วิกฤตหนี้ภาคเอกชนและรัฐบาล: 4 ระยะสู่จุดแตกหัก | How Countries Go Broke by Ray Dalio Chapter 5
เนื้อหานี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า ทำไมประเทศที่เคยรุ่งเรือง ถึงล้มละลายได้ ทำไมค่าเงินของบางประเทศดิ่งลงเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหยุด และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะรู้วิธี “อ่านสัญญาณ” ที่บอกว่าวิกฤตกำลังจะมา
โดย Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates หนึ่งในกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาได้ศึกษาวิกฤตหนี้ครั้งใหญ่ 35 กรณีในรอบ 100 ปี และสรุปออกมาเป็น 4 ระยะ ก่อนที่เศรษฐกิจของประเทศจะล่มสลาย
เมื่อสิ่งที่คาดการณ์ไว้ กลายเป็นจริง
ใน Chapter ที่ผ่านมา Ray Dalio ได้พูดถึง “รูปแบบของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ” เหมือนกับบทละครที่เขียนไว้ล่วงหน้า โดยแม้ตัวละครและฉากจะเปลี่ยนไปทุกครั้ง แต่เนื้อเรื่องก็ดำเนินไปตามทางเดิมเสมอ
แต่ใน Chapter นี้ Ray ไม่ได้แค่เล่าแบบแผนอีกต่อไป แต่เขาได้นำ ข้อมูลจากวิกฤตจริง 35 กรณีในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา มากางออกให้เราดู เป็นหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ว่าแบบแผนที่เขาพูดถึงนั้นมันเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่เพียงทฤษฎี
โดย Ray แบ่งข้อมูลออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ เพื่อเปรียบเทียบกัน นั่นก็คือ
กลุ่มแรกคือ ประเทศที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate) ซึ่งก็คือประเทศที่ “ผูก” หรือ “ล็อก” ค่าเงินของตัวเองไว้กับอะไรบางอย่างที่มั่นคง เช่น ทองคำ หรือสกุลเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งอย่างดอลลาร์สหรัฐ ข้อดีก็คือค่าเงินจะนิ่ง ไม่ขึ้นลงแบบตลาดหุ้น แต่ข้อเสียคือรัฐบาลจะขาดความยืดหยุ่นในการจัดการกับเศรษฐกิจ
กลุ่มที่สองคือ ประเทศที่ใช้ระบบเงินกระดาษที่ค่าเงินลอยตัว (Fiat-Variable Exchange Rate) ซึ่งก็คือประเทศที่ปล่อยให้ค่าเงินของตัวเองขึ้นลงตามกลไกตลาดเสรี เหมือนราคาหุ้นที่ขึ้นลงได้ทุกวัน ประเทศส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมักอยู่ในกลุ่มนี้
ซึ่ง Ray สังเกตว่าในกลุ่มประเทศที่ผูกค่าเงินไว้นั้น วิกฤตจะ “ชัดเจน” กว่ามาก เพราะแรงกดดันจะสะสมอยู่ข้างในเหมือนหม้อแรงดันที่ถูกปิดฝาไว้แน่น จนวันหนึ่งฝามันก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
แต่ในกลุ่มประเทศที่ปล่อยค่าเงินลอยตัว การปรับตัวจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนหม้อที่มีรูระบายไอน้ำเล็ก ๆ ให้ไอน้ำค่อย ๆ รั่วออกมาทีละนิด ดังนั้นมันจึงไม่ระเบิดในทีเดียว แต่นั่นก็จะทำให้ค่าเงินอ่อนลงไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ
และนี่คือ 4 ระยะจุดแตกหัก ที่ Ray เจาะลึกลงไปในรายละเอียดที่มาพร้อมกับหลักฐานจากข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้ว
Stage 1: ภาคเอกชนและรัฐบาลก่อหนี้สะสมอย่างหนัก
ระยะแรกของวิกฤตเริ่มต้นจากสิ่งที่ดู “ปกติสุด ๆ” ในสายตาคนทั่วไป นั่นก็คือ รัฐบาลมีหนี้สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการ ขาดดุลงบประมาณ (Deficit Spending) เรื้อรังมาหลายปี
ซึ่งการขาดดุลงบประมาณ (Deficit Spending) แปลง่าย ๆ ก็คือ รัฐบาลใช้เงินมากกว่าที่เก็บภาษีได้ เหมือนคนที่รายจ่ายมากกว่ารายรับทุกเดือน ส่วนต่างที่ขาดก็ต้องไปกู้มาโปะ และถ้าทำแบบนี้ทุกปี ยอดหนี้ก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ
และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้น Ray พบว่าเงินที่รัฐบาลใช้จ่ายไปนั้น สัดส่วนที่ไปลงกับสวัสดิการสังคมและการบริโภคมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่สัดส่วนที่ไปลงกับการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต (Productivity-Enhancing Investment) กลับน้อยลง
โดยการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต ก็คือการลงทุนที่ช่วยให้ประเทศผลิตของได้มากขึ้นหรือดีขึ้นในอนาคต เช่น การสร้างถนน สนามบิน ระบบขนส่ง การลงทุนในการศึกษาและเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะยาว
ให้ลองนึกภาพแบบนี้ว่า ถ้าคุณกู้เงินมาเพื่อซื้อเครื่องจักรที่จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต นั่นคือหนี้ที่มีประโยชน์ เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยใช้หนี้คืนได้ แต่ถ้ากู้เงินมาเพื่อไปกินเลี้ยงทุกวัน หนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีรายได้ใหม่มาช่วยจ่ายคืนเลย นั่นแหละคือสถานการณ์ที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่อประชาชนเคยชินกับสวัสดิการที่รัฐบาลจัดให้ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประกันสุขภาพถ้วนหน้า เงินช่วยเหลือคนว่างงาน มันจะกลายเป็นสิ่งที่ตัดไม่ได้อีกต่อไป เพราะนักการเมืองคนไหนที่ไปแตะมันก็เหมือนกับได้ตายจากทางการเมืองในทันที
ตัวอย่างเช่น
ในสหรัฐฯ สวัสดิการที่แตะไม่ได้คือ Social Security (เงินบำนาญผู้สูงอายุ) และ Medicare (ประกันสุขภาพผู้สูงอายุ) ซึ่งรวมกันกินงบประมาณรัฐบาลกลางถึง 37% ที่แม้แต่ Donald Trump ที่พูดเรื่องตัดงบมาโดยตลอด ก็ยังต้องประกาศชัดว่า “จะไม่แตะสวัสดิการสองตัวนี้” เพราะรู้ดีว่าจะกระทบฐานเสียงผู้สูงอายุนับสิบล้านคน
ในบราซิล ปัญหาร้ายแรงยิ่งกว่า เพราะสวัสดิการหลายอย่างถูกเขียนฝังไว้ในรัฐธรรมนูญและผูกกับค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นทุกปีโดยอัตโนมัติ เช่น ในปี 2024 บราซิลขาดดุลงบประมาณสูงถึง 8.5% ของ GDP แต่ประธานาธิบดีบราซิลอย่าง ลูอิซ อินาชิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ก็ยังไม่กล้าเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรู้ว่าจะกระทบฐานเสียงของตัวเอง ผลก็คือค่าเงิน Real ของบราซิลอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ในประเทศไทย ลองนึกภาพว่าถ้ารัฐบาลใดที่ประกาศยกเลิก “บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค” ตัดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเกิดอะไรขึ้น? คำตอบคือไม่มีนักการเมืองคนไหนกล้าทำ เพราะเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่ได้กลับมาอีกเลย
