Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

How to

7 สัญญาณของคนที่กำลังจะประสบความสำเร็จและร่ำรวยอย่างยิ่งใหญ่

สำหรับบทความนี้ Dan Lok ที่ปรึกษานักธุรกิจร้อยล้าน ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการที่เขาได้ไปสัมภาษณ์คนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแต่ละวงการ ทั้งนักธุรกิจ ดารา นักกีฬา ว่าเพราะอะไร ทำไมพวกเขาเหล่านี้ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของพวกเขาที่มีเหมือน ๆ กัน

สัญญาณที่ 1 – Have Great Habits

คนจนและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่พวกเขามักมีอุปนิสัยและพฤติกรรมที่ไม่ดี อย่างเช่น ขี้เกียจ ชอบเล่นการพนัน ชอบดื่มเหล้าเมายา เอาแต่ดูสื่อบันเทิงและไม่ชอบขวนขวายหาความรู้ใส่ตัว ในขณะที่คนรวยและคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น พวกเขามีอุปนิสัยและพฤติกรรมที่ดีที่ส่งผลต่อความสำเร็จในอนาคต โดยเจ้า Habits นี้คือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ โดยมีความสำคัญอยู่ที่ 95% ขององค์ประกอบทั้งหมดที่คน ๆ หนึ่งที่ประสบความสำเร็จใช้ในการผลักดันตนเอง ยกตัวอย่างของ Habits ที่ดี เช่น ตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ออกกำลังกาย กินของที่ประโยชน์ต่อร่างกาย อ่านหนังสือขวนขวายหาความรู้ วางแผนการทำงานในแต่ละวัน มีวินัย ขยันขันแข็ง เป็นต้น

สัญญาณที่ 2 – Incredibly Driven

คนรวยและคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีแรงผลักดันอย่างมหาศาล โดยแรงผลักดันในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้คุณทำงานดึก ๆ ดื่น ๆ อดหลับอดนอน แต่หมายถึงการใช้แรงผลักดันแก่ตนเองเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการให้จงได้ ซึ่งถ้าหาก ณ ตอนนี้คุณมีไอเดียดี ๆ สักไอเดียหนึ่ง คุณสามารถผลักดันให้ตนเอง สามารถเปลี่ยนไอเดียเป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำส่งผลให้ไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่ คุณจะสามารถอดทนอดกลั้นอุปสรรคระหว่างได้หรือไม่ คุณสามารถก้าวข้ามผ่านความล้มเหลวหรือความผิดหวังระหว่างทางได้หรือไม่ คุณจะลงมือทำแบบไม่หยุดยั้งหรือคุณจะคอยผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งความสำเร็จมันไม่ได้วัดกันที่ว่าใครถึงก่อนกัน แต่มันวัดกันที่ว่าใครสามารถรักษาความสำเร็จไว้ได้นานกว่ากันต่างหาก

ยกตัวอย่างเช่น มีนักขายคนหนึ่งกลายเป็นท็อปเซลล์หรือนักขายที่ทำยอดขายสูงสุดของบริษัท เป็นเพราะเขามีทักษะการขายที่ยอดเยี่ยม แต่กลับหลงระเริงนำเงินที่ได้จากค่าคอมมิชชั่นการขายไปเที่ยวผับดึก ๆ ดื่น ๆ กินเหล้าเมายากันสุดเหวี่ยง ซึ่งเขาคิดแค่ว่า ไม่ต้องขยันมากมายอะไร เพราะทำงานไม่กี่วันก็ได้ยอดขายมากกว่าเซลล์หลายคนในบริษัทแล้ว จนกระทั่งมีน้องใหม่พนักงานขายไฟแรงเข้ามาทำงานแถมมีทักษะที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้เบอร์หนึ่ง แต่เด็กใหม่คนนี้มีพลังงานอย่างล้นเหลือ เขาตระเวนขายแบบไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เพราะเขาต้องการเป็นท็อปเซลล์ของบริษัทของปีนี้ให้จงได้ เขาจึงใช้เวลาอย่างคุ้มค่าทุกนาที(ดูทีวีสีช่อง 3 ถุ้ย!) ในการหาลูกค้าใหม่ ๆ ซึ่งแม้บริษัทจะมีวันหยุดแต่น้องใหม่ไฟแรงคนนี้ เขาตระหนักได้ว่า หากสัปดาห์หนึ่งมีหยุด 2 วัน ก็เท่ากับในหนึ่งเดือนมีวันหยุด 8 วัน หรือมีวันหยุดเท่ากับ 96 วัน หรือคิดง่าย ๆ เลยว่า หากปีนี้เขาทำงานแบบไม่มีวันหยุดเลย เขาจะมีเวลาทำยอดขายมากกว่าคนอื่นถึง 3 เดือนกว่า ๆ (นี่ยังไม่นับรวมวันหยุดนักขัตฤกษ์อื่น ๆ ด้วยซ้ำ) ดังนั้นหากน้องใหม่ทำยอดขายได้พอ ๆ กับเบอร์หนึ่ง แน่นอนว่า ยอดขายของน้องใหม่ต้องมากกว่าเบอร์หนึ่งอยู่ 3 เดือนอย่างแน่นอน

สัญญาณ ที่ 3 – Confident In Their Abilities

คนจนและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ พวกเขามักไม่มั่นใจในความสามารถที่ตนเองมีอยู่ ทั้ง ๆ ที่หลายคนมีทักษะที่เหนือกว่าคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำไป แต่พวกเขากลับมองว่าทักษะที่พวกเขามีอยู่นั้นมันช่างธรรมดาเสียเหลือเกิน แถมพอจะลองใช้ทักษะที่มีอยู่ในการทำงานสักชิ้นหนึ่ง พวกเขาก็มักจะตีตนไปก่อนไข้ว่า มันนี้มันดูยากจัง ฉันคงไม่สามารถทำได้แน่ ๆ หรือหากทำไปแล้วถ้าเกิดมันผิดพลาดระหว่างทางแล้วล้มเหลวขึ้นมาจะทำยังไงล่ะทีนี้ ซึ่งยังไม่ทันที่จะได้เริ่มต้น พวกเขาก็กลัวว่าจะเกิดนั่นจะเกิดนี่ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกลายเป็นมา ไม่ลงมือทำเลยน่าจะปลอดภัยกว่า ก็เลยตัดสินใจไม่ลงมือทำซะอย่างงั้น

แต่ในขณะที่คนรวยและคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น พวกเขามีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความสามารถที่ตนเองมีอยู่อย่างสูง และไม่เคยสั่นคลอนต่อคำพูดดูแคลนของผู้อื่นที่ชอบพูดว่า คุณทำไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ อย่างคุณจะไปทำอะไรได้ แต่หากคุณเชื่อมั่นในตนเองและขอเพียงมองเห็นโอกาสความเป็นไปได้แม้จะมีเพียงเล็กน้อย แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ ในขณะที่คนอื่นนั้นไม่มีโอกาสเฉียดความสำเร็จนี้ด้วยซ้ำ

สัญญาณ ที่ 4 – Communication Clearly

ทักษะการสื่อสารถือได้ว่าเป็นทักษะที่สำคัญมากที่สุดทักษะหนึ่งที่เหล่าบรรดาคนรวยและคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงต้องมี และต้องทำได้ดีกว่าใคร ๆ โดยทักษะการสื่อสารที่ว่านี้ มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น สื่อสารผ่านตัวหนังสือ สื่อสารผ่านเสียง สื่อสารผ่านภาพ สื่อสารผ่านร่างกาย โดยอาจจะเป็นการสื่อสารแบบตัวต่อตัว สื่อสารแบบเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สื่อสารเป็นกลุ่มใหญ่ หรือแม้กระทั่งการสื่อสารถึงผู้คนนับล้าน เพื่อที่จะส่งสารของพวกเขาออกไปและเข้าถึงผู้คนได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งข้อความที่ต้องการสื่อสารเข้าถึงผู้คนได้มากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสที่จะมอบคุณค่าให้แก่ผู้คนได้มากขึ้นเท่านั้น และยิ่งมอบคุณค่าให้แก่ผู้คนได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

