Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Economy

9 ขั้นตอนสู่หายนะของประเทศ | How Countries Go Broke by Ray Dalio Chapter 4

Part ที่ 2: แบบแผนที่ทำให้ประเทศและธนาคารกลางเดินไปสู่ความล้มเหลว

มีคำถามหนึ่งที่ Ray Dalio ถามตัวเองมาตลอดหลายสิบปี

“ทำไมประเทศที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในโลก ถึงพังลงได้?”

มันไม่ใช่แค่ประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เป็นประเทศที่เป็นถึงมหาอำนาจ ประเทศที่มีกองทัพแข็งแกร่ง มีทรัพยากรมหาศาล มีประชาชนที่ขยันหมั่นเพียร

แล้วถ้าถามว่าประเทศเหล่านั้นล่มสลายเพราะอะไร หลายคนก็อาจจะตอบว่า “เพราะสงคราม” บ้างล่ะ “เพราะภัยธรรมชาติ” บ้างล่ะ หรือ “เพราะผู้นำโง่เขลา” บ้างล่ะ

แต่ Ray บอกว่า คำตอบเหล่านั้นก็ไม่ได้ตอบผิด แต่มันก็ไม่ใช่คำตอบของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

เพราะเบื้องหลังของทุกครั้งที่ประเทศล่มสลายทางการเงิน มันมักมี “แบบแผน” เดิม ๆ ซ่อนอยู่เสมอ แบบแผนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าข้ามกาลเวลา ข้ามทวีป ข้ามวัฒนธรรม แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้จักมัน เพราะไม่มีใครสอน หรือศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด

Ray Dalio เขาได้ศึกษา วิกฤตหนี้ครั้งใหญ่ (Major Debt Crises) กว่า 65 ครั้ง ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา และโฟกัสเป็นพิเศษกับ 35 กรณีที่รุนแรงที่สุด และจะเน้นไปที่กรณีของรัฐบาลกลาง (Central Government) หรือทางธนาคารกลาง (Central Bank) ได้ล้มละลายจริง ๆ เป็นหลัก

ซึ่งสิ่งที่เขาค้นพบมันทำให้เขาค่อนข้างแน่ใจว่า วิกฤตเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

มันเดินไปตาม “บท” ที่ได้ถูกเขียนเอาไว้ล่วงหน้า ทีละฉาก ทีละขั้นตอน มันเหมือนกับละครที่แต่ละตอนมีโครงเรื่องที่เหมือนกัน เพียงแค่เปลี่ยนนักแสดง เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนยุคสมัย เท่านั้นเอง

โดยเนื้อหาในตอนนี้ Ray จะพาเราไปทำความเข้าใจกับแบบแผนเหล่านั้น

โดยแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก ๆ ของวิกฤต ตามประเภทของระบบการเงินที่ประเทศนั้นใช้อยู่:

รูปแบบที่หนึ่ง — ประเทศที่มีหนี้เป็นสกุลเงินที่ “ธนาคารกลางพิมพ์เงินเองได้” เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ยูโร

รูปแบบที่สอง — ประเทศที่มีหนี้เป็นสกุลเงินที่ “ธนาคารกลางพิมพ์เงินเองไม่ได้” เช่น ประเทศที่กู้เงินดอลลาร์แต่มีรายได้เป็นเงินสกุลท้องถิ่น

ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้นำไปสู่วิกฤต แต่มีเส้นทางเดินที่ต่างกัน และมีความเจ็บปวดต่างกัน

เมื่อเข้าใจสองสิ่งนี้แล้วทาง Ray จะพาเราย้อนกลับไปดูว่า วงจรใหญ่ของโลกที่เริ่มต้นในปี 1944 นั้นได้เดินมาตามแบบแผนนี้อย่างไร และ ณ ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนในเรื่องราวนั้น

Chapter ที่ 4: เส้นทางที่ประเทศเดินทางไปสู่หายนะทางการเงิน ที่มีแบบแผนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

Ray Dalio ใช้เวลาศึกษาวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่กว่า 65 ครั้งในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา

และสิ่งที่เขาค้นพบก็คือ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ในยุคไหน เหตุการณ์มักดำเนินไปในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ แทบทุกครั้ง

