Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

Interview

สัมภาษณ์ปู่ Warren Buffett เปิดใจครั้งแรก หลังวางมือจาก Berkshire | Blue O’Clock Podcast EP. 143

ปู่ Warren Buffett ในวัย 94 ปี ได้ให้สัมภาษณ์กับ Becky Quick จาก CNBC ที่เมือง Omaha เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่ปู่ได้ลงจากตำแหน่งซีอีโอ (CEO) ของ Berkshire Hathaway บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ที่ปู่บริหารมากว่า 60 ปี โดยบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้มีความยาวกว่าชั่วโมง ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการลงทุน เศรษฐกิจโลก จนถึงเรื่อง Jeffrey Epstein ที่กำลังเป็นที่สนใจทั่วอเมริกา

โดยปู่ได้เริ่มต้นด้วยข่าวดีก่อน ว่าปู่จะกลับมาจัดงานประมูลอาหารกลางวัน (Charity Lunch Auction) อีกครั้ง ซึ่งใครที่ติดตามปู่ Buffett มาตลอดจะรู้ดีว่า งานนี้ปู่ทำมา 22 ปี ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2022 เพื่อหาเงินให้มูลนิธิ Glide Foundation ในซานฟรานซิสโก รวมแล้วระดมทุนได้มากกว่า $50 ล้านดอลล่าร์ฯ (ราว 1,750 ล้านบาท) เฉพาะครั้งสุดท้ายปี 2022 มีคนประมูลชนะด้วยราคา $19 ล้านดอลล่าร์ฯ (ราว 665 ล้านบาท)

แต่หลังจากหยุดไป 2 ปี ก็ไม่มีใครสานต่อได้ รายได้ของมูลนิธิก็หดหาย ปู่เลยบอกว่าทนไม่ได้ที่จะเห็นมันตายไป หลังจากที่ Cecil Williams ผู้ก่อตั้ง Glide ทุ่มทุกอย่างให้กับมัน

โดย Cecil Williams นั้น คือบาทหลวงคนหนึ่งที่เข้ามาดูแลโบสถ์เล็ก ๆ ในย่านเสื่อมโทรมของซานฟรานซิสโกตั้งแต่ปี 1963 ตอนนั้นโบสถ์เหลือสมาชิกแค่ร้อยคน และพวกเขาก็ไม่ได้ยินดีนักที่เห็น Cecil มา แต่เขาเปลี่ยนโบสถ์แห่งนั้นให้กลายเป็นที่พึ่งของคนที่สังคมทอดทิ้ง ให้อาหาร ให้ที่นอน ให้อาชีพ ไม่เคยยอมแพ้กับใคร

ปู่เล่าว่า Susie ภรรยาคนแรกของปู่เป็นคนบอกว่า “คนนี้ของจริง” แล้วปู่ก็ไปดูด้วยตัวเอง ไปนั่งดู Cecil ทำงานที่โบสถ์วันอาทิตย์ จนเห็นด้วยตาว่าเป็นคนจริง Susie เลยเสนอไอเดียว่าทำไมไม่จัดประมูลอาหารกลางวันเพื่อหาเงินให้มูลนิธิล่ะ สามครั้งแรกได้ครั้งละแค่ $25,000 เพราะจัดแบบท้องถิ่น แต่พอย้ายไปประมูลบน eBay ก็เริ่มมีคนเสนอราคาจากทั่วโลก ตัวเลขก็พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งคราวนี้ปู่ได้จับมือกับ Stephen Curry นักบาสเกตบอลระดับซูเปอร์สตาร์ โดยรายได้จะแบ่งให้ทั้ง Glide และมูลนิธิ Eat. Learn. Play. ของครอบครัว Curry ที่ทำงานช่วยเหลือเด็ก ๆ ในเมือง Oakland และปู่ยังประกาศด้วยว่าจะบริจาคเงินส่วนตัวเท่ากับจำนวนเงินที่ประมูลได้ ให้ทั้งสองมูลนิธิ โดยบอกว่า Stephen Curry ยังไม่รู้เรื่องนี้

ต่อมา Becky ก็ถามว่าชีวิตเปลี่ยนไปยังไงหลังจากลงจากตำแหน่ง CEO

ปู่ตอบว่าไม่ค่อยเปลี่ยน ยังไปออฟฟิศทุกวัน แต่ทำอะไรสำเร็จน้อยลงมาก ทุกอย่างใช้เวลานานขึ้น โดยปู่พูดถึง Greg Abel ซีอีโอคนใหม่ว่า Greg ทำงานหนึ่งวันได้มากกว่าที่ปู่ทำได้ทั้งสัปดาห์ แม้ตอนที่ปู่ยังอยู่ในจุดที่ดีที่สุด ซึ่ง Berkshire นั้นมีบริษัทในเครือราว 200 บริษัท ปู่ยอมรับว่าจำชื่อผู้จัดการหรือชื่อภรรยาของพวกเขาไม่ได้แล้ว ไม่ได้ไปเยี่ยมพวกเขามานาน สิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับปู่คือเขียนจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปีละครั้ง แล้วก็ทำเรื่องของตัวเอง แต่ Greg ลงพื้นที่ ดูแลทุกธุรกิจ แถมยังมีเวลาไปเล่นฮ็อกกี้อีกด้วย ปู่บอกว่าน่าจะส่งต่อให้ Greg ได้เร็วกว่านี้อีก แต่ก็ยังพอช่วยอะไรได้นิดหน่อย

