Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

How to

3 ทักษะการเงินพื้นฐานที่คุณต้องรู้ ถ้าอยากมั่งคั่ง แต่ในระบบการศึกษากลับไม่เคยสอนซะอย่างงั้น

ความมั่งคั่งไม่ใช่ของคนที่เกิดมารวย แต่ความรู้และความฉลาดทางการเงินคือกุญแจสำคัญในการทำให้คน ๆ หนึ่งนั้น สามารถรวยขึ้นมาได้ต่างหาก

คุณคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับเหล่าบรรดาลูกมหาเศรษฐีทั้งหลาย ที่เกิดมาก็อยู่บนกองเงินกองทอง แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นคนถังแตก และธุรกิจของครอบครัวก็มักจะล่มจมด้วยมือของคนรุ่นลูกรุ่นหลานนี่แหละ

และคุณก็คงเคยได้ยินข่าวหลายต่อหลายครั้งเช่นกันว่า คนบางคนเกิดมาโคตรยากจน พ่อก็จน แม่ก็จน เผลอ ๆ แค่เกิดมาชีวิตก็ติดลบแล้ว แต่กลับกลายเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมาได้

จะเห็นได้ว่า คนที่เกิดมารวยหรือจนนั้น ไม่ได้การันตีว่า จะประสบความสำเร็จทางการเงินหรือมีความมั่งคั่งทางการเงินเลย แต่กลับเป็นความรู้ ความเข้าใจ และความฉลาดทางการเงินต่างหาก ที่จะตัดสินว่า คนนั้นจะรวยหรือจน

และนี่ก็คือ 3 ทักษะการเงินพื้นฐาน ที่ทุกคนที่ต้องการกลายเป็นคนที่มั่งคั่งนั้นต้องรู้และต้องมีความเชี่ยวชาญ แต่ความรู้เหล่านี้ ก็ดันไม่มีสอนในระบบการศึกษาซะอย่างงั้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เนี่ย ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องมีเรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับเงินแทบทั้งสิ้น เรียกได้ว่าตัวคุณเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินมาตั้งแต่คุณยังไม่เกิดซะด้วยซ้ำ (ยกเว้นคุณจะเกิดมาในป่าหรือกระบอกไม้ไผ่ ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน)

และนี่ก็คือ 3 ทักษะการเงินพื้นฐานที่ต้องรู้ แต่ในระบบการศึกษากลับไม่เคยสอนซะอย่างงั้น (By Dan Lok ที่ปรึกษานักธุรกิจร้อยล้าน)

ทักษะที่ 1 – ทักษะการหาเงิน (Make Money)

เมื่อไม่มีเงิน สิ่งที่คุณจะต้องเรียนรู้ก่อนเลยก็คือ การหาเงิน โดยการที่คุณจะสามารถหาเงินหรือทำเงินได้เก่งขึ้นนั้น คุณจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะเกี่ยวกับการขายและการตลาด เพราะการขายนั้น จะทำให้คุณสามารถทำเงินได้ และในส่วนการทำการตลาดนั้น จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น นั่นก็จะยิ่งทำให้คุณมีโอกาสในการสร้างยอดขายได้มากขึ้นเช่นกัน และนี่ก็คือทักษะแรกที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าคุณยังหาเงินได้ไม่เยอะ สเต็ปต่อไปก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าคุณยังไม่สามารถสร้างรายได้ ได้มากพอ

ทักษะที่ 2 – ทักษะการเก็บรักษาเงิน (Keep Money)

หากคุณผ่านด่านในข้อที่ 1 มาได้แล้ว ในช่วงแรก ๆ ที่คุณสามารถทำเงินได้เยอะ ๆ สิ่งที่จะตามมาก็คือ คุณจะเริ่มใช้จ่ายมากขึ้น หนักขึ้น ใช้แบบไม่ลืมหูลืมตา ใช้เงินแบบชนิดที่ว่า กลัวมันจะไม่งอกขึ้นมา ใช้เงินชนิดที่เรียกว่า กลัวโลกแตกซะก่อนที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ และแล้วคุณก็พึ่งนึกได้เมื่อเงินในกระเป๋าคุณหมดแล้วว่า “อ้าวชิหายแระ เงินหมดแล้ว แต่โลกดันยังไม่แตกซะนี่”

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณสามารถหาเงินได้เยอะขึ้น ค่าใช้จ่ายก็จะเยอะขึ้นตามไปโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นซื้อรถใหม่ บ้านใหม่ โทรศัพท์ใหม่ เสื้อผ้าใหม่ หรือไม่ก็เที่ยวบ่อยขึ้น เที่ยวหรูขึ้น กินอาหารหรูขึ้น กินอาหารแพงขึ้น สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะทำเงินได้เดือนละหลายหมื่น หลายแสน หรือแม้กระทั่งหลายล้าน มันก็จะหมดอยู่ดี ดังนั้น ทักษะในข้อที่ 2 นี้ จะช่วยให้คุณใช้เงินอย่างมีสติมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อคุณเติบโตจนธุรกิจเป็นของตัวเอง คุณไม่สามารถเข้าไปคุยกับธนาคารแล้วบอกว่า นี่ไงผมมีเงินเข้าธนาคารหลายล้านต่อเดือนเลยนะ แต่เมื่อดูจำนวนเงินสดที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนกลับแทบไม่เหลือ แถมทันทีที่เงินเข้ามา ก็ออกไปแทบจะในทันที ซึ่งเพียงเท่านี้จะแทบจะรู้ในทันทีเลยว่า ยื่นกู้แบงค์ไปก็ไม่ผ่านหรอก เพราะดูจากการใช้เงินแล้ว ก็ไม่น่าจะหาเงินมาผ่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้อยู่ดี เป็นหนี้เสียเปล่า ๆ ไม่อนุมัติ!