เหมือนกับคนที่ติดหนี้บัตรเครดิต แล้วก็กู้เงินก้อนใหม่มาโปะหนี้บัตรใบเก่า แล้วก็กู้อีก แล้วก็โปะอีก จนถึงจุดที่หนี้สินมันใหญ่เกินกว่าจะจัดการได้ ซึ่งในระดับประเทศก็ทำแบบเดียวกันนี้เลย แต่แค่เปลี่ยนจากบัตรเครดิตมาเป็น “พันธบัตรรัฐบาล” และ “นโยบายการพิมพ์เงิน” แทนก็เท่านั้นเอง

ซึ่งก่อนที่จะเข้าเรื่อง 9 ขั้นตอนของการเกิดวิกฤตอย่างมีแบบแผนนั้น Ray บอกว่า มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องเข้าใจก่อน นั่นคือ ความแตกต่างระหว่างเงินหรือ Money ทั้งสองประเภทนี้เสียก่อน

เงินที่มั่นคง (Hard Money) กับ เงินกระดาษ (Fiat Money) ต่างกันอย่างไร?

ให้เราลองนึกภาพนี้ดูว่า

ในสมัยก่อน รัฐบาลบอกว่า “เงินของเราทุกใบมีทองคำรองรับอยู่” นั่นคือ เงินที่มั่นคง (Hard Money) เพราะเวลาที่คุณถือตั๋วเงินนั้นอยู่ ก็เหมือนกับคุณกำลังถือใบเบิกทองคำอยู่ในมือ

แต่เมื่อรัฐบาลใช้จ่ายเยอะมากจนทองคำในคงคลังมีไม่พอกับจำนวนเงินที่ต้องการใช้จ่าย เพราะการพิมพ์เงินสมัยก่อนนั้นจะต้องมีปริมาณเท่ากับทองคำที่รองรับเอาไว้เท่านั้น

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำก็คือ การฉีกสัญญาที่บอกว่าตั๋วใบนั้นต่อไปนี้จะไม่สามารถนำมาแลกเป็นทองคำได้อีกต่อไป แล้วบอกใหม่แทนว่า “เงินของเราไม่ต้องมีทองคำค้ำอีกต่อไปแล้ว ขอให้เชื่อใจเราก็พอ” นั่นคือ เงินกระดาษ (Fiat Money) ที่ทางรัฐบาลสามารถพิมพ์ออกมาเท่าไหร่ก็ได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องจำนวนของทองคำอีกต่อไป

ซึ่งวันที่โลกได้เปลี่ยนจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ วันที่ 15 สิงหาคม 1971 เมื่อประธานาธิบดี Richard Nixon ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กับทองคำ ซึ่ง Ray เขายังจำวันนั้นได้ดี เพราะเขากำลังทำงานอยู่ที่ตลาดหุ้น New York ในฐานะเสมียน ซึ่งพอเขาได้ยินข่าวนั้นก็ตกใจมาก เขาจึงไปขุดค้นประวัติศาสตร์ แล้วก็พบว่าเหตุการณ์เดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือนเมษายน ปี 1933

ซึ่งเงินทั้งสองระบบนำไปสู่วิกฤตในแบบที่แตกต่างกัน

  • เงินที่มั่นคง (Hard Money): เมื่อรัฐบาลแบกรับหนี้ไม่ไหว ก็จะทำการ “ฉีกสัญญา” ทันที ส่งผลให้ค่าเงินสกุลนั้น ๆ ดิ่งลงในชั่วข้ามคืน
  • เงินกระดาษ (Fiat Money): ไม่มีการฉีกสัญญาอย่างชัดเจน แต่ค่าเงินจะค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลดมูลค่าลงอย่างช้า ๆ จนกว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว

Ray ได้ตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุดจากประเทศญี่ปุ่น

โดยเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นปี 2013 จนถึงช่วงที่ Ray กำลังเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ คนที่ถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (Japanese Government Bonds) ขาดทุนไปแล้ว:

  • 60% เมื่อเทียบกับทองคำ
  • 45% เมื่อเทียบกับตราสารหนี้ดอลลาร์สหรัฐฯ
  • 6% ในแง่ของอำนาจซื้อภายในประเทศ (เงินเฟ้อเฉลี่ย 1% ต่อปี)

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจาก “การฉีกสัญญา” แต่เกิดจากการที่ทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan) ที่อัดฉีดเงินหรือพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง และกดดอกเบี้ย (Interest Rate) ให้ต่ำจนแทบติดพื้น จนสุดท้ายเงินเยนก็อ่อนค่าลงอย่างช้า ๆ อย่างต่อเนื่อง

9 ขั้นตอนสู่หายนะ จากประเทศปกติสู่ประเทศล้มละลาย

Ray Dalio เขาระบุว่าวิกฤตครั้งใหญ่ในช่วงสุดท้ายของวงจรหนี้มักเดินตามรูปแบบนี้ ที่แม้จะไม่ได้เกิดตามลำดับทุกครั้งแบบเป๊ะ ๆ แต่ยิ่งมีสัญญาณเหล่านี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น

ขั้นที่ 1: ภาคเอกชนและรัฐบาลก่อหนี้สะสมอย่างหนัก

เหมือนกับคนที่ใช้บัตรเครดิตเพลิน กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ จนหนี้รวมกันสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้

ในระดับประเทศ ทั้งบริษัทเอกชน ธนาคาร และรัฐบาล ต่างก็กู้ยืมกันอย่างเต็มที่ในช่วงเศรษฐกิจดี จนระดับหนี้รวม (Total Debt) ของประเทศสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

ขั้นที่ 2: ภาคเอกชนเกิดวิกฤต รัฐบาลเลยต้องกู้เพิ่มเพื่อช่วยอุ้มเอาไว้

เมื่อหนี้สะสมมากพอ ฟองสบู่ก็แตก บริษัทต่าง ๆ เริ่มล้มละลาย ธนาคารเริ่มมีปัญหา ผู้คนตกงาน

รัฐบาลก็ต้องเข้ามา “อุ้ม” ระบบเศรษฐกิจ ด้วยการอัดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือธนาคารต่าง ๆ จ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชน ซึ่งเงินเหล่านั้นก็มาจากการกู้ยืมทั้งนั้น ทำให้หนี้รัฐบาลพองตัวขึ้นไปอีก

ให้นึกถึงช่วง COVID-19 ที่รัฐบาลทั่วโลกอัดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบ นั่นแหละคือภาพที่ Ray Dalio กำลังอธิบายอยู่

ขั้นที่ 3: รัฐบาลเริ่มหาคนซื้อหนี้หรือพันธบัตรขายไม่ออก (Big Red Flag อันดับหนึ่ง)

นี่คือจุดวิกฤต

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) คือสัญญาที่รัฐบาลออกมาโดยพูดว่า “เราจะขอกู้เงินจากคุณ แล้วจะคืนพร้อมดอกเบี้ย” เหมือนรัฐบาลเป็น “ลูกหนี้” และคุณเป็น “เจ้าหนี้”

ซึ่งโดยปกติแล้วนักลงทุนทั่วโลกชอบซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มั่นคง แต่เมื่อหนี้สินสะสมมากจนน่าเป็นห่วง คนก็เริ่ม “ขาย” พันธบัตรออกมา แทนที่จะซื้อ นั่นเอง

เมื่ออุปทาน (Supply) หรือจำนวนพันธบัตรมากกว่าอุปสงค์ (Demand) หรือความต้องการ ทางรัฐบาลก็มีสองทางเลือกดังนี้ก็คือ:

  1. ปรับนโยบายการเงินและการคลังให้สมดุล — รัดเข็มขัด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
  2. ปล่อยให้เกิดการเทขายพันธบัตรขนานใหญ่ — ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตหนี้อย่างรุนแรง

ซึ่งการที่นักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาลอย่างหนัก คือสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่ใหญ่ที่สุด (Big Red Flag)

ขั้นที่ 4: ดอกเบี้ยพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ เงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนลง

เมื่อนักลงทุนเทขายพันธบัตรรัฐบาล ราคาพันธบัตรก็ตกลงตามกลไกตลาด และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติคือ อัตราผลตอบแทน (Yield) ที่พุ่งสูงขึ้น

Yield คือผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป ถ้าซื้อพันธบัตรมูลค่า 100 บาท และได้รับดอกเบี้ย 5 บาทต่อปี Yield คือ 5% แต่หากราคาพันธบัตรในตลาดตกลงเหลือ 80 บาท ในขณะที่ยังคงได้รับดอกเบี้ย 5 บาทเท่าเดิม Yield จะปรับตัวขึ้นเป็น 6.25% ทันที นี่คือเหตุผลที่ ราคาพันธบัตรและ Yield เคลื่อนไหวสวนทางกันเสมอ

พันธบัตรรัฐบาลมีทั้งระยะสั้น (เช่น 1 ปี) และระยะยาว (เช่น 10 ปี) ในภาวะปกติ Yield ของพันธบัตรระยะยาวจะสูงกว่าระยะสั้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนต้องแบกรับความไม่แน่นอนในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า

แต่เมื่อไหร่ที่ Yield ของพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ ในขณะที่ระยะสั้นยังค่อนข้างนิ่ง นั่นสะท้อนว่าตลาดกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มกังวลต่ออนาคตระยะยาวของประเทศนั้นเป็นพิเศษ

และเมื่อสัญญาณนี้เกิดขึ้นพร้อมกับค่าเงินที่อ่อนตัวลง ทั้งสองสัญญาณรวมกันก็เปรียบเสมือนไฟเตือนสองดวงที่ติดพร้อมกันบนแผงหน้าปัด ซึ่งถ้าเกิดทีละดวงอาจพอรับมือได้ แต่ถ้าสัญญาณเตือนติดพร้อมกัน นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าปัญหากำลังจะมาเยือน

ผลกระทบที่จะตามมาพร้อม ๆ กันก็คือ:

  • สินเชื่ออนุมัติยากขึ้น คนกู้เงินยากขึ้น
  • เศรษฐกิจชะลอตัวลง
  • เงินทุนสำรอง (Reserves) ลดลง
  • ค่าเงินอ่อนลง

ขั้นที่ 5: ธนาคารกลางเริ่ม “พิมพ์เงิน” เพื่อเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล

เมื่อดอกเบี้ยลดลงจนติดพื้นที่ 0% แล้ว ธนาคารกลางก็หมดเครื่องมือปกติในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงต้องหันมาใช้วิธีพิเศษที่เรียกว่า การผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing หรือ QE) นั่นคือการสร้างเงินขึ้นมาใหม่แล้วนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในมือของธนาคารพาณิชย์ เพื่อดึงดอกเบี้ยระยะยาวไม่ให้พุ่งสูงจนเศรษฐกิจรับไม่ไหว

ทันทีที่ธนาคารกลางจ่ายเงินซื้อพันธบัตรนั้น เงินก้อนดังกล่าวก็กลายเป็นของธนาคารพาณิชย์ และถูกฝากไว้ในบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์มีอยู่กับธนาคารกลาง

ดังนั้นเงินที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับธนาคารกลางนั้น ธนาคารกลางจึงมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยตอบแทนให้กับธนาคารพาณิชย์ เหมือนที่ธนาคารทั่วไปต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงิน

และตราบใดที่ดอกเบี้ยในตลาดยังต่ำ รายรับจากพันธบัตรยังคงมากกว่ารายจ่ายดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายออกไป ทำให้ระบบยังพอทรงตัวได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ดอกเบี้ยในตลาดพุ่งสูงขึ้น รายจ่ายก็เพิ่มขึ้นตาม ในขณะที่รายรับจากพันธบัตรยังคงเท่าเดิม ก็จะทำให้ธนาคารกลางก็เริ่มขาดทุน

ขั้นที่ 6: ธนาคารกลางขาดทุน และเริ่มเข้าสู่ “วังวนมรณะ” (Big Red Flag อันดับสอง)