ส่วนเรื่องการลงทุน ปู่ยังมีส่วนร่วมอยู่ โดยมี Mark Millard พนักงานคนเดียวที่ดูแลการซื้อขายหุ้นและพันธบัตร (Bonds) ทั้งหมดของ Berkshire ซึ่งถ้าเป็นบริษัทอื่น งานขนาดนี้ต้องใช้คน 25–30 คน ปู่ยังโทรหา Mark ทุกเช้าก่อนตลาดเปิด และปรับราคาจำกัด (Limit Price) ของคำสั่งซื้อขายเป็นรายวัน โดยหลักการสำคัญก็คือ ถ้า Greg ไม่เห็นด้วยกับการลงทุนใด ปู่จะไม่ทำ

ซึ่งตรงนี้ก็น่าสนใจมาก เพราะ Berkshire Hathaway นั้นมีเงินสดและตั๋วเงินคลัง (U.S. Treasury Bills หรือ T-bills) รวมกันมากกว่า $350,000 ล้านดอลล่าร์ฯ หรือราว 12 ล้านล้านบาท ปู่บอกว่าแค่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ซื้อ T-bills ไป $17,000 ล้านดอลล่าร์ฯ แล้ว

โดย T-bills นั้น ถ้าอธิบายง่าย ๆ ก็เหมือนกับการฝากเงินกับรัฐบาลอเมริกาในระยะสั้น ๆ ปลอดภัยที่สุดในโลก เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นคนออก ถ้าจะเจ๊ง รัฐบาลก็แค่พิมพ์เงินมาจ่ายได้ (แม้จะไม่ดีนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เงินคืน)

Becky ก็ถามว่า ตลาดลงมาแล้ว ทั้ง Dow และ NASDAQ เข้าเขตปรับฐาน (Correction) ไตรมาสที่ผ่านมาเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดในรอบ 4 ปี มันยังไม่ถูกพอเหรอ? ปู่ตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่”

ปู่บอกว่าตั้งแต่เข้ามาบริหาร Berkshire ตลาดเคยตกลงมากกว่า 50% ถึงสามครั้ง วิกฤตปี 2007–2008 เลวร้ายที่สุด แล้วก็ยังมี Black Monday ปี 1987 ที่ Dow ตกลง 21% ในวันเดียว เทียบกับตอนนี้ ปู่บอกว่ามันไม่ใช่อะไรเลย ถ้าของมันถูกลงแค่ 5–6% ปู่ไม่ได้อยู่ในเกมนี้เพื่อจะกำไรแค่ 5–6%

แต่ Berkshire ก็ไม่ได้ขายหุ้นมากนักเช่นกัน ปู่มองว่าหุ้นก็เหมือนธุรกิจ ถ้าเป็นเจ้าของทั้งหมดก็เป็นบริษัทในเครือ ถ้าเป็นเจ้าของบางส่วนก็เป็นหุ้น หลักการเดียวกัน สิ่งสำคัญคือซื้อแล้วไม่ได้คิดจะขายในสัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้า ปู่ถือ American Express มา 30 กว่าปี Coca-Cola เกือบ 40 ปี ส่วน Occidental Chemical ที่เพิ่งซื้อไปด้วยราคา $9,700 ล้านดอลล่าร์ฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม ปู่บอกว่าคาดหวังจะเป็นเจ้าของมัน 50 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ

Becky ถามตรง ๆ ว่ากำลังรอให้ตลาดตกหนัก ๆ เพื่อจะเอาเงินสดไปลงทุนใช่ไหม ปู่ตอบว่าถ้าตลาดตกหนัก ก็จะลงทุนแน่นอน แต่จะลงทุนเพราะหุ้นมันถูกจริง ไม่ใช่เพราะคิดว่ารู้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ปู่ไม่มีความสามารถที่จะทำนายว่าหุ้นจะทำอะไรในสัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้า และไม่คิดว่าจะมีใครทำได้

ปู่เปรียบเทียบว่าคนที่ออกมาป่าวประกาศว่ารู้ว่าตลาดจะไปทางไหน ก็เหมือนกับคนที่ขุดเจอทองในสวนหลังบ้าน แล้วเอาไปออกทีวีบอกว่า “ทองอยู่ตรงนี้นะทุกคน” ถ้ารู้จริง ทำไมต้องบอก? พวกเขาแค่อยากให้คนอื่นทำตาม

พอถูกถามเรื่อง Apple ปู่บอกว่า Apple ทำกำไรให้ Berkshire มากกว่า $100,000 ล้านดอลล่าร์ฯ ก่อนหักภาษี (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) เป็นกำไรจากการลงทุนครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในอาชีพ 6 ทศวรรษของปู่ แม้จะขายไปเยอะแล้ว Apple ก็ยังเป็นหุ้นตัวใหญ่ที่สุดในพอร์ตของ Berkshire เมื่อถูกถามว่าเสียดายที่ขายไหม ปู่ตอบว่า “ผมขายมันเร็วไป แต่ผมก็ซื้อมันเร็วกว่านั้นอีก ดังนั้นมันก็โอเค”

