Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

How to

หนังสือ ยิ่งอ่าน ยิ่งจน

ตัวคุณเองอาจเคยสงสัยว่า อ่านหนังสือมาก็เยอะ ผ่านการเรียนมาก็แยะ หมดเงินหลายหมื่นหลายแสน เพื่อขวนขวายหาความรู้ แต่เมื่อลองมองกลับมาดูที่ตัวเองกลับพบว่า ยังยืนอยู่ที่เดิม โดยชีวิตไม่ได้ดูดีขึ้นเลย หรือแย่กว่านั้น กลับจนลงกว่าเก่าอีกเพราะหมดเงินไปกับค่าเรียนรู้ จนเข้าสุภาษิตไทยที่ว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด”

ซึ่ง Dan Lok ที่ปรึกษานักธุรกิจร้อยล้าน จะมาให้แนวคิดว่า จริง ๆ แล้ว คุณไม่ควรที่จะอ่านหนังสือ แต่คุณควรใช้หนังสือต่างหาก เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าคุณรู้มากเท่าไหร่ แต่มันสำคัญตรงที่ คุณสามารถนำสิ่งที่คุณเรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตจริงแล้วเกิดผลลัพธ์อย่างไรบ้างต่างหาก

อย่าพยายามอ่านหนังสือรวดเดียวให้หมดทั้งเล่ม หรือพยายามศึกษาว่าคนเขียนเป็นใครมาจากไหน ทำงานอะไร

แต่คำถามที่ควรตั้งกับตนเองก่อนเริ่มต้นอ่านหนังสือไม่ว่าจะเป็นเล่มใดก็ตาม คือ “3 ไอเดียเจ๋ง ๆ ที่ฉันจะสามารถหาได้จากหนังสือเล่มนี้แล้วเอาไปปรับใช้กับชีวิต ณ ตอนนี้ คืออะไรบ้าง?” ซึ่งไม่ใช่ 5 ไอเดีย 10 ไอเดีย หรือ 100 ไอเดีย แต่เพียงแค่ 3 ไอเดียเท่านั้น ซึ่งคุณอาจจะเจอไอเดียเจ๋ง ๆ จากส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ เช่น

  • บทนำ
  • สารบัญ
  • ย่อหน้าแรก
  • บทแรก
  • กลางเล่ม
  • ท้ายเล่ม
  • แหล่งอ้างอิงข้อมูล
  • ปกหลัง

ซึ่งเมื่อคุณได้ไอเดียเจ๋ง ๆ สัก 3 ไอเดีย ให้คุณรีบไฮท์ไลท์ข้อความนั้น แล้วหลังจากนั้นก็วางหนังสือเล่มนั้นซะ แล้วนำไอเดียที่คุณได้นั้น นำไปลงมือทำทันที ซึ่งคุณจะนำไปปรับใช้กับด้านใดก็ได้ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การงาน การเงิน สุขภาพ ครอบครัว จิตวิญาณ เพื่อนฝูง ฯลฯ

แล้วในภายหลัง พอคุณมีเวลาว่าง ๆ คุณค่อยกลับมาอ่านหนังสือเล่มนั้นอีกครั้งก็ยังไม่สาย

คีย์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ สิ่งแรกที่คุณต้องมีก่อนก็คือ “ความชัดเจน” เพราะความชัดเจนนั้นคือขุมพลังที่จะทำให้คุณนั้น มีแรงลงมือทำอย่างต่อเนื่องแบบไม่หยุดยั้ง เพราะคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจน คุณเห็นเส้นทางแล้วว่าปลายทางอยู่ที่ใด และจะต้องเดินไปให้ถึงจุดหมายนั้น

ในกรณีที่คุณอ่านหนังสือมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่คุณจะเจอก็คือ คำถามที่ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ระหว่างที่คุณอ่าน เพราะในหลาย ๆ ครั้ง คุณอาจจะเจอคำศัพท์เฉพาะทางที่ไม่เข้าใจ, เชื่อมโยงเรื่องต่าง ๆ ไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน พอเรื่องแรกยังไม่ทันจะเข้าใจดี ก็ดันมาเจอเรื่องที่สองที่งงเข้าไปใหญ่ ซึ่งยิ่งคุณงงและสับสนมากเท่าไหร่ มันจะไปบั่นทอนให้พลังของคุณลดลง และเมื่อพลังของคุณลดลง คุณก็จะไม่ค่อยมีกะจิตกะใจที่จะลงมือทำอะไรแล้วนั่นเอง