จะเห็นได้ว่า ทั้งสามประเทศเจอกับดักเดียวกัน ต่างกันแค่ชื่อโครงการสวัสดิการเท่านั้นเอง
ระดับหนี้สูงจนเริ่มกดทับทุกอย่าง
เมื่อหนี้สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่าย ก็เพิ่มขึ้นตาม มันคือจำนวนเงินที่รัฐบาลจะต้องจ่ายในแต่ละปีเพื่อชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของหนี้ที่ก่อเอาไว้ เหมือนคนที่ต้องจ่ายค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ และดอกเบี้ยบัตรเครดิตทุกเดือน จนเงินเหลือไม่พอไปจ่ายค่าอาหารและค่าเล่าเรียนลูก ๆ
และเมื่อรัฐบาลต้องการเงินมากขึ้นเพื่อจ่ายดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่ตัดไม่ได้ ก็จำเป็นต้องออก พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) มาขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้เดิม
ปัญหาก็คือ เมื่อรัฐบาลต้องขายพันธบัตรมีจำนวนมากกว่าที่ภาคเอกชนอยากจะซื้อ มันก็กลายเป็นแรงกดดันให้ดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น เพราะรัฐบาลต้องเสนอดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อจูงใจให้คนยอมซื้อ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลหนักขึ้นไปอีก วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
และจากข้อมูลที่ Ray ศึกษามาก็พบว่า ใน 31 จาก 35 กรณีวิกฤตที่เขาวิเคราะห์ รัฐบาลมีการขาดดุลงบประมาณขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องมาหลายปีก่อนที่จะเกิดวิกฤต ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกือบทุกครั้งก่อนเกิดวิกฤต
หนี้ที่ซ่อนตัวอยู่ในงบดุลของภาคเอกชน
Ray ยังเตือนอีกว่า บางครั้งตัวเลขหนี้ของรัฐบาลอาจดูไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่อย่าเพิ่งวางใจไป เพราะ หนี้ที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ในภาคเอกชน โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลมีการค้ำประกันหนี้ให้กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง “เงียบ ๆ” มันคือการค้ำประกันที่ไม่ได้เขียนเอาไว้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทุกคนเข้าใจกันโดยปริยายว่ารัฐบาลจะต้องเข้ามาอุ้มถ้ามีปัญหาจริง ๆ เช่น ถ้าธนาคารใหญ่ที่สุดของประเทศกำลังจะล้ม รัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยแน่ ๆ เพราะถ้าปล่อยให้ล้ม เศรษฐกิจทั้งประเทศจะพังตามไปด้วย
ให้นึกภาพว่า รัฐบาลไม่ได้ประกาศออกมาตรง ๆ ว่า “เราจะอุ้มธนาคารนี้” แต่ทุกคนในตลาดจะรู้กันดีว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจริง ๆ รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วย ซึ่งหนี้เหล่านั้นก็จะกลายเป็นหนี้ของรัฐบาลทันทีที่เกิดวิกฤต จึงเรียกได้ว่ามันเป็นปัญหาของงบดุลภาครัฐที่ซ่อนตัวอยู่นั่นเอง
หนี้ต่างประเทศ: ความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาจากเงินทุนที่ไหลเข้าจากนอกประเทศ
เมื่อหนี้สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลก็จำเป็นต้อง กู้เงินจากต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้เกิดความเปราะบางมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
โดยการกู้เงินจากต่างประเทศนั้นมีสองแบบ
แบบแรก คือ กู้เป็นสกุลเงินของตัวเอง เช่น ไทยออกพันธบัตรเป็นเงินบาทให้ต่างชาติซื้อ ความเสี่ยงก็จะไปอยู่ที่ค่าเงิน เพราะถ้ารัฐบาลพิมพ์เงินบาทมาจ่ายหนี้มาก ๆ ค่าเงินบาทก็อ่อนลง นักลงทุนต่างชาติที่ถือพันธบัตรไทยก็จะขาดทุนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินสกุลตัวเอง
แบบที่สอง คือ กู้เป็นสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ความเสี่ยงก็จะไปอยู่ที่ การผิดนัดชำระหนี้ (Default) โดยตรง
Ray ย้ำว่าการที่ประเทศหนึ่งมี การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit)
ซื้อของจากต่างประเทศมากกว่าที่ขายให้ต่างประเทศ ทำให้เงินต่างประเทศไหลออกมากกว่าที่ไหลเข้า ไม่ได้แปลว่าจะมีปัญหาเสมอไป
เพราะการขาดดุลบัญชี อาจสะท้อนว่าตลาดทุนของประเทศนั้น ๆ น่าสนใจ สามารถดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติได้ดี แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อความน่าดึงดูดนั้นหายไป เช่น เมื่อรัฐบาลต้องออกหนี้หรือขายพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมหาศาลและพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อจัดการกับวิกฤต ซึ่งพอถึงจุดนั้น เงินทุนต่างชาติที่เคยไหลเข้ามาก็จะพากันถอนตัวออกไป กลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมที่ทำให้วิกฤตหนักขึ้นไปอีก
จากข้อมูลของ Ray การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลแฝด (Twin Deficits) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมักเป็นสัญญาณที่มาก่อนวิกฤตหลายปี
Twin Deficits หรือ “การขาดดุลแฝด” ก็คือการที่ประเทศขาดดุลพร้อม ๆ กันทั้งสองด้าน ด้านแรกคือ งบประมาณของรัฐบาลที่ใช้จ่ายเกินรายได้ภาษี และด้านที่สองคือ บัญชีเดินสะพัดที่ประเทศซื้อของต่างชาติมากกว่าที่ขายออกได้ เหมือนคนที่ทั้งใช้จ่ายเกินตัวและยังไปกู้ต่างประเทศมาใช้อีกด้วย
และเมื่อหนี้ต่อต่างชาติสะสมมากเข้า สินทรัพย์สภาพคล่องที่ประเทศมีอยู่ (Liquid Assets) เช่น เงินสด ทองคำสำรอง ก็มักจะต่ำลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศที่ต้องชำระ
จนถึงจุดที่เกิดวิกฤต ประเทศนั้น ๆ ก็แทบไม่มีสินทรัพย์สภาพคล่องเหลือเพียงพอที่จะชำระหนี้ต่างประเทศได้อีกแล้ว
Stage 2: ภาคเอกชนเกิดวิกฤต รัฐบาลกู้เพิ่มเพื่ออุ้ม
ระยะที่สองนี้คือจุดที่ ปัญหาเริ่มลุกลามจากภาคเอกชนมาสู่ภาครัฐ
Ray อธิบายว่า สถานการณ์มักเกิดขึ้นแบบนี้ ก็คือ งบดุลของรัฐบาล (Government Balance Sheet) ที่เคยอยู่ในสภาพ “พอไปได้” ก่อนเกิดวิกฤต จะถูกยืดจนเกือบจะขาดในทันทีที่รัฐบาลถูกบังคับให้ต้องเข้าไปช่วยภาคเอกชนที่กำลังจมน้ำ
แล้วทำไมรัฐบาลถึงสามารถกู้เงินได้ในขณะที่ภาคเอกชนกู้ไม่ได้?