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ปู่ไม่ได้มอง Apple เป็นบริษัทเทคโนโลยี (Technology Company) แต่มองว่ามันเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Company) เหมือน Coca-Cola เหมือน American Express โดยปู่บอกว่าลองคิดดูว่ามีอะไรในโลกที่ใช้ประโยชน์ได้มากเท่า iPhone ทุกคนมี ลูกทุกคนอยากได้ ตัวปู่เองยังใช้ไม่เป็น แต่ก็รู้ว่าทุกคนต้องมี

ปู่เปรียบเทียบว่า Apple นั้นเหมือนกับ Bell Telephone Company ในยุคก่อน ที่ทุกบ้านต้องมีโทรศัพท์ แต่ Bell ถูกรัฐบาลควบคุม (Regulated) ส่วน Apple ไม่ถูกควบคุม ซึ่งทำให้มันทรงพลังกว่ามาก

ปู่บอกต่อว่า Apple เป็นธุรกิจที่ดีกว่าธุรกิจใด ๆ ที่ Berkshire เป็นเจ้าของ 100% รวมถึงทางรถไฟ BNSF ที่มีมูลค่าสูงกว่า เพราะอัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (Return on Capital) ของ Apple นั้นสูงลิ่ว BNSF ต้องลงทุนซื้อรถไฟ สร้างราง บำรุงรักษา ใช้เงินมหาศาลเพื่อได้กำไรกลับมา ในขณะที่ Apple แค่ขายซอฟต์แวร์และบริการเพิ่มให้คนที่ซื้อ iPhone ไปแล้ว

เรื่อง Tim Cook ซีอีโอของ Apple ปู่บอกว่า Tim ทำได้ดีกว่าที่ Steve Jobs จะทำได้ถ้ายังบริหารอยู่ Steve ไม่สามารถเล่นไพ่ที่ Tim เล่นได้ แต่ Tim ก็ไม่สามารถสร้างสิ่งที่ Steve สร้างได้ ประเด็นคือ Steve เป็นคนเลือก Tim เอง Tim เป็นผู้จัดการที่ยอดเยี่ยม เป็นคนดี เข้ากับทุกคนได้ทั่วโลก ซึ่งปู่บอกว่าเป็นทักษะที่ตัวปู่เองไม่มี และ Charlie Munger คู่หูของปู่ก็ไม่มีเหมือนกัน

ส่วนเรื่องที่รัฐบาลจะเข้ามาควบคุมบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech Regulation) ปู่มองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะผู้บริโภครัก Apple มากเกินไป วอชิงตันจะไม่ทำอะไรที่ทำลายสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนชื่นชอบ และตัวพวกเขาเองก็ใช้มันอยู่ทุกวัน แต่ปู่ทิ้งท้ายว่า ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ที่ Apple จะลงมาถึงราคาที่ Berkshire จะซื้อเพิ่มจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ในตลาดแบบนี้

ซึ่งตรงนี้อาจเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดในบทสัมภาษณ์ทั้งหมด ก็คือ “วิธีที่ปู่วิเคราะห์ธุรกิจ”

ปู่เล่าย้อนไปเมื่อ 60 ปีก่อน ตอนที่ American Express เจอวิกฤตฉ้อโกงน้ำมันสลัด (Salad Oil Scandal) ซึ่งถ้าใครไม่รู้จักเรื่องนี้ ก็ต้องเล่าให้ฟังสั้น ๆ ก่อน

American Express ในยุคนั้นไม่ใช่แค่บริษัทบัตรเครดิตอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน แต่ยังมีธุรกิจที่เรียกว่า Warehousing หรือก็คือธุรกิจรับฝากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ให้กับบริษัทต่าง ๆ โดย American Express จะออกใบรับรองว่ามีสินค้าฝากอยู่ในคลังจริง ซึ่งบริษัทที่ฝากก็สามารถเอาใบรับรองนี้ไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินจากธนาคารได้

ทีนี้ก็มีนักธุรกิจคนหนึ่งชื่อ Tino De Angelis ที่ทำธุรกิจค้าน้ำมันสลัด (Salad Oil) เขาเอาน้ำมันสลัดไปฝากในคลังของ American Express แต่สิ่งที่อยู่ในถังจริง ๆ ส่วนใหญ่เป็นแค่น้ำ โดยเทน้ำมันสลัดลอยอยู่ข้างบนแค่บาง ๆ เหมือนกับเอาน้ำใส่ขวดแล้วราดน้ำมันไว้ด้านบนให้ดูเหมือนน้ำมันเต็มขวด พอตรวจสอบก็จุ่มไม้ลงไปแค่ผิวบน เห็นน้ำมัน ก็ผ่าน

Tino ใช้ใบรับรองปลอม ๆ เหล่านี้ไปกู้เงินจากธนาคารหลายแห่งเป็นจำนวนมหาศาล พอความจริงถูกเปิดเผย ทุกอย่างก็พังทลาย ธนาคารที่ปล่อยกู้เสียหายหนัก และ American Express ในฐานะบริษัทที่ออกใบรับรอง ก็ต้องรับผิดชอบด้วย ทำให้หุ้นของ American Express ร่วงลงอย่างหนัก ทั่ววอลล์สตรีทคิดว่าบริษัทนี้จะเจ๊ง

แต่ปู่ไม่ได้นั่งอ่านรายงานการเงิน ไม่ได้โทรหานักวิเคราะห์ ปู่ทำสิ่งที่ง่ายกว่านั้นมาก ปู่เดินไปที่ Omaha National Bank แล้วถามง่าย ๆ ว่า “เช็คเดินทาง (Travelers Check) ของ American Express ยังขายได้ในราคาพรีเมียมอยู่ไหม?”

