Blue O'Clock

สตูดิโอผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการลงทุน ธุรกิจ จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

How to

Warren Buffett เล่า 3 เคล็ดลับความสำเร็จที่เขาใช้ในการทำธุรกิจจนกลายเป็นมหาเศรษฐีเบอร์ต้นของโลก

หากคุณมีโอกาสได้นั่งคุยกับมหาเศรษฐีอย่าง Warren Buffett เป็นเวลาสัก 10 นาที คุณจะถามอะไรกับเขาบ้าง แล้วคุณจะเรียนรู้อะไรจากเขา เพื่อนำคำแนะนำเหล่านั้น มาปรับใช้กับตัวคุณ เพื่อส่งผลให้คุณกลายเป็นคนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จอย่างสูง และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่ Yahoo Finance ได้นั่งคุยกับ Warren Buffett มหาเศรษฐีอันดับที่ 3 ของโลกในปี 2019 ที่มีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 88.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว ๆ 2.66 ล้านล้านบาท เจ้าพ่อนักลงทุนระดับตำนานของโลก

คำถามที่ 1 – Warren Buffett รบกวนช่วยนิยามว่าความสำเร็จที่แท้จริงคืออะไรกันแน่?

Warren Buffett ได้กล่าวว่า ผมมักจะพูดเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้งและตลอดเวลาที่มักมีผู้คนถามคำถามนี้กับผมก็คือ เมื่อคุณมีอายุย่างเข้าในวัยหลังเกษียณที่อยู่ในระหว่าง 65-70 ปี หรือแก่กว่านั้น สิ่งที่คุณจะต้องมีก็คือ การรายล้อมไปด้วยผู้คนที่รักคุณ ไม่ใช่แค่ชอบหรือสนใจ แต่เป็นคนที่รักคุณจากหัวใจจริง ๆ ซึ่ง Warren Buffett บอกว่าเขาสังเกตได้จากคนรอบ ๆ ตัวเขา โดยเฉพาะคนที่มีคนรักอย่างมากมายนั้น มักจะเป็นคนที่อารมณ์ดียิ้มแย้มแจ่มใสและแน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นมั่งคั่งมาก ๆ ด้วย ยิ่งมีผู้คนรักพวกเขามากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเขาไม่เคยเห็นใครที่มีคนรักอย่างมากมายบ่นว่าเหงาหรือมีอารมณ์เศร้าหมองเลย

คำถามที่ 2 – Warren Buffett ถ้าให้คุณแนะนำเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจมาสัก 3 ข้อ คุณจะบอกอะไรกับพวกเขาบ้าง?

เคล็ดลับที่ 1 – การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวคุณเอง (Invest in Yourself)

Warren Buffett ได้กล่าวว่า การลงทุนที่ดีที่สุดตลอดกาลก็คือ การลงทุนในตนเอง และมันจะเป็นเช่นนั้นเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนก็ตาม ยกตัวอย่างการลงทุนในตัวเองเช่น การฝึกฝนการสื่อสารที่หมายถึงทั้งการพูดและเขียน ซึ่งตัวเขาเองมักจะแนะนำเด็ก ๆ รุ่นใหม่ที่กำลังจะจบการศึกษาโดยเฉพาะในสถาบันที่สอนเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการว่า การสื่อสารเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมากในการทำธุรกิจ โดยมันจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับตัวคุณเองได้มากถึง 50% เลยทีเดียว

ซึ่งหากคุณไม่มีทักษะในการสื่อสาร มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่คุณแอบหลงรักใครสักคนหนึ่งแล้วคุณก็ได้แต่กระพริบปริบ ๆ ไม่พูดอะไรเลย แต่หวัเอาไว้งว่าสาวคนนั้นจะรับรู้ว่าคุณชอบเธอ ซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคุณกินแห้วแน่ ๆ

ดังนั้น สำหรับตัวของเขาเองนั้น เขาได้ลงทุนในตนเองเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาทักษะในการสื่อสารกับ Dale Carnegie ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการสานสัมพันธ์กับผู้อื่นและการพูดในที่สาธารณะโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักธุรกิจด้วยกันเอง และคอร์สนั้นเขาก็บอกว่า มันเป็นหนึ่งในคอร์สที่คุ้มค่าที่สุดตั้งแต่ที่เขาเรียนมาเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อคุณได้ลงทุนในตนเองแล้ว ข้อดีของมันก็คือ เมื่อคุณได้ทักษะนั้น ๆ มา มันจะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครพรากมันไปจากคุณได้

เคล็ดลับที่ 2 – จงดูแลร่างกายของคุณเป็นอย่างดี (Taking Good Care of Your Body)

Warren Buffett ได้กล่าวว่า เขามักจะพร่ำสอนเด็ก ๆ อยู่เสมอ โดยยกตัวอย่างประกอบว่า หากวันนี้พวกคุณแต่ละคนได้รับรถยนต์ส่วนตัวแบบฟรี ๆ ไปคนละหนึ่งคัน แต่มีข้อแม้ว่ารถยนต์คันนี้เป็นแรกและคันสุดท้ายที่คุณจะได้รับในชีวิตนี้ สิ่งที่พวกคุณจะทำก็คือ คุณจะตั้งหน้าตั้งตาและตั้งใจดูแลรถคันนี้เป็นอย่างดี ปัดกวาดเช็ดถู ทำความสะอาดรถให้ใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตรงตามเวลาที่กำหนด ขับรถอย่างระมัดระวังไม่ให้มีรอยขีดข่วน ดูแลโรงรถให้สะอาดสะอ้าน ซึ่งเจ้ารถยนต์ที่ว่ามานี้ก็คือ ร่างกายของคุณเอง ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่คอยขับเคลื่อนให้ชีวิตคุณก้าวไปข้างหน้า ตั้งแต่เกิดยันตาย และแน่นอนว่า คุณไม่สามารถเริ่มดูแลร่างกายของคุณเมื่อตอนที่คุณอายุล่วงเลยไปได้ 50 ปีมาแล้ว ซึ่งสิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ การดูแลร่างกายอย่างดีที่สุดในทุก ๆ วัน ตั้งแต่เด็ก หรือถ้าคุณคิดได้ตอนนี้ก็เริ่มซะตอนนี้เลย

เคล็ดลับที่ 3 – รายล้อมไปด้วยคนที่เจ๋งและเก่งกว่าคุณ (Surround Yourself With People Who Are Better Than You)

Warren Buffett บอกเอาไว้ว่า ให้ตัวคุณพยายามหาโอกาสในการเข้าหาคนที่คุณอยากมีปฏิสัมพันธ์และที่สำคัญคือพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนที่เก่งกว่า ดีกว่าคุณ และนอกจากนั้นคุณควรมีไอดอลหรือฮีโร่หรือต้นแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตัวคุณ ที่คุณสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อผลักดันให้ตัวเอง สามารถขึ้นไปอยู่จุด ๆ เดียวกันกับที่ไอดอลคนนั้นเคยทำได้

แต่สิ่งที่ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องใจร้ายสักหน่อย ที่คุณไม่สามารถเลือกพ่อแม่ของคุณเป็นต้นแบบได้เสมอไป แต่หลายคนกลับโดนอิทธิพลของครอบครัวบีบบังคับให้เป็นในสิ่งที่ตัวคุณเองก็ไม่ได้ต้องการ เช่น พ่อแม่เป็นข้าราชการก็บังคับให้ลูกเป็นข้าราชการ พ่อแม่เป็นหมอก็บังคับให้ลูกเป็นหมอ ซึ่งแม้ว่าคุณจะทำได้ตามที่พ่อแม่คาดหวัง แต่ตัวคุณเองอาจจะทำได้ไม่สุดหรือไม่ก็ทำไปโดยไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไหร่นัก ดังนั้นตัวคุณต้องเป็นคนเลือกต้นแบบด้วยตัวคุณเอง

รวมไปถึงคู่สมรสก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก โดยมีหลักการการเลือกที่คล้ายกับการเลือกพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ แต่สำหรับคู่สมรสนั้นคือพาร์ทเนอร์หรือหุ้นส่วนของชีวิต

คำถามที่ 3 – อะไรคือข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงที่ผู้คนมักผิดพลาดในเรื่องของการลงทุน (What is the biggest mistake people make when investing?)

Warren Buffett ตอบว่า คนส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวก็มักจะเป็นเพราะ พวกเขามักจะลงทุนในอะไรก็ตามที่มันกำลังเป็นกระแส ณ ตอนนั้น โดยไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนในธุรกิจนั้น ๆ ไม่ฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างตัวของเขาหรือคนแบบเขาเลยด้วยซ้ำ ยิ่งพูดถึงเรื่องการอ่านงบการเงิน อ่านเอกสารข้อมูลการลงทุนต่าง ๆ นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่อ่านแน่นอน

โดยพวกเขามักจะคิดเองเออเองว่า ตัวของพวกเขาน่าจะลงทุนได้ การลงทุนไม่น่ายากสักเท่าไหร่ คิดสั้น ๆ ว่าซื้อมาถูก ๆ แล้วก็หวังเอาเองว่าจะขายในพรุ่งนี้มะรืนนี้ในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมา ถ้าหุ้นอาจจะพอเป็นไปได้ แต่การลงทุนอย่างการซื้อที่ดิน อพาร์ทเม้นท์ หรือทรัพย์สินในกลุ่มของอสังหาฯ นั้น คุณไม่สามารถที่จะซื้อมาขายไปได้ภายในวันสองวัน หรือถ้าหากขายได้จริง ๆ มันก็มีส่วนต่างก็ค่าธรรมเนียมในการโอน เผลอ ๆ คำนวณไปคำนวณมาติดลบซะด้วยซ้ำ

ส่วนเรื่องสุดท้ายที่ผิดพลาดบ่อยก็คือ การที่ผู้คนส่วนใหญ่ขาดการโฟกัสในการลงทุน ลงทุนไปเรื่อยเปื่อย ลงทุนไปในทุก ๆ เรื่องที่เขาฮิตกันหรือแล้วแต่ใจของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ในช่วงแรกควรโฟกัสการลงทุนให้เชี่ยวชาญเป็นอย่าง ๆ ไปให้ชำนาญเสียก่อน

คำถามที่ 4 – คุณคิดว่าการเรียนในโรงเรียนสอนธุรกิจนั้นจำเป็นหรือไม่ต่อการทำธุรกิจ (Is Business School Worth It?)

Warren Buffett กล่าวว่า มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะสิ่งแรกที่คุณจะต้องตระหนักและรู้ให้ชัดเจนก่อนไปโรงเรียนก็คือ เหตุผลในการไปเรียนที่โรงเรียนของคุณคืออะไร ทำไมต้องเรียนที่นั่น ซึ่งโรงเรียนสอนธุรกิจนั้น อาจเหมาะกับคนหมู่มาก แต่ที่แน่ ๆ ก็คือมันไม่ได้เหมาะกับทุก ๆ คนอย่างแน่นอน ดังนั้นในวัยเรียนของเขา เขาพบว่าเขาสนใจในด้านการลงทุนและเรื่องของธุรกิจ เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสืออย่างมากมายที่เกี่ยวกับธุรกิจและการลงทุน ซึ่งเขารู้สึกว่าเขาได้อะไรจากหนังสือเยอะกว่าเนื้อหาที่โรงเรียนป้อนให้เขา ดังนั้น สรุปได้ว่า มันขึ้นอยู่กับคุณว่าเนื้อหาที่คุณได้รับนั้น มันตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่ แต่สำหรับตัวเขาเองนั้น เนื้อหาในโรงเรียนมันไม่ค่อยตรงกับความต้องการของเขาสักเท่าไหร่นัก ก็เท่านั้นเอง


และหากคุณเริ่มซีเรียสและจริงจังกับการเรียนรู้จากคนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จอย่างสูง วันนี้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลพรีเมี่ยมคอนเท้นต์ได้แล้วบน Blue O’Clock Academy ใน ซีรี่ย์ Top 10 Mentors : 10 สุดยอดบทเรียนจากมหาเศรษฐีรุ่นพี่สอนว่าที่มหาเศรษฐีรุ่นน้องคนต่อไป โดยคุณสามารถลงทะเบียนได้ในราคาพิเศษตามรายละเอียดที่ลิงค์ด้านล่างวีดีโอนี้ได้เลยครับ

Resources