โดย Ray ตอบว่ามี สองเหตุผลหลัก ก็คือ
เหตุผลแรก คือ ทุกคนรู้ว่ารัฐบาลมีธนาคารกลางที่สามารถพิมพ์เงินออกมาจ่ายหนี้ได้ ดังนั้นความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้จึงต่ำกว่าบริษัทเอกชนมาก เหมือนกับการให้คนที่มีแท่นพิมพ์เงินอยู่ในบ้านกู้เงิน มันดูเสี่ยงน้อยกว่าการให้คนธรรมดากู้มาก
เหตุผลที่สอง คือ รัฐบาลมีอำนาจในการเก็บภาษี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่ภาคเอกชนไม่มี เหมือนกับคนที่รับประกันได้ว่าจะมีรายได้เข้ามาเสมอ เพราะมีสิทธิ์ไปเรียกเก็บเงินจากทุกคนในประเทศ
และยิ่งเป็นรัฐบาลของประเทศที่มี สกุลเงินเป็นสกุลเงินสำรองของโลก (Reserve Currency) อย่างเช่น สหรัฐฯ ก็ยิ่งกู้ได้ง่ายกว่าใครทั้งหมด เพราะนักลงทุนทั่วโลกต้องการถือดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่แล้ว
ผลที่ตามมาก็คือ เมื่อเกิดวิกฤต หนี้ภาครัฐจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่หนี้ภาคเอกชนดิ่งลง เหมือนกับรัฐบาลเป็นฟองน้ำที่ดูดซับหนี้เสียทั้งหมดจากภาคเอกชนมาแบกไว้บนบ่าตัวเอง
ซึ่งจากข้อมูลของ Ray พบว่า มีถึง 15 จาก 21 กรณีที่มีข้อมูล เกิดรูปแบบนี้ขึ้นจริง โดยหนี้ภาคเอกชนจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว และหนี้ภาครัฐจะเริ่มพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ราว 1 ปีก่อนที่วิกฤตจะถึงจุดแตกหัก
นี่คือสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่สำคัญมาก ซึ่ง Ray บอกว่าเมื่อเห็นหนี้ภาคเอกชนกำลังลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่หนี้ภาครัฐกำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้เตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่กำลังจะตามมาได้เลย
และเมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ หนี้รัฐบาลก็จะเติบโตเร็วกว่าสามสิ่งที่สำคัญดังต่อไปนี้ก็คือ
หนึ่ง คือ รายได้จากภาษี หมายความว่าภาระหนี้โตเร็วกว่าความสามารถในการหารายได้
สอง คือ สินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อชำระหนี้ เช่น เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserves) ซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศและทองคำที่ธนาคารกลางเก็บไว้เป็น “เงินสำรองฉุกเฉิน” ของประเทศ
สาม คือ ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่เพื่อหมุนเวียนชำระหนี้ จนกว่าธนาคารกลางจะเข้ามาสร้างเงินและสินเชื่อเพิ่มให้กับรัฐบาล
Stage 3: รัฐบาลเริ่มขายหนี้ไม่ออก — สัญญาณอันตรายสูงสุด
ระยะที่สามนี้ คือจุดที่ Ray มองว่า อันตรายที่สุด
รัฐบาลจะเริ่มเข้าสู่ปัญหาทางการเงินอย่างจริงจังเมื่อสองสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน
สิ่งแรก คือ ภาระหนี้และดอกเบี้ยกดทับจนรัฐบาลไม่มีเงินใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
ตัวอย่างเช่น ในปี 2025 รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะถึง 970,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากกว่างบกลาโหมทั้งประเทศที่ใช้เลี้ยงกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก (917,000 ล้านดอลลาร์) เสียอีก
พูดให้เห็นภาพคือ จากภาษีทุก ๆ 100 บาทที่ประชาชนอเมริกันจ่ายให้รัฐบาล มีเกือบ 20 บาทที่ถูกดูดไปจ่ายแค่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ไม่ได้กลับมาเป็นถนน โรงเรียน โรงพยาบาล หรือสวัสดิการใด ๆ ทั้งสิ้น และตัวเลขนี้ยังเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายจ่ายทุกประเภทอื่น ๆ ของรัฐบาล
สิ่งที่สอง คือ คนที่ถือพันธบัตรรัฐบาลเริ่มอยากขายมันทิ้ง เพราะเริ่มกลัวว่าจะไม่ได้เงินคืน
และเมื่อทั้งสองสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน ดอกเบี้ยในตลาดก็ถูกกดดันให้พุ่งสูงขึ้น เพราะรัฐบาลต้องเสนอดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้คนซื้อพันธบัตร ซึ่งก็ยิ่งทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลแพงขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องเลือกระหว่างสองทางที่เจ็บปวดทั้งคู่ คือ ตัดรายจ่ายอย่างเจ็บปวด หรือกู้เพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งก็ยิ่งทำให้ภาระหนักขึ้นอีกทอดหนึ่ง
“100% Rule” — สัญญาณเตือนภัยที่ต้องจับตา
Ray ชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า เมื่อดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายในแต่ละปี คิดเป็นสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของรัฐบาล เช่น สูงถึง 100% ของรายได้ มันเป็นสัญญาณอันตรายร้ายแรง
พูดให้เห็นภาพชัด ๆ คือ ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีได้ 100 บาท แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 100 บาท นั่นแปลว่ารายได้ทั้งหมดของรัฐบาลไม่เหลือเลยแม้แต่บาทเดียวสำหรับจ่ายเงินเดือนข้าราชการ สร้างโรงพยาบาล หรือทำถนน เพราะเงินทั้งหมดต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ย แล้วเงินส่วนที่เหลือจะเอาจากไหน?
คำตอบก็คือต้องไปกู้เพิ่ม ซึ่งก็ยิ่งทำให้หนี้สูงขึ้นไปอีก
โดยจากข้อมูลที่ Ray ศึกษา พบว่า มี 25 จาก 35 กรณีวิกฤต ที่ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างเร่งตัวในช่วงก่อนวิกฤต หรือพูดง่าย ๆ ก็คือหนี้เติบโตเร็วกว่ารายได้อย่างเห็นได้ชัดก่อนที่ทุกอย่างจะพังลง
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ก็คือ ณ เวลาที่เกิดวิกฤต เส้นทางของหนี้และดอกเบี้ยของรัฐบาลนั้น กำลังมุ่งหน้าขึ้นไปแบบไม่มีจุดสิ้นสุด หากไม่มีการ ลดค่าหนี้ลง (Devaluation) ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้สองแบบ ก็คือ
แบบแรกคือ การปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ เช่น ผ่อนปรนยอดหนี้ลง หรือขยายเวลาจ่ายคืนออกไป
แบบที่สองคือ การพิมพ์เงินเพิ่มจนค่าเงินอ่อนลง ทำให้เงินที่ต้องจ่ายหนี้มีมูลค่าน้อยลงในความเป็นจริง
แล้วสหรัฐฯ ล่ะ? ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไง?
โดย Ray ชี้ว่า สิ่งนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ แต่ประเทศมันกำลังเดินไปในทิศทางนั้น
ส่วนยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลในแต่ละที่อยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับ GDP แต่เหตุผลของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
ยุโรปและจีนมีหนี้ภาครัฐที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ แม้ว่าหนี้ในภาคส่วนอื่นเช่นภาคเอกชนจะสูงกว่าก็ตาม ส่วนญี่ปุ่นนั้นดอกเบี้ยถูกกดให้ต่ำมานานจนภาระดอกเบี้ยจึงดูน้อย แต่ Ray เตือนว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีหนี้รัฐบาลสูงถึง 215% ของ GDP ซึ่งแปลว่าหนี้มากกว่าขนาดของเศรษฐกิจทั้งประเทศในหนึ่งปีถึงกว่าสองเท่า ถ้าดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ภาระดอกเบี้ยก็จะพุ่งขึ้นมหาศาลในทันที
กลวิธีซื้อเวลา: เทคนิคอำพรางปัญหาหนี้ที่เคยใช้กันมาตลอดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก
Ray ชี้ให้เห็นว่า เมื่อรัฐบาลเผชิญกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจนจัดการยาก สิ่งที่มักเกิดขึ้นก่อนจะถึงจุดแตกหักก็คือ รัฐบาลจะพยายามซื้อเวลาด้วยกลวิธีต่าง ๆ ที่ฟังดูฉลาดแต่จริง ๆ แล้วเป็นแค่การโยนปัญหาไปข้างหน้า
กลวิธีที่ 1 — ใช้สถาบันการเงินของรัฐสร้างหนี้นอกงบดุล (Off-Balance-Sheet Financing)
Off-Balance-Sheet Financing แปลตรง ๆ ก็คือ “การสร้างหนี้ที่ไม่ปรากฏในบัญชี” เช่น ใช้ธนาคารพัฒนาหรือธนาคารนโยบายของรัฐเป็นตัวกลางในการกู้เงินแทน ทำให้ตัวเลขหนี้ไม่ปรากฏในงบดุลของรัฐบาลโดยตรง เหมือนกับคนที่เปิดบัตรเครดิตในชื่อบริษัทเพื่อไม่ให้ยอดหนี้ส่วนตัวสูงเกินไป เทคนิคนี้มักพบในวิกฤตเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 (พ.ศ. 2540) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งเป็นวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่เริ่มต้นจากประเทศไทย เมื่อภาคเอกชนไทยกู้เงินดอลลาร์จากต่างประเทศมาลงทุนจำนวนมหาศาลจนเกินตัว แล้วเมื่อฟองสบู่แตก ค่าเงินบาทก็ดิ่งจาก 25 บาทเป็น 54 บาทต่อดอลลาร์ในเวลาไม่กี่เดือน สถาบันการเงิน 58 แห่งถูกปิดกิจการ และวิกฤตก็ลุกลามไปทั่วเอเชีย
กลวิธีที่ 2 — การค้ำประกันหนี้แทนการใช้จ่ายโดยตรง
รัฐบาลจะประกาศค้ำประกันการขาดทุนสำหรับหนี้ประเภทใดประเภทหนึ่ง ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้เงินเลย เพราะมันจะปรากฏในงบประมาณก็ต่อเมื่อเกิดการขาดทุนจริง ๆ เท่านั้น เหมือนกับคนที่ไปค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อน แล้วบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก เพื่อนคงจ่ายไหว” แต่ถ้าเพื่อนจ่ายไม่ไหวขึ้นมา ก็ต้องรับภาระทั้งหมดเอง
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือตุรกีในช่วงปี 2017 หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัวและเกิดความพยายามรัฐประหารในปี 2016 เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลออก สินเชื่อในระบบหดตัว รัฐบาลตุรกีจึงปัดฝุ่นกองทุนค้ำประกันสินเชื่อ (Credit Guarantee Fund หรือ KGF) ที่เคยตั้งไว้ตั้งแต่ปี 1993 แต่แทบไม่เคยใช้งานจริง แล้วอัดฉีดวงเงินค้ำประกันจากรัฐบาลเข้าไปมหาศาล ผลคือภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี มีเงินกู้ไหลเข้าสู่ธุรกิจเกือบ 5 แสนรายรวมกว่า 68,000 ล้านดอลลาร์ เศรษฐกิจดูฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลกำลังแบกความเสี่ยงมหาศาลไว้บนบ่าโดยที่ตัวเลขหนี้เหล่านี้ไม่ได้ปรากฏในงบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด
กลวิธีที่ 3 — บังคับหรือจูงใจให้สถาบันการเงินในประเทศซื้อพันธบัตรรัฐบาล
เช่น การให้สิทธิพิเศษด้านกฎระเบียบแก่พันธบัตรรัฐบาล ทำให้ตราสารที่จริง ๆ แล้วมีความเสี่ยงนั้นดูเหมือนปลอดภัย หรือการบิดเบือนดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลให้ดูน่าสนใจกว่าที่ควร
ปกติแล้ว ถ้าคุณให้รัฐบาลกู้เงิน 1 ปี คุณอาจได้ดอกเบี้ย 2% แต่ถ้าให้กู้ 10 ปี คุณจะได้ดอกเบี้ยสูงกว่า เช่น 5% เพราะต้องรอนานกว่า เสี่ยงกว่า กราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลากู้กับดอกเบี้ยนี้เรียกว่า เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve)
สิ่งที่รัฐบาลทำก็คือ เข้าไปบิดเบือนเส้นนี้ เช่น กดดอกเบี้ยระยะสั้นให้ต่ำมาก ๆ แล้วปล่อยให้ดอกเบี้ยระยะยาวสูงกว่าปกติ ทำให้ธนาคารเห็นช่องทางทำกำไร คือกู้เงินระยะสั้นจากตลาดด้วยดอกเบี้ยต่ำ แล้วเอาเงินนั้นไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า กินส่วนต่างตรงกลาง เหมือนซื้อของถูกมาขายแพง ธนาคารก็อยากทำเพราะได้กำไร รัฐบาลก็ได้เงินที่ต้องการ ดูเหมือน Win-Win
แต่ในสาระสำคัญแล้ว มันก็เท่ากับเป็น การอัดฉีดเงินทางอ้อม (Backdoor Monetary Financing) เพราะแทนที่ธนาคารกลางจะพิมพ์เงินมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลตรง ๆ ก็ใช้วิธีจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ทำแทน ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่ดูไม่น่ากลัวเท่า สหรัฐฯ เคยใช้เทคนิคนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนตุรกีและบราซิลก็ใช้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
กลวิธีที่ 4 — รณรงค์ชาตินิยมเพื่อให้ประชาชนช่วยซื้อหนี้รัฐบาล
เช่น ประเทศตุรกีที่เรียกร้องให้ประชาชนขายเงินดอลลาร์มาซื้อเงินลีรา หรือสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกที่รณรงค์ให้ประชาชนซื้อ พันธบัตรสงคราม (War Bonds) ซึ่งก็คือพันธบัตรที่รัฐบาลออกขายในช่วงสงครามเพื่อระดมเงินมาใช้ในการทำสงคราม โดยขายแฝงไปกับคำว่า “ช่วยชาติ” หรือเกาหลีใต้ในช่วงวิกฤตปี 1997-1998 ที่ทำแคมเปญให้ประชาชนนำทองคำส่วนตัวมาขายเพื่อช่วยชำระหนี้ให้กับ IMF กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นแคมเปญที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จซะด้วย
กลวิธีที่ 5 — สัญญาว่าจะลดรายจ่ายและหารายได้เพิ่ม “ในอนาคต” แต่ไม่เคยทำจริง
เหมือนคนที่เป็นหนี้บัตรเครดิตบานปลาย แล้วบอกตัวเองทุกเดือนว่า “เดือนหน้าจะเลิกใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แล้วจะหางานเสริมเพิ่มรายได้ด้วย” แต่พอเดือนหน้ามาถึงก็ยังรูดบัตรเหมือนเดิม และก็ยังไม่ได้หางานเสริม แล้วก็บอกตัวเองแบบเดิมอีก วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่เคยทำจริงสักที
รัฐบาลก็ทำแบบเดียวกัน คือประกาศแผนออกมาอย่างยิ่งใหญ่ว่าจะ “ลดรายจ่ายภาครัฐ” และ “หารายได้เพิ่มด้วยการเก็บภาษีมากขึ้น” ในอนาคต แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ ก็ไม่เคยทำตามที่สัญญา เพราะการตัดรายจ่ายก็กระทบประชาชน การเพิ่มภาษีก็ไม่มีใครยอม สุดท้ายก็เลื่อนออกไปเรื่อย ๆ
ตัวอย่างล่าสุดคือบราซิล ในปี 2023 รัฐบาลของประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva (ลุยซ์ อินาซิอู ลูลา ดา ซิลวา) อดีตผู้นำสหภาพแรงงานที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองฝ่ายซ้าย และเป็นประธานาธิบดีที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์บราซิล ได้ประกาศกรอบการคลังใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2026 รัฐบาลจะใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ หรือก็คือจะมี “เงินเหลือ” 1% ของ GDP ฟังดูดีมาก นักลงทุนก็เริ่มมีความหวัง
แต่พอถึงเวลาจริง รัฐบาลกลับเลื่อนเป้าออกไปเรื่อย ๆ เป้าที่เคยบอกว่าจะทำได้ในปี 2026 ก็ถูกขยับไปเป็นปี 2028 ซึ่งบังเอิญเป็นปีหลังจากที่ประธานาธิบดี Lula (ลูลา) จะหมดวาระพอดี พูดง่าย ๆ คือสัญญาเอาไว้ก่อน แต่โยนให้รัฐบาลชุดหน้าไปทำแทน
ยิ่งไปกว่านั้น กรอบการคลังที่ประกาศว่าจะ “จำกัดรายจ่าย” นั้น กลับเขียนกฎไว้ว่ารายจ่ายของรัฐบาลต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.6% ต่อปีเสมอ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ก็ตาม เหมือนคนที่ประกาศว่าจะลดน้ำหนัก แต่เขียนกฎให้ตัวเองว่า “ต้องกินบุฟเฟ่ต์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง” แล้วแบบนี้จะลดน้ำหนักได้อย่างไร?
กลวิธีที่ 6 — ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ต่างประเทศ หรือใช้ตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นเครื่องต่อรอง
ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ก็คือเกมแห่งอำนาจระหว่างประเทศ ที่แต่ละฝ่ายใช้ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากร กองทัพ และพันธมิตร เป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน พูดง่าย ๆ คือ ถ้าประเทศคุณอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คุณก็สามารถใช้ “ตำแหน่งที่ตั้ง” ของคุณเป็นไพ่ต่อรองเพื่อขอเงินทุนหรือความช่วยเหลือจากมหาอำนาจได้
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดในยุคปัจจุบันคือตุรกี ซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างยุโรปกับเอเชีย ควบคุมช่องแคบบอสฟอรัสที่เป็นประตูเข้าออกทะเลดำ และเป็นสมาชิก NATO เมื่อเศรษฐกิจตุรกีเริ่มสั่นคลอนในช่วงปี 2023 ประธานาธิบดี Erdoğan (แอร์โดอัน) ก็เล่นไพ่เหล่านี้อย่างเต็มที่ เช่น ยอมปล่อยให้สวีเดนเข้าร่วม NATO แลกกับการที่สหรัฐฯ ขายเครื่องบินรบ F-16 ให้ จากนั้นก็บินไปเยือนประเทศอ่าวเปอร์เซีย กลับมาพร้อมข้อตกลงทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจตุรกีดี แต่เพราะตุรกีรู้จักใช้ตำแหน่งที่ตั้งของตัวเองเป็นเครื่องต่อรอง
อีกตัวอย่างหนึ่งคืออังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงนั้นอังกฤษเป็นหนี้มหาศาลจากค่าใช้จ่ายในสงคราม และเงินปอนด์ก็อ่อนค่าลงอย่างหนัก แต่แทนที่จะยอมรับว่าเงินปอนด์หมดความสำคัญแล้ว อังกฤษกลับตั้ง Sterling Area ขึ้นมา ซึ่งก็คือกลุ่มประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย และประเทศในแอฟริกา แล้วทำข้อตกลงให้ประเทศเหล่านี้ยังคงใช้เงินปอนด์เป็นสกุลเงินหลักในการค้าขายและเก็บเป็นทุนสำรอง พูดง่าย ๆ คืออังกฤษใช้อิทธิพลทางการเมืองที่เหลืออยู่จากยุคอาณานิคม มาบังคับให้คนอื่นยังถือเงินปอนด์ต่อไป ทั้ง ๆ ที่เงินปอนด์กำลังเสื่อมค่า เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองฟื้นตัวจากหนี้สงคราม
กลวิธีที่ 7 — ย่นระยะเวลาชำระหนี้ให้สั้นลง (Shortening Maturities)
Maturity หรือ “อายุของหนี้” คือระยะเวลาที่ต้องชำระเงินคืน เช่น พันธบัตรอายุ 10 ปี หมายความว่ารัฐบาลต้องคืนเงินต้นภายใน 10 ปี เมื่อรัฐบาลอยู่ในภาวะยากลำบาก นักลงทุนจะไม่กล้าให้กู้ในระยะยาว เพราะไม่มั่นใจว่าอีก 10 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะยังอยู่ในสถานะภาพไหน ดังนั้นทางรัฐบาลจึงต้องออกพันธบัตรระยะสั้น เช่น 3 เดือน หรือ 1 ปี แทน
เปรียบได้กับ ถ้าเพื่อนขอยืมเงินคุณ 1 สัปดาห์ คุณอาจยอมให้ แต่ถ้าขอยืม 10 ปี คุณคงปฏิเสธ เพราะ 10 ปีมันยาวนานเกินไปกว่าที่จะคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
กลวิธีที่ 8 — การควบคุมเงินทุน (Capital Controls)
Capital Controls คือการที่รัฐบาลออกมาตรการห้ามหรือจำกัดการโอนเงินออกนอกประเทศ เพราะกลัวว่าเงินจะไหลออกเร็วเกินไปจนระบบการเงินพัง เหมือนการปิดประตูบ้านเพื่อไม่ให้เงินหนีออกไป ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่รุนแรง และเป็นมาตรการที่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงไปอีก แต่รัฐบาลก็จำเป็นต้องทำเพื่อไม่ให้ประเทศพัง
Stage 4: การเทขายพันธบัตร ดอกเบี้ยพุ่ง เศรษฐกิจทรุด ค่าเงินดิ่ง และทุนสำรองร่อยหรอ
ระยะที่สี่คือจุดที่ทุกอย่างเริ่มถาโถมเข้ามาพร้อม ๆ กัน เหมือนพายุหลายลูกที่รวมตัวกันเป็นมรสุมขนาดใหญ่
เมื่อนักลงทุนเริ่มเทขายพันธบัตรรัฐบาล สิ่งที่จะตามมาก็คือ ตลาดเงินและสินเชื่อจะตึงตัวปล่อยได้ยากขึ้น เศรษฐกิจอ่อนแอลง ค่าเงินถูกกดดันให้อ่อนลง และ ทุนสำรองระหว่างประเทศ ก็ลดลงเรื่อย ๆ
เหตุที่ทุนสำรองลดลงก็เพราะ ธนาคารกลางต้องเอาทุนสำรองออกมาขายเพื่อพยายามพยุงค่าเงินของประเทศ
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เวลาที่ค่าเงินในประเทศกำลังอ่อนลง ธนาคารกลางจะเอาดอลลาร์ที่เป็นเงินทุนสำรองออกมาขาย แล้วใช้ซื้อเงินสกุลตัวเอง เพื่อสร้างความต้องการในสกุลเงินของประเทศ ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น แต่การทำแบบนี้ก็ต้องใช้ดอลลาร์เรื่อย ๆ และวันหนึ่งดอลลาร์ที่มีอยู่ก็จะหมดไป
แต่ธนาคารกลางก็พยุงค่าเงินแบบนี้ได้ไม่นาน เพราะยิ่งเอาดอลลาร์ออกมาขายเพื่อพยุงค่าเงิน ดอลลาร์ในคลังก็ยิ่งหมดเร็ว เหมือนคนที่เอาเงินออมออกมาใช้ทุกเดือน สุดท้ายก็ต้องหมด ส่วนอีกวิธีคือการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดให้คนยังอยากถือเงินสกุลนั้น แต่ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็ทำให้คนกู้เงินยากขึ้น ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะคนไม่กล้าใช้จ่ายและบริษัทไม่ขยายกิจการ จนสุดท้ายธนาคารกลางก็ต้องยอมกลับลำ ผ่อนคลายนโยบายการเงินและยอมปล่อยให้ค่าเงินอ่อนลง
วงจรวิบัติ (Doom Loop) ที่ Ray เฝ้าระวัง
Ray บอกว่า สัญญาณอันตรายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเขา ก็คือเมื่อหนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ที่จะนำมาจ่ายหนี้ จนถึงจุดที่นักลงทุนที่ชาญฉลาดตระหนักได้ว่า การขาดทุนนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Default) โดยตรง หรือรัฐบาลจะพิมพ์เงินจนค่าเงินเสื่อมลง สุดท้ายก็ขาดทุนเหมือนกัน
เมื่อเจ้าหนี้หรือคนที่ให้กู้เงินเสียความเชื่อมั่นว่าจะได้เงินคืนอย่างเพียงพอ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนขายพันธบัตรมากกว่าคนซื้อ ราคาพันธบัตรก็ตก ดอกเบี้ยก็ถูกดันสูงขึ้น จนกว่าจะมีคนยอมกู้น้อยลง หรือมีคนยอมออมเงินมากขึ้น
และนี่คือจุดที่ วงจรวิบัติ (Doom Loop) เริ่มทำงาน
Doom Loop วงจรวิบัติ คือปัญหาที่ทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา และปัญหาเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาทำให้ปัญหาเดิมแย่ลงไปอีก วนซ้ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดจบ
มันคือ วงจรระหว่างรัฐบาลกับตลาดพันธบัตร เมื่อนักลงทุนเริ่มกลัวว่ารัฐบาลจะจ่ายหนี้ไม่ไหว ก็เทขายพันธบัตรรัฐบาลออกมา รัฐบาลจึงต้องเสนอดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้คนยังยอมซื้อ แต่ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นก็ทำให้ธุรกิจกู้เงินยากขึ้น เศรษฐกิจก็ชะลอตัว คนตกงานมากขึ้น รัฐบาลก็เก็บภาษีได้น้อยลง พอรายได้ลดลงแต่รายจ่ายยังเท่าเดิม รัฐบาลก็ต้องออกพันธบัตรขายเพิ่มอีกเพื่อหาเงินมาใช้ แต่พอพันธบัตรออกมามากขึ้น คนก็ยิ่งกลัวว่ารัฐบาลเป็นหนี้มากเกินไป ก็ยิ่งเทขาย ดอกเบี้ยก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แต่ละรอบก็แย่กว่าเดิม
Ray ย้ำว่าในช่วงที่มีความเสี่ยงสงครามหรือสงครามจริง ๆ ทุกอย่างจะเลวร้ายลงไปอีก เพราะมีความเสี่ยงเรื่อง มาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) ที่อาจยึดสินทรัพย์ทางการเงินของประเทศได้
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียหลังจากบุกยูเครนในปี 2022 ทำให้รัสเซียไม่สามารถทำธุรกรรมในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ได้
และเมื่อถึงจุดนั้น ธนาคารกลางก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “พิมพ์เงิน” ออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า การผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing หรือ QE)
ธนาคารกลางพยายามสู้ แต่สุดท้ายก็แพ้
จากข้อมูลของ Ray ในช่วงเวลานี้เศรษฐกิจจะเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากสองทิศทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ “ภาวะเงินทุนไหลออกอย่างฉับพลัน” เมื่อนักลงทุนต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่นและเร่งเทขายพันธบัตรเพื่อดึงเงินลงทุนกลับ และเมื่อประเทศขาดแคลนเม็ดเงิน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดึงดูดนักลงทุนด้วยการเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมาก จนทำให้ “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง” (Real Interest Rate) (อัตราดอกเบี้ยเมื่อหักลบกับเงินเฟ้อแล้ว) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งระบบจะแพงขึ้นจนภาคธุรกิจและประชาชนแบกรับภาระหนี้ไม่ไหว ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะงักงันในที่สุด
ในช่วงนี้ รัฐบาลมักจะ ย่นระยะเวลาของพันธบัตรที่ออกขายให้สั้นลง เพื่อให้ตลาดยอมรับได้ง่ายขึ้น เหมือนร้านค้าที่ลดราคาสินค้าและจัดโปรโมชั่นหนักเพื่อระบายสต็อกที่ค้างอยู่
เมื่อนักลงทุนเห็นว่าข้อจำกัดเหล่านี้กำลังจะถึงขีดสุด ก็ยิ่งแห่ขายพันธบัตรออกมาเร็วขึ้น ทำให้สมดุลอุปสงค์กับอุปทานในตลาดพันธบัตรยิ่งเสียสมดุลหนักขึ้นไปอีก
ณ จุดนี้ ธนาคารกลางต้องเลือกระหว่างสองทาง
ทางแรก คือ ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนคนยอมกู้น้อยลงและให้นักลงทุนหันมาปล่อยกู้ให้รัฐบาลแทน เพราะได้ดอกเบี้ยสูง แต่ผลข้างเคียงคือเศรษฐกิจจะถดถอยอย่างรุนแรง
ทางที่สอง คือ พิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรเพื่อชดเชยส่วนที่ไม่มีคนซื้อ แต่ผลข้างเคียงคือค่าเงินจะอ่อนลงและเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น
Ray บอกว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลาง จะเลือกทางที่สองเสมอ นั่นคือการพิมพ์เงิน
แต่เมื่อเกิดการพิมพ์เงินมากจนเกินไปจะส่งผลทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอลง แถมธนาคารกลางก็ตกอยู่ในสภาวะ “ทำก็ตาย ไม่ทำก็ตาย” เพราะถ้าพิมพ์เงินเพิ่มก็ทำให้ค่าเงินดิ่งหนักและเงินเฟ้อรุนแรง แต่ถ้าไม่พิมพ์ก็จะทำให้ดอกเบี้ยสูงเกินจะรับไหวและเศรษฐกิจของประเทศก็จะพังทลายลง
สถานการณ์ที่เงินเฟ้อสูงที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Stagflation คือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่มาพร้อมกับเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แย่ที่สุดสำหรับระบบเศรษฐกิจ เพราะของแพงขึ้นทุกวัน แต่คนกลับตกงาน รายได้ลดลง ธุรกิจปิดตัว
การแห่ถอนทุนสำรอง: ด่านสุดท้ายก่อนค่าเงินพังทลาย
Ray อธิบายว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศเปรียบเหมือน เงินออมฉุกเฉินของประเทศ รวมถึง กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ด้วย
Sovereign Wealth Funds หรือ “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” คือกองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อนำเม็ดเงินส่วนเกินของประเทศไปลงทุนต่อยอดเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดคือ กองทุน Temasek (เทมาเส็ก) ของสิงคโปร์ ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์ตั้งขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่บริหารจัดการเงินทุนสำรองของประเทศอย่างมืออาชีพ โดยนำเม็ดเงินเหล่านั้นไปกระจายการลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงทั้งในสิงคโปร์และทั่วโลก แทนที่จะเก็บเป็นเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องไว้เฉย ๆ ซึ่งผลกำไรมหาศาลที่งอกเงยจากการลงทุนของเทมาเส็กนี้เอง ที่กลายมาเป็นฟูกผืนใหญ่ที่ช่วยรองรับความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประเทศสิงคโปร์มาจนถึงปัจจุบัน
โดย Ray บอกว่า การจับตาดูว่าเงินสำรองเหล่านี้มีเท่าไหร่ ถูกใช้เร็วแค่ไหน และใกล้จะหมดหรือยัง เป็นเครื่องมือสำคัญในการคาดการณ์จังหวะเวลาของวิกฤตเศรษฐกิจ
จากข้อมูลทางสถิติที่ Ray รวบรวมมา พบว่าสถานการณ์ของ “ทุนสำรองระหว่างประเทศ” ในช่วงวิกฤตนั้นมีรูปแบบที่ชัดเจน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้:
- ระยะก่อนการแทรกแซง (จุดเริ่มต้น): โดยปกติ ธนาคารกลางมักถือครองทุนสำรองอยู่ที่ประมาณ 5% ของ GDP ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับปริมาณเงินและหนี้ภาครัฐในระบบได้ราว 10% เท่านั้น
- ระยะแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงิน (ช่วงเผาผลาญทุนสำรอง): ในภาพรวมตลอดวิกฤต ทุนสำรองจะลดลงเฉลี่ยรวม 62% แต่จุดที่น่ากลัวที่สุดคือ “ช่วงพายุโหมกระหน่ำเพียง 6 เดือน” ที่เงินสำรองจะถูกเผาผลาญอย่างรวดเร็วถึง 49% เรียกได้ว่าความเสียหายเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงสั้น ๆ
- สิ่งที่น่าสนใจ: ในขณะที่ค่าเงินอ่อนแอ ราคาทองคำมักพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 42% เพราะนักลงทุนพยายามย้ายเงินจากสกุลเงินที่ไร้เสถียรภาพไปเก็บในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า
- ระยะยอมจำนน (กระสุนหมดคลัง): หลังจากพยายามยื้อมาเฉลี่ยราว 2 ปี ธนาคารกลางมักจะถึงจุดที่ต้อง “ยอมจำนน” เพราะทุนสำรองร่อยหรอจนไม่เหลืออะไรให้สู้ต่อ และทันทีที่รัฐบาลประกาศยอมแพ้และหยุดพยุง ค่าเงินก็จะดิ่งลงอย่างรุนแรงอีกระลอก ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งทะยานขึ้นไปอีกถึง 51% นับจากจุดนั้น
“สัญญาณคลาสสิก” ที่บอกว่าวิกฤตกำลังจะถึงจุดแตกหัก
Ray สังเกตว่าในช่วงปลายของวัฏจักรนี้ ไม่ใช่แค่นักลงทุนเท่านั้นที่หนีออกจากสกุลเงินและพันธบัตร แต่ ผู้เล่นทุกกลุ่มในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร บริษัทเอกชน และครัวเรือน ต่างก็เริ่มถอนตัวออกจากสกุลเงินนั้น ๆ เพื่อรักษาความมั่งคั่งของตัวเอง
Ray แบ่งพฤติกรรมเหล่านี้ออกเป็นกลุ่ม ๆ ดังนี้ ก็คือ
กลุ่มที่ 1 — บริษัทเอกชนในประเทศ
บริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศจะเริ่มเก็บรายได้ไว้ในสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ แทนที่จะแปลงกลับมาเป็นเงินสกุลท้องถิ่นเหมือนเดิม บริษัทเริ่มมองว่าเงินสกุลท้องถิ่นคือความเสี่ยง ซึ่งมันกลับตาลปัตรจากภาวะปกติโดยสิ้นเชิง
นอกจากนั้น บริษัทต่างชาติที่มีบริษัทลูกอยู่ในประเทศก็จะรีบดูดเงินสดออกไปนอกประเทศให้เร็วที่สุด และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ใหม่ ๆ ก็มักถูกระงับ เช่น ระงับบริษัทต่างชาติมาเปิดโรงงานในประเทศ หรือมาซื้อกิจการในประเทศ
กลุ่มที่ 2 — ธนาคารในประเทศ
ธนาคารที่ถูกบังคับให้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลตามนโยบายของรัฐ พอถึงจุดที่ สภาพคล่อง (Liquidity) แห้งขอด ก็ต้องเทขายพันธบัตรเหล่านั้นออกมา
ซึ่งการเทขายพันธบัตรของธนาคารนี้ กลับเร่งให้วิกฤตรุนแรงขึ้นไปอีก นอกจากนี้ มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของธนาคารกลาง เช่น การควบคุมเงินทุนหรือการบิดเบือนดอกเบี้ยที่ถูกแทรกแซงโดยรัฐบาลหรือธนาคารกลาง ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติของตลาด กลับยิ่งทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่มั่นคง จนมองว่าการโยกเงินไปเก็บไว้ในต่างประเทศนั้นปลอดภัยและคุ้มค่ากว่าการทิ้งเงินไว้ในบ้านตัวเอง
กลุ่มที่ 3 — ธนาคารต่างชาติ
เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณอันตราย ธนาคารต่างชาติมักเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เลือก “ตัดความเสี่ยง” โดยการหยุดให้บริการสินเชื่อที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อการค้า (Trade Financing) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนไปสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาขาย หรือ วงเงินหมุนเวียน (Working Capital) ที่บริษัทต้องใช้จ่ายเป็นค่าแรงและค่าจ้างรายวันในระหว่างรอเก็บเงินจากลูกค้า ซึ่งการถูกระงับสินเชื่อเหล่านี้กะทันหันจะทำให้ธุรกิจหยุดชะงักทันที ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ธนาคารต่างชาติอาจถึงขั้นยอมขายกิจการหรือถอนตัวออกจากประเทศไปเลย เพราะมองว่าผลกำไรเพียงเล็กน้อยนั้นไม่คุ้มค่ากับการแบกรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนมหาศาลจากวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น
กลุ่มที่ 4 — นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ
นักลงทุนสถาบันระหว่างประเทศ ก็คือผู้เล่นรายใหญ่ในระบบการเงินโลก เช่น กองทุนบำนาญขนาดใหญ่ที่บริหารเงินเกษียณของคนทั้งประเทศ บริษัทประกันชีวิตข้ามชาติ กองทุนรวม และธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างชาติ เงินที่นักลงทุนเหล่านี้บริหารอยู่รวมกันมีมูลค่ามหาศาลระดับล้านล้านดอลลาร์ การที่พวกเขาซื้อหรือขายอะไรในตลาด จึงส่งผลกระทบต่อราคาอย่างรุนแรง
ในช่วงวิกฤต นักลงทุนกลุ่มนี้มักจะเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก คือ “อยากขายก็ขายไม่ได้ อยากถือต่อก็กลัว”
เหตุที่ขายไม่ได้ เพราะพันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่ในตลาดตอนนั้น ถูกถือโดยธนาคารที่ถูกบังคับให้ซื้อตามนโยบายรัฐ หรือโดยคนที่ติดอยู่กับการถือต่อ ทำให้ตลาดมีคนขายเยอะแต่ไม่มีคนซื้อ หรือที่เรียกว่า สภาพคล่องหายไป เปรียบเหมือนตลาดนัดที่มีแต่คนมาเปิดร้านขาย แต่ไม่มีคนเดินซื้อเลย ถ้าคุณถือของอยู่และอยากขาย ก็ต้องยอมลดราคาแรง ๆ ถึงจะมีคนซื้อ ซึ่งแปลว่าขาดทุนหนัก
ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่ยังไม่ได้ซื้อ ก็ตัดสินใจไม่เข้ามาซื้อเลยตั้งแต่แรก ส่วนรายที่ถืออยู่แล้วก็ติดอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขายตอนนี้ก็ขาดทุนหนัก ถือต่อก็กลัวว่าจะแย่กว่านี้
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือพฤติกรรมของ ธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ ที่ถือทุนสำรองในสกุลเงินของประเทศที่กำลังมีปัญหา พวกเขามักไม่กล้าเทขายออกมาตรง ๆ เพราะรู้ว่าถ้าขายพร้อมกันในปริมาณมาก จะทำให้ตลาดพังและพวกเขาเองจะขาดทุนหนัก แต่สิ่งที่พวกเขาทำแทนคือ “เลิกซื้อเพิ่ม” เงินใหม่ที่จะเข้ามาเป็นทุนสำรอง ก็ถูกเปลี่ยนไปซื้อสกุลเงินอื่นแทน
เปรียบเหมือนร้านอาหารร้านหนึ่งที่คนเริ่มรู้ว่าคุณภาพแย่ลง ลูกค้าเก่าที่กินอยู่อาจยังไม่เลิกทันที เพราะจองโต๊ะไว้แล้ว แต่ลูกค้าใหม่ก็ไม่เข้ามาอีกเลย สุดท้ายร้านก็ค่อย ๆ ตายไปเอง แม้ลูกค้าเก่าจะยังไม่ได้หนีหมดในทันทีก็ตาม
กลุ่มที่ 5 — ผู้ออมในประเทศ
เมื่อประชาชนเริ่มรู้สึกว่าเงินในประเทศของตัวเองกำลังเสื่อมค่าลงทุกวัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกคนเริ่มหาวิธี “หนีออกจากเงินสกุลนั้น” ก่อนที่มูลค่าจะหายไปมากกว่านี้
คนทั่วไปเริ่มถอนเงินในบัญชีธนาคารออกมา แล้วเอาไปแลกเป็น สกุลเงินที่แข็งแกร่ง (Hard Currency) ซึ่งหมายถึงเงินตราต่างประเทศที่มั่นคง เชื่อถือได้ ค่าเงินไม่ผันผวนมาก และเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หรือฟรังก์สวิส บางคนก็หันไปซื้อทองคำเก็บไว้ หรือซื้อของที่จับต้องได้ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อหนี ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ที่กำลังกัดกินอำนาจซื้อของพวกเขา
พูดง่าย ๆ คือ เงินสดในธนาคาร 100,000 บาทวันนี้ อีก 3 เดือนอาจซื้อของได้เท่ากับ 80,000 บาท คนเลยเลือกเอาเงินไปซื้อของที่ “ไม่เสื่อมค่า” เก็บไว้แทน
แต่ปัญหาคือ เมื่อคนซื้อของนำเข้ามากขึ้น ก็ต้องใช้เงินในประเทศไปแลกเป็นเงินต่างประเทศเพื่อจ่ายค่าสินค้า ยิ่งแลกมาก ค่าเงินในประเทศก็ยิ่งอ่อนลง เพราะตลาดมีคนอยากขายเงินสกุลนั้นมากกว่าคนอยากซื้อ กลายเป็นวงจรที่เร่งให้ค่าเงินทรุดเร็วขึ้นไปอีก
สำหรับคนรวย การเคลื่อนย้ายเงินทำได้ง่ายกว่า พวกเขาย้ายเงินไปเก็บในต่างประเทศ ไม่ใช่แค่เพราะกลัวค่าเงินอ่อน แต่ยังกลัวอีกสามอย่างคือ
- หนึ่ง รัฐบาลอาจขึ้นภาษีคนรวยเพื่อหาเงินมาอุดรอยรั่ว
- สอง รัฐบาลอาจยึดทรัพย์หรืออายัดบัญชีในยามวิกฤต และ
- สาม ธนาคารในประเทศอาจล้มเหลวจนเงินฝากสูญหาย
สำหรับคนทั่วไป ที่ไม่ได้มีช่องทางลึกซึ้งแบบคนรวย ก็พยายามเปิดบัญชีธนาคารในต่างประเทศเพื่อเก็บเงินไว้ให้ปลอดภัย เพราะธนาคารในประเทศเริ่มดูไม่น่าไว้วางใจ
พฤติกรรมทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะมาจากคนรวยหรือคนทั่วไป ล้วนสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินในประเทศอ่อนลงทั้งสิ้น เพราะทุกคนกำลังเทขายเงินสกุลเดิมพร้อม ๆ กัน
ทางเดียวที่รัฐบาลจะหยุดกระแสนี้ได้ คือประกาศใช้ มาตรการควบคุมเงินทุน (Capital Controls) หรือการออกกฎเหล็กห้ามหรือจำกัดการโอนเงินออกนอกประเทศ เหมือนปิดประตูทุกบานไม่ให้เงินหนีออกไป ในหลายกรณี รัฐบาลก็ทำให้การเปิดบัญชีธนาคารต่างประเทศเป็นเรื่องยากมาก บางครั้งถึงขั้นจำกัดจำนวนเงินที่ประชาชนถอนได้ต่อวัน หรือห้ามแลกเงินต่างประเทศเกินที่กำหนด ซึ่งก็ยิ่งทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและเชื่อมั่นในรัฐบาลน้อยลงไปอีก
กลุ่มที่ 6 — นักเก็งกำไร
ในท้ายที่สุดจะถึงคิวของกลุ่มที่เรียกว่า “Bond Vigilantes” หรือนักลงทุนรายใหญ่ที่เปรียบเสมือน “ผู้คุมกฎหรือศาลเตี้ย” ของตลาดพันธบัตร พวกเขาจะเข้ามาลงโทษรัฐบาลที่บริหารเงินอย่างขาดวินัย ด้วยการรุมเทขายพันธบัตรรัฐบาลทิ้งเพื่อกดดันให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นจนรัฐบาลจนมุม
ความน่ากลัวก็คือ การรุมเทขายอย่างหนักนี้กลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สิ่งที่พวกเขาเดิมพันไว้ (ว่าประเทศจะเบี้ยวหนี้) เกิดขึ้นจริงและรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก (Ray Dalio เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Self-Reinforcing หรือ วงจรซ้ำเติมตัวเอง) เปรียบเหมือนลูกโป่งที่มีรอยปริเล็ก ๆ ยิ่งโดนแรงดันกระแทกซ้ำ รอยรั่วก็ยิ่งขยายกว้างจนระเบิดแตกออกในที่สุด
และเมื่อผสมโรงเข้ากับการที่นักลงทุนในตลาดหุ้นพากันดึงเม็ดเงินหนีตายออกจากประเทศ ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลให้ค่าเงินทรุดหนักลงไปอีก ซึ่ง Ray ได้สรุปทิ้งท้ายไว้อย่างชัดเจนว่า การแห่ถอนเงินทุนหนีของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมดนี้แหละ คือสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดที่มักจะเกิดขึ้นก่อนที่ค่าเงินของประเทศนั้นจะพังทลายลงเสมอ
สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น — แต่ก็ไม่ได้ความว่ามันจะไม่เกิดขึ้น
Ray ย้ำอีกครั้งว่า จงวรวิบัตินี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือจีน ณ เวลาที่เขาเขียน แต่สัญญาณเตือนหลายอย่างเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้ง 4 ระยะที่ Ray เจาะลึกลงไปในรายละเอียดนี้ เป็นเหมือนหนังที่ผู้กำกับคนเดิมเขียนบทเดิม ๆ ขึ้นมาทุกครั้ง มันเปลี่ยนแค่เพียงตัวละครและฉากหลัง แต่เรื่องราวหลักก็ยังคงดำเนินไปในทิศทางเดิมเสมอ
ซึ่งคำถามที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ เรากำลังอยู่ตรง timeline ไหนของหนังเรื่องนี้? และตัวละครหลักอย่างสหรัฐฯ กำลังเดินเข้าสู่ฉากไหนของเรื่องราวทั้งหมด?
โดย Ray Dalio จะตอบคำถามเหล่านี้ในบทต่อ ๆ ไป
Resources