โดยเช็คเดินทาง (Travelers Check) นั้น ก็คือเช็คที่ออกให้นักท่องเที่ยวสำหรับใช้จ่ายในต่างประเทศ ในยุคที่ยังไม่มีบัตรเครดิตหรือ ATM เหมือนทุกวันนี้ คนที่จะเดินทางไปต่างประเทศก็ต้องซื้อเช็คเดินทางไปแลกเป็นเงินสดที่ปลายทาง ซึ่ง American Express เป็นเจ้าใหญ่ที่สุดในธุรกิจนี้

คำตอบที่ปู่ได้รับก็คือ ยังขายได้ และแพงกว่าคู่แข่งทุกรายด้วย ไม่ว่าจะ Bank of America, Barclays หรือใครก็ตาม ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันหมายความว่า แม้ข่าวจะแย่ แม้หุ้นจะร่วง แม้วอลล์สตรีทจะตื่นตระหนก แต่ในโลกความจริง ลูกค้าที่ต้องใช้เช็คเดินทางยังคงเลือก American Express อยู่ดี และยินดีจ่ายแพงกว่าคู่แข่งด้วย นั่นทำให้ปู่มั่นใจว่าแบรนด์ ของ American Express ไม่ได้เสียหาย ลูกค้ายังไว้ใจ ปู่ก็เข้าซื้อ และถือมาจนถึงวันนี้ มากกว่า 30 ปี

กับ Apple ก็เหมือนกัน ปู่บอกว่าแค่ไปที่ Nebraska Furniture Mart ร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ Berkshire เป็นเจ้าของ แล้วคุยกับลูกค้า ดูว่าคนรัก iPhone แค่ไหน ดูว่าพวกเขากลัวไหมที่จะย้ายรูปถ่ายไประบบอื่น แค่นั้นก็พอ ไม่ต้องอ่านรายงานของ Morgan Stanley ไม่ต้องดู DCF Model ไม่ต้องรู้ว่าชิป A17 ต่างจาก A16 ยังไง แค่ไปดูว่าลูกค้ารู้สึกยังไงกับสินค้า ถ้าลูกค้ารักมัน แบรนด์ก็แข็ง ถ้าแบรนด์แข็ง ธุรกิจก็ดี ถ้าธุรกิจดีและราคาถูก ก็ซื้อ

ต่อมาพอเข้าเรื่องเศรษฐกิจ Becky ก็ถามว่า ถ้าเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) จะกังวลเรื่องอะไร ระหว่างเงินเฟ้อ (Inflation) ที่อาจพุ่งขึ้น กับตลาดแรงงาน (Employment) ที่อาจหดตัว ปู่ตอบว่าจะกังวลเรื่องเดียว คือสถานะของดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก (Reserve Currency) ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพ ดอลลาร์สหรัฐนั้นเหมือนกับ “ภาษากลาง” ของโลกการเงิน ทุกประเทศเลือกเก็บดอลลาร์เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ เหมือนกับที่คนทั่วไปเก็บเงินออมไว้ในธนาคาร ถ้าวันไหนทุกคนหมดความเชื่อมั่นในดอลลาร์ มันจะเหมือนกับธนาคารที่คนแห่ไปถอนเงินพร้อมกัน ผลกระทบจะใหญ่เกินจินตนาการ

ปู่บอกว่าดอลลาร์ดูเหมือนไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นกับมันได้ และปู่ก็ไม่เห็นว่าจะเกิดอะไร แต่ถ้ามันเกิดขึ้น ปู่ไม่อยากเป็นคนที่รับผิดชอบ Fed

เรื่อง Jay Powell ประธาน Fed ปู่ยกย่องมาก บอกว่าตอนที่โควิดระบาดในเดือนมีนาคม 2020 Powell ตัดสินใจอัดฉีดสภาพคล่อง (Liquidity) เข้าสู่ระบบทันที ถ้ารอช้าอีก 2–3 สัปดาห์ มันจะเป็นหายนะ เพราะเมื่อโดมิโนเริ่มล้ม มันล้มเร็วกว่าที่ทุกคนคิดเสมอ ปู่ยกให้ Powell กับ Paul Volcker เป็นฮีโร่ของ Fed ในสายตาของปู่

แต่ปู่ก็วิจารณ์เรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Target) ที่ 2% ว่าอยากเห็น Fed ตั้งเป้าที่ 0% มากกว่า เพราะเงินเฟ้อ 2% ต่อปี ฟังดูน้อย แต่ถ้าทบต้น (Compound) ไปเรื่อย ๆ มันกัดกินกำลังซื้อ (Purchasing Power) อย่างน่ากลัว โดยเฉพาะคนธรรมดาที่ฝากเงินได้ดอกเบี้ยน้อยกว่า 2% แล้วยังต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยนั้นอีก เท่ากับว่ายิ่งเก็บเงินยิ่งจน

Becky ถามต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้คือระบบธนาคาร หรือสินเชื่อเอกชน (Private Credit) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว?