ดังนั้น ยิ่งคุณหาเงินได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะเป็นที่จะต้องคิดเรื่องของการเก็บรักษาเงินที่คุณอุตส่าห์หามาได้อย่างยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส ซึ่งหากคุณไม่มีเวลาที่จะดูเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ในส่วนนี้ ก็มักจะมีผู้คนที่คอยมาช่วยเหลือคุณอยู่แล้ว เช่น นักวางแผนทางการเงิน, นักบัญชี, นักวางแผนเรื่องภาษี, นักลงทุน ฯลฯ

ซึ่งหน้าที่หลักของเจ้าของธุรกิจ ก็แน่นอนอยู่แล้ว ว่าเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการหาเงินเข้าบริษัท ดังนั้น การที่มีผู้คนเหล่านี้ เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการเก็บรักษาเงินเอาไว้นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คนเหล่านี้ เริ่มเห็นตัวเลขทางการเงินผิดปกติ พวกเขาจะสามารถแจ้งเราเกี่ยวกับแนวโน้มทางการเงินได้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายได้ หากสภาพคล่องทางการเงินเป็นแบบนี้ บริษัทอาจจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤตก็เป็นได้ ซึ่งนั่นจะทำให้เราสามารถตระหนักและเตรียมแผนการรองรับได้ก่อนที่เหตุการณ์เลวร้ายนั้นจะเกิดขึ้น หรือดีกว่านั้นก็คือ สามารถป้องกันไม่ให้วิกฤตมันเกิดขึ้นมาได้ด้วยซ้ำไป

ทักษะที่ 3 – ทักษะการทำให้เงินงอกเงย (Multiply Money)

และแล้วก็มาถึงทักษะที่ 3 ที่จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าคุณยังทำในข้อที่ 1 และ 2 ได้ไม่ดีพอ เพราะถ้าเงินไม่ได้ ก็ไม่รู้จะเอาเงินจากที่ไหนไปลงทุน หรือหาเงินได้ แต่ไม่สามารถจัดการกับเงินที่รั่วไหลได้ คุณก็จะไม่เหลือเงินไปต่อยอดเช่นกัน

โดย Dan Lok ได้บอกเอาไว้ว่า การเก็บรักษาเงินนั้น แตกต่างอย่างมากกับคำว่า ออมเงิน หรือถือเงินเอาไว้กับตัว เพราะการเก็บรักษาเงินนั้น จุดประสงค์หลักของมันก็คือ การนำเงินก้อนนี้ ไปลงทุนทำให้มันงอกเงย หรือจะเรียกในขั้นตอนนี้ว่า การใช้เงินต่อเงิน การใช้เงินเพื่อซื้อห่านที่สามารถออกไข่เป็นทองคำได้ แล้วเราจึงค่อยเก็บไข่ทองคำนั้นไปใช้จ่ายอย่างที่ต้องการได้

ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถนำเงินที่เก็บรักษาเอาไว้ ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยคุณอาจจะซื้อมันได้ในราคาถูกกว่าท้องตลาดเช่น ซื้อสินทรัพย์ที่ถูกธนาคารยึดเป็นเวลานานมักจะได้ในราคาที่ต่ำ หรือไม่ก็ซื้อในช่วงหลังเกิดวิกฤตทางการเงิน ซื้อในช่วงลดราคากระหน่ำซัมเมอร์เซล ซื้อบ้านเก่าแล้วเอามารีโนเวทเพื่อขายต่อกินส่วนต่าง หรือไม่ก็ซื้อเพื่อปล่อยให้เช่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คุณจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ว่า การลงทุนในแต่ละรูปแบบนั้น คุณจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง เพราะบางคนก็อาจจะถนัดการลงทุนในอสังหาฯ บางคนก็ถนัดลงทุนในหุ้น บางคนก็ลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ฯลฯ

และนี่ก็คือ 3 ทักษะการเงินพื้นฐานที่คุณต้องรู้ หากคุณต้องการเป็นคนที่มีความมั่งคั่ง มั่นคงในด้านการเงิน เพราะถ้าหากในโรงเรียนไม่ได้มีหลักสูตรนี้สอนคุณ คุณก็ต้องหาแหล่งศึกษาเกี่ยวกับการเงินใหม่ ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีความรู้อยู่เยอะมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ เว็บไซต์ หรือวีดีโอบน Youtube ที่หลาย ๆ คลิปก็มีความรู้ดี ๆ ให้ศึกษากันฟรี ๆ แต่ถ้าต้องการพัฒนาขึ้นไปอีก คุณก็อาจจะต้องลงทุนไปเข้าเรียนเพิ่มในงานสัมมนา หรือจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน มาวางแผนการเงินให้กับคุณ

 

Resource