ทีนี้ลองมาดู Dan Lok อธิบายของคำ 3 คำ ต่อจากนี้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรระหว่างคำว่า

Information (ข้อมูล) คือ ข้อเท็จจริง, ฐานข้อมูล, ตัวเลข, สถิติ, ทฤษฎีหรือหลักวิชาการ อะไรเทือกนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันคือข้อมูลทั้งสิ้น และต้องเข้าใจก่อนว่า ข้อมูลก็คือข้อมูล ซึ่งคุณสามารถค้นพบข้อมูลได้อย่างมากมายมหาศาลได้บนโลกใบนี้ ซึ่งข้อมูลไม่ได้มีเฉพาะบนหนังสือ แต่หากสามารถหาได้จาก Youtube, Google หรือหน้าฟีด Facebook ได้เป็นล้าน ๆ ข้อมูล ซึ่งข้อมูลเหล่านั้น เมื่อคุณรู้เพียงอย่างเดียว มันไม่ได้มีประโยชน์อันใดกับคุณเลย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ ทำให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น, มันไม่ได้ช่วยให้คุณมีความสุขมากยิ่งขึ้น, มันไม่ได้ทำให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้น และมันไม่ได้ทำให้คุณฉลาดขึ้นเลย เพราะข้อมูลมันก็คือข้อมูลวันยังค่ำ จนกระทั่ง

Knowledge (ความรู้) คือ เมื่อคุณมีข้อมูลมากพอ คุณจะต้องนำข้อมูลที่คุณรวบรวมและรู้มานั้นนำไปทดสอบหรือทดลองทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า “การเรียนรู้” ซึ่งในขั้นตอนนี้ คุณจะเริ่มเรียนรู้ว่า ข้อมูลอะไรที่เวิร์คหรือไม่เวิร์คเมื่อนำมาปรับใช้กับตัวเรา ซึ่งแต่ละคนก็จะมีกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป เพราะแต่ละคนนั้น มีข้อมูลที่ได้รับรู้มาไม่เท่ากัน แต่ความรู้ที่เวิร์คกับอีกคนหนึ่ง แต่อาจไม่เวิร์คกับอีกคนหนึ่งก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งหัวใจสำคัญในขั้นตอนนี้ก็คือ คุณจะต้องเปลี่ยนจากข้อมูลที่คุณได้มาให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ จนคุณได้รับประสบการณ์จากการทดลองนั้นมา

Wisdom (ปัญญา) คือ การทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผิดพลาดแล้วผิดพลาดเล่า จนคุณค้นพบว่า จากข้อมูลหลายร้อยอย่างที่คุณได้รับมานั้น มีเพียง 1-2 ข้อมูลเท่านั้น ที่นำมาปรับใช้กับชีวิตแล้วเวิร์คที่สุด ซึ่งในครั้งต่อ ๆ ไป ก็จะรู้ในทันทีที่ได้รับข้อมูลมาว่า อันไหนเวิร์คหรือไม่เวิร์คกับตัวคุณ และทีนี้ คุณก็จะเกิดปัญญาที่ว่า คุณจะเลือกทำเพียง 1-2 สิ่งที่เกิดอิมแพคกับชีวิตได้สูงสุด เมื่อเทียบกับข้อมูลอีก 98 อย่างที่เหลือด้วยซ้ำ

หาก Knowledge คือการสะสมข้อมูลและประสบการณ์ Wisdom นั้นจะเป็นการขจัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปและทำในสิ่งที่ใช่

จงจำเอาไว้ว่า คุณต้องรู้จักวิธีการใช้หนังสือ ไม่ใช่การอ่านหนังสือ เพราะอ่านไปดูคลิปไป แต่ไม่ลงมือทำ มันก็เท่านั้น

Resources