สัญญาณ ที่ 5 – Have A Growth Mindset

Mindset หรือระบบความคิดของคนจนกับคนรวย หรือคนที่ไม่ประสบความสำเร็จกับคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น มีความแตกต่างกันมาก โดยในฝั่งของคนจนนั้นมักมี Mindset แบบ Fix Mindset หรือ ความคิดแบบอยู่กับที่ ความคิดในกรอบเดิม ๆ ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อปรับตัวให้ทันกับโลกในแต่ละยุคแต่ละสมัย เปรียบเสมือนกับพวกน้ำเต็มแก้ว ที่ไม่ว่าอะไรหรือใครจะพยายามมอบความรู้ใหม่ ๆ ให้แก่พวกเขา พวกเขาก็ไม่ยอมรับและปฏิเสธมันอยู่เรื่อยไป แต่ในขณะที่คนรวยและคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้นมีระบบความคิดแบบ Growth Mindset คือระบบความคิดที่ไม่มีกรอบ สามารถเติบโตด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นพวกที่น้ำไม่เต็มแก้ว พร้อมที่จะรับความรู้จากอะไรหรือใครอยู่เสมอ

The more you know the more you realize you don’t know, the less you know the more you think you know.

ยิ่งคุณรู้มากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งพบว่าตนเองรู้น้อยเท่านั้น แต่หากคุณรู้น้อยเท่าไหร่คุณก็คิดว่าคุณรู้ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

สัญญาณ ที่ 6 – Embrace Failures

คนรวยและคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง พวกเขาถือว่าการล้มเหลวนั้น เป็นเรื่องธรรมดาในการก้าวไปสู่ความสำเร็จ แต่การล้มเลิกเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในหัวของพวกเขา อย่าลืมว่า คนเราแพ้ได้ ล้มเหลวได้ แต่อย่าล้มเลิก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คิดที่จะล้มเลิก ก็เท่ากับว่าคุณได้ทิ้งโอกาสที่จะประสบความสำเร็จไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น นักเขียนชื่อดังอย่าง J.K. Rowling ที่ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์กว่า 12 ครั้ง ที่ปฏิเสธที่จะตีพิมพ์เรื่องราวของ Harry Potter ที่ทำให้เธอกลายเป็นนักเขียนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก หรือหากผู้พันแซนเดอร์ผู้ก่อตั้งร้านไก่ทอด KFC ที่เขาไล่ขายสูตรไก่ทอดนับพันร้านและก็ถูกปฏิเสธนับพันร้านเช่นกัน และกว่าจะประสบความสำเร็จก็วัยหลังเกษียณ อายุ 60 กว่าเข้าไปแล้ว ซึ่งถ้าหากผู้พันแซนเดอร์ล้มเลิกความตั้งใจไปก่อน เราก็คงไม่มีร้านไก่ทอด KFC ให้กินในวันนี้อย่างแน่นอน

สัญญาณ ที่ 7 – Have a High EQ

IQ เป็นเรื่องของสิ่งที่คนเรามีติดตัวมาตั้งแต่เกิดและเลือกไม่ได้ แต่ในขณะที่ EQ นั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถพัฒนากันได้ ซึ่งคุณอาจเคยสงสัยอยู่หลายต่อหลายครั้งว่า ทำไมคนที่เรียนเก่ง จบสูง ๆ เป็นระดับปริญญาเอกแต่กลับเป็นลูกน้องให้กับคนที่อาจเรียนแย่ ได้เกรดต่ำ ในโรงเรียน เพราะพวกเขาเหล่านั้นมี EQ ที่สูงกว่าคนอื่น ๆ ทั่วไปและพวกเขาก็ตระหนักได้ว่า EQ หรือ Emotional Quotient หรือความฉลาดทางอารมณ์นั้น เป็นเรื่องที่สามารถพัฒนากันได้ พวกเขาสามารถชักจูงหรือนำพาคนที่ฉลาด ๆ คนที่เก่ง ๆ มาทำงานให้กับพวกเขาได้ หรือแม้แต่ในกรณีที่มีอุปสรรค มีปัญหาเข้ามาในชีวิต พวกเขาก็สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองเพื่อให้ก้าวข้ามผ่านพ้นในช่วงเวลาแย่ ๆ นั้นไปได้ในที่สุด

Resource