ปู่ตอบตรง ๆ ว่า “ผมไม่คิดว่าผมรู้” ซึ่งประโยคนี้ฟังดูธรรมดา แต่คนที่พูดคือ Warren Buffett คนที่อยู่ในวงการการเงินมากว่า 70 ปี ถ้าแม้แต่ปู่ยังบอกว่าไม่รู้ ก็แปลว่ามันซับซ้อนและทึบแสงจริง ๆ

แล้วปู่ก็บอกว่า นั่นแหละคือเหตุผลที่ Berkshire ต้องถือเงินสดเสมอ และถือแต่ตั๋วเงินคลัง (T-bills) ที่รัฐบาลค้ำประกันเท่านั้น ไม่เอาอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) หรือตั๋วเงินเอกชน (Commercial Paper) ก็ไม่เอาทั้งนั้น

ตรงนี้ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพสำหรับคนไทย ลองเปรียบเทียบแบบนี้ สมมติว่าเรามีเงินก้อนหนึ่งที่ต้องการเก็บไว้ให้ปลอดภัย เรามีทางเลือกอยู่สามทาง

ทางแรกคือซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งก็คือรัฐบาลมาขอยืมเงินจากเรา แล้วสัญญาว่าจะคืนพร้อมดอกเบี้ย ปลอดภัยที่สุด เพราะรัฐบาลไม่หนีไปไหน

ทางที่สองคือซื้อหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน ซึ่งก็คือบริษัทมาขอยืมเงินจากเรา แล้วสัญญาว่าจะคืนพร้อมดอกเบี้ย ดอกเบี้ยมักจะสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล ฟังดูน่าสนใจ แต่ความเสี่ยงก็สูงกว่า เพราะถ้าบริษัทเจ๊ง เราก็อาจไม่ได้เงินคืน

ทางที่สามคือฝากเงินในกองทุนตลาดเงิน ซึ่งกองทุนก็จะเอาเงินของเราไปซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นหลาย ๆ ตัว ฟังดูปลอดภัยเพราะกระจายความเสี่ยง แต่ถ้าตราสารตัวใดตัวหนึ่งในนั้นมีปัญหา กองทุนก็มีปัญหาตามไปด้วย

ปู่เลือกทางแรกเท่านั้น คือถือแต่ T-bills ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ค้ำประกัน ไม่แตะอย่างอื่นเลย เพราะปู่บอกว่าในยามวิกฤต สิ่งเดียวที่เป็นเงินจริง ๆ คือสิ่งที่รัฐบาลรับรอง ที่เหลือนอกนั้น ไม่ว่าจะดูปลอดภัยแค่ไหนในวันปกติ มันอาจกลายเป็นกระดาษเปล่าได้ในวันที่ทุกอย่างพังพร้อมกัน

ซึ่งถ้าใครตามข่าวในไทย ก็คงนึกออกว่าเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริง ๆ กรณีที่บริษัทมหาชนออกขายหุ้นกู้ให้นักลงทุนรายย่อย จ่ายดอกเบี้ยสูง ดูน่าเชื่อถือ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้สอบบัญชีรับรอง มีสถาบันการเงินเป็นผู้จัดจำหน่าย ดูเหมือนว่าทุกอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่สุดท้ายกลับพบว่าตัวเลขในงบการเงินถูกตกแต่ง ผู้บริหารเบี้ยวหนี้ หรือบางรายถึงขั้นเชิดเงินหนีไปต่างประเทศ นักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้ไว้ก็สูญเงินไปโดยไม่รู้ตัว ทั้ง ๆ ที่คิดว่าตัวเองลงทุนอยู่ในของที่ปลอดภัย

นี่คือเหตุผลที่ปู่ Buffett ไม่ยอมถืออะไรที่ออกโดยเอกชน ไม่ว่าบริษัทจะใหญ่แค่ไหน ชื่อเสียงดีแค่ไหน เพราะในท้ายที่สุด บริษัทก็คือบริษัท มันอาจเจ๊งได้ มันอาจโกงได้ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ออก T-bills นั้น ถ้าจะเจ๊ง ก็แปลว่าโลกทั้งใบมีปัญหาแล้ว ซึ่งถ้าถึงจุดนั้น จะถืออะไรก็ไม่ต่างกัน

ปู่เปรียบเทียบเรื่องนี้ได้เห็นภาพมากว่า ถ้ามีคนตะโกน “ไฟไหม้!” ในโรงหนังที่แน่นขนัด ทุกคนจะวิ่งเบียดกันออกประตู มันคุ้มที่จะเป็นคนแรก ๆ ที่ไปถึงประตู ส่วนปู่ก็คงจะยืนอยู่ข้างหลังตะโกนว่า “ใจเย็น ๆ” แต่ที่ทำอย่างนั้นก็เพราะวิ่งไม่ไหว

แต่ประเด็นของปู่ก็คือ ในตลาดหุ้นนั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีไฟไหม้จริง ๆ มันเป็นแค่คนตะโกน แล้วทุกคนก็แห่กันวิ่ง พอหายตกใจก็ค่อย ๆ กลับเข้ามาทีละคน ไม่มีใครต้องรีบ เพราะรู้ว่ายังมีที่นั่งเหลือ คนแห่กันตอนกลัว แต่กลับมาทีละคนตอนหายกลัว

ซึ่งนี่คือธรรมชาติของตลาดหุ้นที่ปู่เห็นมาตลอด 70 กว่าปี ตอนตลาดตก คนจะตื่นตระหนกและขายหมดพร้อมกัน ราคาก็ร่วงเร็วมาก แต่ตอนตลาดฟื้น คนจะค่อย ๆ กลับมาทีละคน ราคาก็ค่อย ๆ ขึ้นช้า ๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมตลาดหุ้นถึงตกเร็วแต่ขึ้นช้าเสมอ ไม่ว่าจะตลาดอเมริกาหรือตลาดไทยก็เป็นแบบเดียวกัน

ปู่ยังเรียกระบบเศรษฐกิจอเมริกาว่า “มหาวิหารแห่งมหาวิหาร” (The Cathedral of All Cathedrals) ระบบที่ไม่มีใครในประวัติศาสตร์เคยสร้างได้ แต่ติดอยู่กับมหาวิหารก็คือคาสิโน และคนสามารถเดินไปมาระหว่างสองที่นี้ได้ตลอดเวลา สิ่งที่ปู่หมายถึงก็คือ ตลาดหุ้นมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือการลงทุนในธุรกิจจริง ๆ ถ้าคุณซื้อหุ้นกลุ่มหนึ่งแล้วถือ 50 ปี คุณจะทำได้ดี เพราะระบบทุนนิยมอเมริกัน (American Capitalism) ใช้ได้ผล การเดิมพันกับเจ้ามือ (Betting Against the House) ไม่เคยได้ผล แต่การเป็นเจ้าของธุรกิจอเมริกันได้ผลเสมอ อีกด้านคือการเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งก็คือการพนัน

ปู่เล่าว่าตอนฮันนีมูนกับ Susie ภรรยาคนแรกในปี 1952 ขับรถผ่านลาสเวกัส เห็นคนแต่งตัวดี ๆ บินมาจากทั่วประเทศ เสียเวลา เสียเงิน เพียงเพื่อมากดปุ่มเครื่องสล็อตที่ทุกคนรู้ว่าความน่าจะเป็นเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Odds) เป็นลบ ปู่บอกกับ Susie ว่าเราจะรวยแน่ ๆ ลองคิดดูสิ คนที่มี IQ ปกติดี ๆ แห่กันมาทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ นี่คือดินแดนแห่งโอกาสจริง ๆ

ปู่วิจารณ์การพนันที่ถูกกฎหมาย (Legalized Gambling) การพนันกีฬา (Sports Betting) ตลาดพยากรณ์ (Prediction Markets) และการเทรดรายวัน (Day Trading) ว่ามันเป็นภาษีที่เก็บจากคนโง่ (Tax on Stupidity) แต่ปู่บอกว่าไม่ได้โกรธคนที่เล่นพนัน เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งที่ปู่โกรธคือรัฐบาลที่สนับสนุนมัน หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่การหลอกประชาชนของตัวเอง ยิ่งรัฐเปิดให้เล่นพนันมากเท่าไหร่ คนก็ยิ่งเล่นมากเท่านั้น แล้วใครได้ประโยชน์? ก็คนรวย เพราะยิ่งรัฐได้เงินจากคนจนที่เล่นพนัน ภาษีที่ต้องเก็บจากคนรวยก็ลดลง

ต่อมาปู่ก็พูดถึงสิ่งที่กังวลมากที่สุดในชีวิต ซึ่งไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Weapons) ปู่เล่าว่าตอนเป็นเด็ก ครูบอกว่าดวงอาทิตย์จะดับในอีก 4,500 ล้านปี ซึ่งปู่รับมือกับข่าวนั้นได้ค่อนข้างสบาย ๆ แต่ตอนนี้มีถึง 9 ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน อิสราเอล อินเดีย ปากีสถาน

ปู่บอกว่าตอนที่มีแค่ 2 ประเทศ คือสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต ผู้นำทั้งสองฝ่ายยังเป็นคนมีเหตุผล John F. Kennedy (จอห์น เอฟ. เคนเนดี) และ Nikita Khrushchev (นิกิตา ครุชชอฟ) ไม่ใช่คนบ้า แล้วยังเกือบเกิดสงครามนิวเคลียร์ได้ ลองคิดดูว่าถ้าเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ หรือถ้ามีคนที่กำลังจะตาย หรือกำลังถูกจนมุม มือของเขาอยู่บนปุ่มนิวเคลียร์

ปู่เล่าว่าเคยถามอดีตประธานาธิบดีคนหนึ่งว่า ภายใต้นโยบายการทำลายล้างร่วมกัน (Mutually Assured Destruction หรือ MAD) ถ้าขีปนาวุธของโซเวียตยิงมาจริง ๆ อยู่กลางอากาศแล้ว มีเวลา 10 นาทีในการตัดสินใจ จะสั่งยิงตอบโต้ไหม ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันจะฆ่าคนอีกหลายล้าน ประธานาธิบดีคนนั้นตอบว่าเขาคิดเรื่องนี้ทุกวันตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง และคำตอบคือ ใช่ จะสั่งยิง เพราะนั่นคือนโยบายของสหรัฐอเมริกา

ส่วนเรื่องอิหร่านนั้น ปัจจุบันอิหร่านยังไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่กำลังเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (Enriched Uranium) ซึ่งถ้าอธิบายง่าย ๆ ยูเรเนียมก็คือแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ขุดขึ้นมาจากพื้นดิน ในสภาพธรรมชาติมันไม่สามารถนำไปทำระเบิดได้ แต่ถ้าผ่านกระบวนการ “เสริมสมรรถนะ” ซึ่งก็คือการทำให้มันมีความเข้มข้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็จะกลายเป็นวัตถุดิบที่ใช้ทำอาวุธนิวเคลียร์ได้ ซึ่งอิหร่านกำลังทำตรงนี้อยู่ และหลายฝ่ายกังวลว่าอิหร่านอาจใกล้ถึงจุดนั้นแล้ว

ปู่บอกว่า ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ภายในอีก 100 ปี หรือ 200 ปี บางสิ่งจะเกิดขึ้นที่ทำให้อาวุธนิวเคลียร์ถูกนำมาใช้จริง เราไม่สามารถย้อนกลับไปลบมันออกจากโลกได้ เมื่อมันถูกประดิษฐ์ขึ้นมาแล้ว มันก็จะอยู่กับเราตลอดไป และยิ่งมีประเทศที่ครอบครองมันมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่มันจะถูกใช้ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ดังนั้นยิ่งอิหร่านมีระเบิดนิวเคลียร์ ปัญหาก็จะยิ่งยากขึ้น

ส่วนที่คุณครูเคยบอกปู่เอาไว้ว่าโลกของเรามีอายุอีก 4,5oo ล้านปี นั้น ปู่บอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ โลกน่าจะอยู่ไม่เกิน 500 ปีแล้วล่ะ

พอเข้าเรื่อง Jeffrey Epstein บทสัมภาษณ์ก็เข้มข้นขึ้นอีกระดับ

สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Jeffrey Epstein ก็ต้องเล่าให้ฟังสั้น ๆ ก่อน Epstein เป็นนักการเงินชาวอเมริกันที่ร่ำรวยมหาศาล มีเกาะส่วนตัว มีคฤหาสน์หลายแห่ง และมีเครือข่ายเพื่อนฝูงที่เป็นคนดังระดับโลก ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ และคนในวงการบันเทิง แต่เบื้องหลังความร่ำรวยและสังคมชั้นสูงนั้น เขาถูกตั้งข้อหาค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ซึ่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตในคุกในปี 2019 เอกสารเกี่ยวกับคดีของเขากว่า 3 ล้านหน้าก็ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งเอกสารเหล่านี้เปิดโปงว่ามีคนดังระดับโลกจำนวนมากที่มีความสัมพันธ์กับ Epstein ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทำให้คนเหล่านั้นตกที่นั่งลำบากไปตาม ๆ กัน

หนึ่งในคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปู่โดยตรง เพราะปู่บริจาคเงินให้มูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation มาตั้งแต่ปี 2006 รวมแล้วราว $43,000 ล้านดอลล่าร์ฯ (ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท) และเป็นหนึ่งในกรรมการมูลนิธิเพียงสามคน

ปู่เรียก Epstein ว่าเป็นนักต้มตุ๋น (Con Man) ที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยเห็น เขาหาจุดอ่อนของทุกคนได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เรื่องเงิน หรือเรื่องอำนาจ แล้วก็ใช้จุดอ่อนนั้นเข้าควบคุมคนเหล่านั้น

ปู่เล่าว่า Epstein เคยทำงานที่ Bear Stearns ซึ่งเป็นบริษัทวาณิชธนกิจ (Investment Bank) ชื่อดังของวอลล์สตรีท และถูกจับได้ว่าโกหกเรื่องต่าง ๆ แต่ก็ยังหลุดรอดมาได้ ปู่เล่าว่า Ace Greenberg หัวหน้าของ Bear Stearns ที่เป็นเพื่อนของปู่ เป็นคนที่ระมัดระวังมาก ถึงขั้นจ้างคนมาทำหน้าที่คอยตรวจสอบว่าเทรดเดอร์ซ่อนอะไรไว้ในลิ้นชักหรือเปล่า แต่ก็ยังพลาดเรื่อง Epstein ปู่บอกว่าคนนี้ไม่ใช่แค่นักต้มตุ๋นธรรมดา เขาค้ามนุษย์ ค้าเด็ก ถูกดำเนินคดีแล้ว แต่ก็ยังหลุดรอดมาได้ แทบไม่ได้อยู่ในคุกจริง ๆ

ปู่บอกว่าตัวเองโชคดีมากที่ไม่เคยพบ Epstein ดีใจที่ Epstein ไม่เคยแวะมา Omaha และที่ปู่ไม่ได้อาศัยอยู่ในนิวยอร์ก ถ้าอยู่นิวยอร์ก ปู่คงไปงานปาร์ตี้สักงาน แล้วก็คงมีรูปถ่ายกับ Epstein เพราะปู่ชอบถ่ายรูปกากกับนักศึกษาอยู่แล้ว ทำท่าล้วงกระเป๋าคนนั้นบ้าง ทำท่าขอแต่งงานกับคนนี้บ้าง ลองคิดดูว่าถ้ามีรูปแบบนั้นกับ Epstein จะเป็นยังไง

เรื่อง Bill Gates ปู่เล่าว่าไม่ได้คุยกับ Gates เลยตั้งแต่เรื่องนี้ถูกเปิดเผย ปู่บอกว่าจนกว่าเรื่องจะกระจ่าง ก็ไม่ควรคุยอะไรมาก เพราะความจำไม่ดีแล้ว และไม่อยากต้องให้การภายใต้คำสาบาน (Under Oath) คำว่าให้การภายใต้คำสาบานก็คือการไปให้ปากคำต่อศาลหรือคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งถ้าพูดอะไรที่ไม่ตรงกับความจริง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือจำผิด ก็มีความผิดทางกฎหมาย สำหรับคนอายุ 94 ที่ยอมรับเองว่าความจำไม่ดีแล้ว การไปนั่งตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 20–30 ปี จึงเป็นความเสี่ยงที่ปู่ไม่อยากรับ

ปู่บอกว่าตอนที่เป็นกรรมการมูลนิธิ ไม่เคยถามคำถามเจาะลึก เพราะถ้าต้องถาม ก็คงไม่ให้เงินตั้งแต่แรก ปู่เชื่อใจคน เหมือนกับที่ให้เงินมูลนิธิของลูก ๆ โดยไม่เคยตรวจสอบว่าเอาไปทำอะไร แต่ปู่ยอมรับว่าได้เรียนรู้ว่าไม่รู้อะไรหลายอย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเสมอไป แต่ปู่ก็ไม่รู้จริง ๆ

ปู่แสดงความเห็นส่วนตัวว่าไม่คิดว่า Bill เกี่ยวข้องกับเรื่องเด็กสาว หรือเกาะส่วนตัว หรืออะไรแบบนั้น แต่ยอมรับว่าเอกสารที่ถูกเปิดเผยทำให้เห็นสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนหลายเรื่อง ปู่มีคนอ่านเอกสารเหล่านั้นให้ฟัง เพราะสายตาไม่ดีพอที่จะอ่านเอง

Becky ถามว่าจะยังบริจาคให้มูลนิธิ Gates ต่อไหม ปู่ตอบว่าจะรอดู หุ้นยังไม่ได้ไปไหน ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจวันนี้ แต่กำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่เคยรู้มาตลอดหลายปี

ปู่ยังมองด้วยว่ากรณี Epstein อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับมูลนิธิ (Foundation Law) ครั้งใหญ่ เพราะมูลนิธิในอเมริกานั้นได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมาย คนที่บริจาคเงินให้มูลนิธิสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ และตัวมูลนิธิเองก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่แลกกับสิทธิพิเศษเหล่านี้ มูลนิธิก็ควรจะต้องทำเพื่อสาธารณประโยชน์จริง ๆ ซึ่งเมื่อเรื่อง Epstein ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามูลนิธิขนาดใหญ่ถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือเปล่า สภาคองเกรสก็อาจเข้ามาปฏิรูปกฎเกณฑ์ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 1969 เมื่อ Ford Foundation จ้างอดีตเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากจนสภาเข้ามาแก้กฎหมาย ปู่เชื่อว่าเมื่อความเห็นของสาธารณชนเปลี่ยน สภาคองเกรสก็จะเปลี่ยนตาม

ปู่ยังพูดถึง Giving Pledge ที่ปู่ร่วมกับ Bill Gates และ Melinda Gates ก่อตั้งขึ้นมา ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาว่าเศรษฐีพันล้านจะบริจาคทรัพย์สินอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะตอนมีชีวิตอยู่หรือหลังเสียชีวิต ปัจจุบันมีผู้ลงนามมากกว่า 250 คนทั่วโลก ปู่บอกว่าประหลาดใจที่ได้คนมาเยอะขนาดนี้ แค่โทรไปถาม เริ่มจากคนที่ชัดเจนที่สุดก่อน คนในวงการเทคโนโลยี แล้วก็ขยายออกไป ปู่เชื่อว่าไม่มีใครที่เข้าร่วม Giving Pledge แล้วบริจาคน้อยลงกว่าที่จะบริจาคอยู่แล้ว และหลายคนบริจาคเร็วขึ้นหรือมากขึ้นเพราะ Pledge นี้

พอถูกถามเรื่องกลุ่มมหาเศรษฐีเทคโนโลยีบางคน อย่าง Peter Thiel และ Marc Andreessen ที่ออกมาวิจารณ์ว่า Giving Pledge เป็นเรื่อง “Woke” ปู่ตอบว่าถ้าไม่ชอบก็ถอนตัวได้ มันไม่ใช่สัญญาทางกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนเหตุผลว่าทำไมคนรวยบางคนไม่ชอบคนรวยคนอื่น มันก็มีได้ร้อยแปดเหตุผล ปู่เล่าว่าอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการชักชวนคนเข้าร่วม Giving Pledge มักมาจากแม่ของเศรษฐีเหล่านั้น เพราะพวกเธอไม่อยากให้สื่อมาเขียนเรื่องว่าครอบครัวรวยแค่ไหน กลัวเป็นเป้า

สุดท้าย Becky ถามว่า เป็น Democrat หรือ Republican ปู่ตอบว่าเคยเป็นทั้งสองอย่าง เคยมีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้งในนาม Republican ในปี 1960 พ่อเป็น Republican ตัวยง แต่ปู่ย้ายมาฝั่ง Democrat แล้วตอนนี้เป็นอิสระ (Independent)

ปู่ทิ้งท้ายว่า อเมริกาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก รุ่งเรืองกว่าที่ใครเคยจินตนาการ ทุนนิยมใช้ได้ผล แต่ความเหลื่อมล้ำ (Inequality) มันมากเกินไป แล้วจะแก้ปัญหานี้ยังไง ผ่านระบบที่แบ่งเป็นสองฝ่ายที่คอยลงมติค้านกันไม่ว่าเรื่องอะไร

Resources

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *