้บ้าง

โดยทาง Ray Dalio ก็ได้ให้คำตอบว่า ก่อนอื่นเลยนั้น ส่วนตัวเขาเชื่อว่า ถ้าหากคนเราสามารถมองข้ามตัวเอง แล้วมองภาพรวม มองในสิ่งที่ผู้คนหมู่มากจะได้รับประโยชน์จากสิ่ง ๆ นั้น ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเพียงอย่างเดียวได้ ก็จะเกิดการ win-win ในทุก ๆ ฝ่าย

แต่จากประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมานั้น มนุษย์เรามักจะมีความปรารถนาในการต่อสู้เพื่อครอบครองและรักษาทรัพย์สมบัติและอำนาจของพวกเขาเอาไว้อยู่กับตัว

แต่หากเราสามารถก้าวข้ามผ่านสิ่งนั้นไปได้ ก็จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ยุครุ่งเรืองได้

ซึ่งในมุมมองของเขาในฐานะนักลงทุน จะมีอยู่ 3 อย่างแรก ที่เขาจะดูในแต่ประเทศก่อนเลยว่า ประเทศดังกล่าวน่าลงทุนหรือไม่ นั่นก็คือ

  1. สถานะทางการเงินในประเทศกดังกล่าวนั้นดีหรือไม่
  2. มีความขัดแย้งภายในประเทศและนอกประเทศมากน้อยแค่ไหน
  3. ความก้าวหน้าและความสามารถในแข่งขันด้านเทคโนโลยีของประเทศดังกล่าวเป็นอย่างไร

ซึ่งในหนังสือ Principles for Dealing with the Changing World Order: Why Nations Succeed and Fail นั้นจะมีดัชนีที่สามารถใช้ชีวัดสุขภาพของแต่ละประเทศนั้น ๆ อยู่ด้วยกันถึง 18 ตัว ซึ่งมันก็เหมือนกับเช็คลิสต์ของคุณหมอเวลาที่ทำการตรวจสุขภาพ ก็จะสามารถรู้ได้ว่าสุขภาพนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

การนั่งสมาธิ

ส่วนตัวของ Ray Dalio นั้นเขาบอกว่า เขาฝึกนั่งสมาธิมาตั้งแต่ปี 1969 หรือเป็นเวลามามากกว่า 50 ปีแล้ว โดยเขาบอกว่า ช่วงแรก ๆ ที่คุณเริ่มต้นนั่งสมาธิ มันจะมีความคิดต่าง ๆ เข้ามาวนเวียนอยู่ในหัวอย่างมากมาย เดี๋ยวก็แว่บไปเรื่องนั้นเรื่องนี้

แต่พอคุณเริ่มตั้งจิตแล้วพาจิตกลับเข้ามาที่ตัวคุณเอง จนถึงสภาวะหนึ่งที่ความคิดคุณเริ่มนิ่ง เงียบสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน และเริ่มเข้าสู่จิตใต้สำนึก ที่ Ray เขาเชื่อว่า จิตใต้สำนึกนั้น จะส่งผลต่อการกระทำที่เราทำออกมาข้างนอก

โดยเมื่ออยู่ในสภาวะที่สัมผัสกับจิตใต้สำนึกได้แล้วนั้น คุณจะเห็นความคิดสร้างสรรค์ มองเห็นในสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน มีการจัดระเบียบความคิดที่ชัดเจน เห็นเป็นขั้นเป็นตอน ราวกับในภาพยนตร์เกี่ยวกับนินจา ที่เวลาต่อสู้กันอย่างรวดเร็ว แต่กลับมองเห็นทุกอย่างเป็นภาพสโลว์โมชั่น

ซึ่ง Ray เขามองว่า การนั่งสมาธิมันช่วยทำให้เขาใจเย็น มีความสงบ สุขุมลุ่มลึก มองเห็นในสิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และเขาเชื่อว่า การนั่งสมาธินั้น คือหนึ่งในเคล็ดลับของความสำเร็จทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาในทุกวันนี้

ความสำเร็จและความล้มเหลว

ถ้าถามถึงความสำเร็จมากที่สุดในชีวิตของ Ray เขาก็ตอบว่า เขาได้ก้าวข้ามและวิวัฒนาการตนเอง ที่อยู่เหนือความต้องการด้านการเงิน ด้านความอยากมีชื่อเสียง ด้านความอยากมีอิทธิพล ไปได้

ส่วนถ้าถามถึงความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขานั้น เกิดขึ้นในช่วงปี 1982 ที่เขาทำนายว่าธนาคารในสหรัฐอเมริกามีการนำเงินออกไปให้ต่างประเทศยืม ซึ่งก่อให้เกิดหนี้ก้อนขนาดมหึมา ที่น่าจะได้รับการจ่ายหนี้บวกกับดอกเบี้ยก้อนโต ที่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่กลับกลายเป็นว่าในปีดังกล่าว ทางประเทศ Maxico ผิดนัดชำระหนี้ และประเทศอื่น ๆ ก็เริ่มผิดนัดชำระหนี้อีกหลายประเทศ ทำให้เกิดวิกฤตหนี้เสีย เกิดการล่มสลายของเศรษฐกิจ ส่งผลให้หุ้นในช่วงนั้นตกต่ำมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ Ray Dalio นั้น ได้สูญเสียเงินทั้งหมดไป พร้อมกับเงินจากลูกค้าของเขาด้วย ถึงขนาดที่เขาจะต้องขอยืมเงินจากคุณพ่อราว ๆ $4,000 ดอลล่าร์ฯ เพื่อเอามาใช้จ่าย เอามากินอยู่ เพื่อประทังชีวิต

หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือ เขาทำนายว่าตลาดจะเป็นขาขึ้น แต่ตลาดกลับตกต่ำอย่างรุนแรงแทน แถมยังพูดออกสื่อด้วยความมั่นใจ ด้วยความหลงตัวเองที่คิดว่าตัวเองนั้นคิดถูกอย่างเต็มร้อย

แต่นั่นมันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขา มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากยิ่งขึ้น

และเขาได้ข้อคิดในการนำมาใช้ก่อนที่จะทำการตัดสินใจปักเชื่ออะไรสักอย่างก่อนอย่างน้อย 2 ข้อด้วยกันก็คือ

  • อย่างแรก – เขาจะต้องหาคนที่ฉลาดที่สุดในเรื่องดังกล่าว เพื่อหาข้อโต้แย้งว่าทำไมเขาคนนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดของ Ray Dalio ซึ่งมันจะทำให้ Ray นั้น เขามองเห็นในมุมมองที่แตกต่างออกไป อาจด้วยมีอีโก้หรือความเชื่อบางอย่างบดบังความจริงเหล่านั้นอยู่
  • อย่างที่สอง – เขาเรียนรู้ที่จะทำการ diversify หรือการทำการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วยการจัดพอร์ทแบบลดความเสี่ยงให้น้อยลงกว่า 80% โดยที่ผลกำไรไม่ลดลง

ซึ่งจากกฎ principles ของเขานั้น เขามีกฎการเรียนรู้อยู่ว่า ชีวิตของคนเราจะก้าวไปข้างหน้าได้นั้น จะต้องพบเจอกับความเจ็บปวด พบเจอกับความล้มเหลว ก่อนที่จะเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น แล้วตัดสินใจอย่างสุขุม เพื่อแก้ไขและพัฒนาต่อไปให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

3 คำแนะนำที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต

คำแนะนำข้อที่ 1 – หาธรรมชาติของตัวคุณให้เจอ เพราะเวลาที่คุณทำอะไรแล้วมันเป็นตัวคุณมากที่สุด มันจะทำให้ชีวิตของคุณ flow ลื่นไหลอย่างธรรมชาติ

คำแนะนำข้อที่ 2 – จงตระหนักเอาไว้เสมอว่า ตัวเรานั้นรู้อะไร และไม่รู้อะไรอีกมาก ดังนั้นจงเปิดโอกาสให้ตนเองเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งมันจะสามารถนำไปใช้ในการกระจายความเสี่ยงได้

คำแนะนำข้อที่ 3 – ตีความหมายของคำว่าสำเร็จว่ามันคือ การที่ตัวคุณนั้นสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการจะเป็นได้ โดยที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนเงินที่คนอื่น ๆ มักจะชอบใช้วัดกัน

เพราะอันที่จริงแล้วนั้น ตัวของเงินมันเอง ตัวมันไม่มีค่าในตัวมันเอง มันแค่เป็นทางผ่านเพื่อให้ไปสู่ในสิ่งที่ต้องการก็เท่านั้นเอง ดังนั้น Ray เขาจึงอยากให้เราคิดถึงในสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ในชีวิตมากกว่า ทำงานที่ความหมายต่อชีวิต มีความสันพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ซึ่งนั่นตัวของเขามองว่า มันคือการสร้างชีวิตที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

Resources