Ray บอกว่านี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุด

ให้ลองนึกภาพตามนี้ว่า เมื่อธนาคารกลางซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ดอกเบี้ย 2% มาถือไว้ แต่ตอนนี้ตลาดกลับดันดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นไปที่ 4% ธนาคารกลางก็ต้องจ่าย 4% ออกไป แต่รับมาแค่ 2% ทำให้ขาดทุนในทันที

ซึ่งในตอนแรก การขาดทุนนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อไหร่ที่หนี้สะสมมากกว่ามูลค่าพันธบัตรที่ถืออยู่ ธนาคารกลางก็เข้าสู่ภาวะ มูลค่าสุทธิติดลบ (Negative Net Worth) ทำให้ธนาคารกลางก็ถูกบังคับให้ “พิมพ์เงิน” เพิ่มออกมาอีกเพื่อปิดรอยรั่วนี้

และนั่นก็นำไปสู่ “วังวนมรณะ” (Death Spiral) ที่ดูเหมือนนี้:

ดอกเบี้ยสูง → นักลงทุนไม่ซื้อพันธบัตร → ต้องพิมพ์เงินมากขึ้น → เงินเฟ้อ → ค่าเงินอ่อน → นักลงทุนเทขายพันธบัตรและค่าเงินอ่อนค่าหนักขึ้น → วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ดอกเบี้ยในตลาดพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนเริ่มไม่อยากถือพันธบัตรรัฐบาล เพราะกลัวว่าประเทศนี้จะมีปัญหา

และเมื่อไม่มีคนซื้อพันธบัตร รัฐบาลก็หาเงินไม่ได้ ธนาคารกลางจึงต้องพิมพ์เงินเพิ่มเพื่ออุดหนุน

ส่งผลให้เมื่อเงินในระบบมีมากขึ้น สินค้าทุกอย่างก็แพงขึ้น เกิด เงินเฟ้อ (Inflation) จำนวนเงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง

เมื่อเงินในประเทศด้อยค่าลง นักลงทุนต่างชาติก็ยิ่งไม่อยากถือพันธบัตรหรือเงินสกุลนั้น ๆ เพราะถือไปก็แต่จะเสียมูลค่า

ทำให้นักลงทุนก็แห่เทขายพันธบัตรออกมาอีก วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ซึ่ง Ray เรียกสภาวะแบบนี้ว่า “ธนาคารกลางล้มละลาย” ไม่ใช่ไม่มีเงินจ่าย (เพราะธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินได้เองตลอด) แต่เงินที่พิมพ์ออกมานั้นมันกัดกร่อนมูลค่าเงินทั้งระบบ จนเกิดเป็น ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) ควบคู่กับการเกิดภาวะ เศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในเวลาเดียวกัน

ขั้นที่ 7: ปรับโครงสร้างหนี้และลดมูลค่าหนี้ลง (Debt Restructuring & Devaluation)

ในขั้นตอนนี้ รัฐบาลจะต้องเลือกว่า อยากเจ็บปวดแบบไหน:

  • แบบที่ 1: ภาวะเงินฝืด (Deflation) — ปรับโครงสร้างหนี้ ลดหนี้ออก ยอมเจ็บแต่ไม่เกิดเงินเฟ้อ
  • แบบที่ 2: ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) — พิมพ์เงินมาโปะหนี้ ทำให้มูลค่าหนี้ลดลงในแง่ตัวเลขจริง แต่ค่าเงินก็ลดมูลค่าลงตามไปด้วย

ซึ่ง Ray บอกว่า การจัดการได้ดีที่สุดในอุดมคตินั้น ทางผู้บริหารนโยบายการเงินและการคลัง จะสามารถทำในสิ่งที่เขาเรียกว่า “การลดหนี้อย่างสวยงาม” (Beautiful Deleveraging) ได้ นั่นคือการ ผสมผสาน กันระหว่างสองวิธีให้สมดุล จนลดภาระหนี้ได้โดยไม่เกิดเงินเฟ้อมากจนเกินไป หรือเศรษฐกิจพังมากเกินไป

ขั้นที่ 8: มาตรการพิเศษที่ไม่เคยเห็นในสภาวะปกติ

ในช่วงนี้ รัฐบาลมักออกมาตรการที่ผิดปกติมาก เช่น:

  • การควบคุมเงินทุน (Capital Controls) — ห้ามหรือจำกัดการโอนเงินออกนอกประเทศ เพราะกลัวเงินไหลออกเร็วเกินไปจนระบบพัง
  • ภาษีพิเศษฉุกเฉิน (Extraordinary Taxes) — เก็บภาษีหนักในกลุ่มคนรวยหรือสินทรัพย์บางประเภทเพื่อดึงเงินกลับมา

สิ่งเหล่านี้ฟังดูรุนแรง แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มันได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายต่อหลายครั้ง

ขั้นที่ 9: กลับสู่สมดุล แต่ต้องผ่านความเจ็บปวดก่อน

สุดท้าย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ภาระหนี้ก็ต้องกลับมาสมดุลกับรายได้ในที่สุด เพราะธรรมชาติของเศรษฐกิจบังคับให้เป็นเช่นนั้น

ซึ่งกระบวนการฟื้นตัวในรูปแบบที่ Ray พบบ่อยที่สุดจะประกอบด้วย:

  • การเกิด เงินเฟ้อรุนแรงพร้อมเศรษฐกิจตกต่ำ (Inflationary Depression) ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือในขณะที่ ของแพงขึ้นทุกวัน แต่ คนตกงาน ธุรกิจปิดตัว รายได้ลดลง ในเวลาเดียวกัน
  • รัฐบาลขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มทุนสำรอง เมื่อเงินในคลังร่อยหรอลง รัฐบาลก็ต้องหาเงินสดโดยการขายสิ่งที่ตัวเองถืออยู่ออกมา เช่น ที่ดิน อาคาร รัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่ทองคำสำรอง
  • ผูกค่าเงินใหม่กับสินทรัพย์ที่มั่นคง เช่น ทองคำ หรือค่าเงินของประเทศที่แข็งแกร่งกว่า

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น จะต้องผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดมากก่อน ก็คือ จะเกิดสถานการณ์ที่ “เงินหากู้ได้ยากมาก และถ้ากู้ได้ดอกเบี้ยก็จะสูงมาก” มันคือช่วงเวลาที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือของสกุลเงินประเทศนั้น ๆ ขึ้นมาใหม่ โดยให้รางวัลกับ “เจ้าหนี้” คือได้ดอกเบี้ยสูง และการลงโทษ “ลูกหนี้” ที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง จนกว่าระบบจะกลับมาสมดุล

และมีอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือ หนี้ของประเทศนั้น ๆ เป็น “สกุลเงินที่ตัวเองพิมพ์ได้” หรือเปล่า?

  • ถ้าใช่ – ประเทศนั้นก็ยังมีความยืดหยุ่นในการจัดการ และเจ็บปวดน้อยกว่า
  • ถ้าไม่ใช่ (เช่น กู้เงินดอลลาร์ แต่รายได้เป็นเงินบาท) – วิกฤตจะรุนแรงและเจ็บปวดกว่ามาก

และอีกปัจจัย ก็คือ ค่าเงินของประเทศนั้นเป็น สกุลเงินสำรองของโลก (Reserve Currency) หรือเปล่า เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าเป็น โลกก็จะยังคงถือสกุลเงินนั้นเอาไว้อยู่ เพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า แต่จากประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมาก็เคยบอกเอาไว้ว่า รัฐบาลที่มีสิทธิพิเศษในการพิมพ์เงินได้เองนี้ ก็มักจะ “ใช้มันจนเกินขนาด” จนประเทศล่มสลายไปในที่สุด

สรุปง่าย ๆ ก็คือ

ทั้ง 9 ขั้นตอนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว บางประเทศใช้เวลาหลายสิบปี แต่ทิศทางมันมักจะไปในทรงนี้อย่างมีแบบแผน ยิ่งมีสัญญาณเตือนเหล่านี้มากเท่าไหร่ ความเสี่ยงของการเกิดวิกฤตก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

ใน Chapter ต่อไป Ray Dalio จะนำ “แบบแผน” นี้มาเปรียบเทียบกับวงจรเศรษฐกิจโลกจริง ๆ ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1944 จนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ตรงไหนในวัฏจักรนี้

Resources

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *